ทำไมผมเลือกวิชชาธรรมกาย
ผมได้เรียนรู้จากนักปราชญ์ท่านหนึ่งถึงความเชื่อในศาสนารอบตัวเรา ว่ามีหลักใหญ่ๆ ดังนี้
1. ความเชื่อเรื่อง ความว่าง หรือไตรลักษณ์
พิจารณาว่า ทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ไม่ควรยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นของเราของเขา หรือเป็นตัวเป็นตน จึงพิจารณาปล่อยวาง ทำอารมณ์ให้นิ่งเฉย เพราะสุดท้ายก็คือความว่างเปล่า พิจารณาได้ดังนี้ เราจะไม่เป็นทุกข์
ทางวิชชาธรรมกายมองความเชื่อนี้ว่า เป็นความเชื่อของผู้ที่ยอมรับการปกครองของธาตุธรรมฝ่ายทุกข์ ซึ่งเราจะเรียนรู้กันต่อไป
2. ความเชื่อเรื่อง กฏแห่งกรรม
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว
ชีวิตที่เป็นอยู่ เป็นผลมาจากการกระทำของเราเองในอดีตทั้งสิ้น เชื่อว่าเราเกิดมาแล้วหลายชาติ ทำกรรมต่างๆ มามากมาย ความเป็นอยู่คือของเราในชาตินี้เป็นผลของกรรมเก่า ซึ่งแก้ไขอะไรได้ยาก เมื่อทำใจให้ยอมรับได้ดังนี้ จึงจะไม่เป็นทุกข์
3. ความเชื่อเรื่อง สิ่งศักดิ์สิทธิ์
ความเป็นอยู่คือทั้งปวงของเรา มีฉากหลังคือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ บันดาลให้เป็นไป ซึ่งมีทั้งให้คุณและให้โทษ จึงมีศาสนาที่มีพระเจ้าประจำศาสนานั้นๆ หากเป็นศาสนาพุทธก็พิจารณาว่ามีพระพุทธเจ้าเป็นความศักดิ์สิทธิ์ คุ้มครองดูแลผู้ที่มีความเชื่อในพระองค์ เชื่อดังนี้แล้วก็อุ่นใจ ไม่ทุกข์
ดูเหมือนว่า ความเชื่อทั้ง 3 ส่วนข้างต้น ต่างฝ่ายต่างยึดถือเป็นแนวปฏิบัติแยกส่วนกันไป ไม่ก้าวก่ายกัน เราจะพักไว้ก่อน แล้วเข้าสู่เนื้อเรื่องวิชชาธรรมกาย ต่อไป
วิชชาธรรมกาย
วิชชาธรรมกาย จะเป็นเรื่องของศาสนาพุทธหรือไม่ สุดแต่ท่านจะพิจารณา แต่เราเรียนรู้โดยมองจากส่วนของศาสนาพุทธออกไป
วิชชาธรรมกาย เป็นการเรียนรู้โลกทั้งปวง โดยเริ่มจากตัวตนของเราออกไป และพบว่า สรรพสิ่งทั้งหลายรวมถึงตัวเราล้วนมีความซับซ้อนเป็นมิติที่อยู่ซ้อนกันเป็นชั้นๆ และการจะเข้าถึงสิ่งเหล่านั้น จำเป็นต้องหา "ประตูมิติ" ให้เจอก่อน
การหาประตูมิตินั้น เราจะหาจากที่ใด บางท่านเรียกว่าเป็นการแสวงหาโมกขธรรม แสวงหาสัจจธรรม แสวงหาธรรมะ ซึ่งต้องใช้เวลา และผู้ที่พบเจอได้ด้วยตนเองก็เป็นบุคคลพิเศษ เรียกท่านว่าเป็น "พระพุทธเจ้า" ประตูนี้อยู่ภายในตัวเรานั่นเอง แต่ท่านต้องใช้เวลาถึง 6 ปี จึงค้นพบ
ประตูมิติ อยู่ภายในดวงใสในท้องของเรา ดวงใสนี้เรียกว่าดวงธรรม เมื่อแรกพบดวงใสดวงนี้ เรียกได้ว่าเกิด "ดวงตาเห็นธรรม" นั่นเอง แต่ประตูมิติเป็นเพียงจุดเล็กใสเท่าปลายเข็มกลางดวงธรรมนี้ เป็นเส้นทางที่เปิดไปสู่โลกภายในอันกว้างใหญ่ไพศาลเหลือคณานับ การค้นคว้าความจริงทั้งปวงจึงจะเริ่มต้นขึ้นจากตรงนี้เท่านั้น
สิ่งที่วิชชาธรรมกายค้นพบ
วิชชาธรรมกายพบว่า ความเป็นตัวเป็นตนของเรา ไม่ได้มีแค่กายมนุษย์กายนี้เท่านั้น เมื่อเราผ่านประตูมิติเข้ามา เราเห็นว่าเรายังมีกายอื่นๆ อีก ซ้อนกันเป็นชั้นๆ เมื่อผ่านดวงใสและประตูมิติใหม่ ก็จะพบกายข้างในเข้าไปอีก ซึ่งล้วนเป็นกายของเราทั้งสิ้น หน้าตาเหมือนเรา แต่ผิวพรรณวรรณะละเอียดกว่าเข้าไปเป็นลำดับ และเรายังพบว่าทางเดินที่ผ่านเข้าไปมีอยู่หลายแกน แกนตั้งแกนนอนแกนทะแยงมีหมด แต่หลักๆ มีแกนตั้ง และแกนนอน
แกนตั้ง พบว่าเรามีกายหลักๆ ถึง 18 กาย แต่ละกายไปทำหน้าที่ในภพภูมิต่างๆ เท่าที่ศักยภาพของเราจะสร้างเข้าไปถึง ไม่ว่าจะเป็น ทิพย์ พรหม อรูปพรหม นิพพาน ซึ่งเราใช้กายไม่เหมือนกันในการไปอาศัยในสถานที่ต่างๆ เหล่านั้น ขึ้นอยู่กับศักยภาพ หรือ "บุญบารมี" ที่เราทำ ประกอบกับ "เงื่อนไข" บางอย่างที่จะต้องเรียนรู้ต่อไป นั่นเอง การเรียนวิชชาธรรมกายได้เปรียบที่เราไปเห็นระบบ ของการไปเป็นอยู่คือในลักษณะต่างๆ เหล่านี้ ไม่ใช่เป็นแค่ผู้ท่องเที่ยวเดินทางไปในโลกทั้งหลายแต่เพียงอย่างเดียว เหมือนกับนักเศรษฐศาสตร์เรียนรู้ระบบการเงินว่ามันเดินทางไปทางไหนบ้าง ดีกว่าจะรู้แค่การหาเงินและใช้เงินแต่เพียงอย่างเดียว
แกนนอน ในภาษาวิชชาธรรมกายเรียกว่าเป็นแกนของ "กำเนิดเดิม" มีต้นกลางปลาย หรือ กายเด็ก กายผู้ใหญ่ กายแก่ ล้วนเป็นกายของเราทั้งสิ้น การมีความรู้เรื่องกำเนิดเดิม ทำให้เราเข้าใจความเป็นตัวตนของเราในลักษณะต่างๆ ที่ไม่เหมือนกัน ทั้งรูปร่างหน้าตา รวมถึงความคิดอ่านที่ไม่เหมือนกันในแต่ละกาย ซึ่งล้วนเป็นตัวเราทั้งนั้น
แกนนอน อีกอันที่น่าสนใจ ภาษาวิชชาเรียกว่า "กายพิสดาร" คือกายเรานั่นแหละที่แตกตัวออกไปได้ไม่สิ้นสุด รูปร่างหน้าตาเหมือนเราทุกอย่าง นักวิทยาศาสตร์บางท่านพูดถึง Multiverse ก็คืออันนี้ วิชชาธรรมกายรู้มาก่อนเพราะเป็นส่วนหนึ่งของเนื้อหา
ยังมีแกนกายสุดหยาบสุดละเอียดอีก หากกล่าวรายละเอียด บทความก็จะยาวเกินไป
กาย ทั้งหลายมีทรัพยากรแบบเดียวกัน แต่ต่างกันที่มิติของความละเอียดของทรัพยากรเหล่านั้น ตั้งแต่ กายกับใจ ขันธ์ อายตนะ ธาตุ อินทรีย์ ล้วนเป็นส่วนประกอบของกายๆ นั้น ซึ่งผู้ศึกษาธรรมะชั้นสูงเอามาเรียนรู้ ในระดับต่างๆ
กายทั้งหลาย ไม่ได้มีเฉพาะของเรา แต่มีของคนอื่น ฝ่ายอื่น ปะปนอยู่กับเราด้วย ล้วนมีระดับความสำคัญทั้งในส่วนของความเป็นพวกเดียวกันและต่างพวก แตกต่างกันไป มีการก้าวก่ายกัน เกิดเป็นกฏเกณฑ์ของการอยู่ร่วมกัน กฏเกณฑ์ใหญ่เรียกว่าเป็นในระดับ "ธาตุธรรม" ที่ไม่เหมือนกัน โดยต่างมีกฏสำคัญของธาตุธรรมนั้นๆ เรียกว่า "ปิฎก" เริ่มต้นด้วย ทานศีลภาวนา หรือจะเป็น อภิชฌาพยาบาทมิจฉาทิฐิ เป็นต้น สุดแต่ธาตุธรรมไหนใช้ปกครองคนของตน หรือปกครองธาตุธรรมอื่นที่เพลี่ยงพล้ำเข้ามาให้ถูกปกครอง มีกฏเกณฑ์ใหม่ที่ครอบเข้ามาบังคับให้เป็น อริยสัจจ์ ปฏิจจสมุปบาท ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องเรียนรู้กันต่อไป
ยังมีประวัติศาสตร์ของธาตุธรรม การต่อสู้ระหว่างธาตุธรรมที่ต่างกัน การแพ้ชนะ รวมถึงเหตุการณ์สำคัญทั้งปวง ล้วนมีผลต่อความอยู่รอดและเป็นไปของสัตว์โลกด้วย ผมจำเป็นต้องเกริ่นไว้เพื่อไม่ให้ตกหล่น รายละเอียดต้องศึกษาต่อครับ
นี่คือ การรู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง
ท่านคงเริ่มเห็นเนื้อหาที่ต้องเรียนรู้เพิ่มเติมบ้างแล้ว ทั้งนี้ให้เข้าใจว่า วิชชาธรรมกายมีความละเอียดลึกซึ้งมาก ไม่ใช่แค่เพ่งลูกแก้ว ใจนิ่ง ใจสงบ มีความสุข แล้วติดสุขอยู่อย่างนั้น อย่างที่อาจจะเคยเข้าใจกันมา
NiphonL
1 ม.ค. 2569
ทำไมผมเลือกวิชชาธรรมกาย (2)
การแสวงหาโมกขธรรม หรือดวงธรรมในท้องของเรา พระพุทธเจ้าใช้เวลาบำเพ็ญถึง 6 ปี ของอยู่ในตัวเราแท้ๆ ทำไมต้องใช้เวลาค้นคว้าถึง 6 ปี เป็นคำถามที่ครูบาอาจารย์ถามเราให้คิดมาตลอด เหตุที่ยากเพราะ
1. ดวงธรรมดังกล่าว เป็น "สิ่ง" ที่ละเอียดอ่อน ไม่ได้เห็นด้วยตามนุษย์ แต่เห็นด้วยตาใจ โดยใช้หน้าที่ "เห็นจำคิดรู้" ของใจเข้ามาทำหน้าที่ "เห็น" ดวงธรรมดวงนี้ จึงต้องมาเรียนรู้เรื่องการฝึกใจให้เก่งขึ้น แข็งแรงขึ้น จนหน้าที่ของใจโดดเด่นขึ้นมา แล้วสามารถเห็นได้ นั่นคือการฝึกใจในภาคสมถะ ทำสมาธิ เพื่อเอาใจที่เก่งแล้ว ไปเรียนรู้ในภาคการเรียนรู้ หรือภาควิปัสสนาต่อไป
2. แม้ใจจะถูกฝึกจน "เป็น" ขึ้นมาแล้ว ใจนั้นต้องจรด หรือ focus ให้ถูกที่ถูกทาง นั่นคือที่ศูนย์กลางกาย ฐานที่ 7 ซึ่งท่านต้องมาเรียนรู้ ไม่ยากอะไร แต่เป็นความรู้ในภาคปฏิบัติที่แยกย่อยในอีกส่วน ขอไม่กล่าวถึงในที่นี้
3. แม้ใจจะพอมีกำลังแล้ว วางใจถูกที่แล้ว เรายังต้องผจญกับศัตรูทางใจ ที่เรียกว่า กิเลส คอยปิดบังไม่ให้เรารู้เห็น กิเลสเป็นเครื่องมือของธาตุธรรมที่ไม่ใช่พวกของเรา คอยขัดขวางไม่ให้เราได้พบหนทางสู่ประตูมิติที่กล่าวมา ทำไมเขาต้องมาขวางเรา อันนี้เป็นบทเรียนสำคัญอีกส่วนหนึ่งของวิชชาธรรมกาย ให้ทราบแต่ว่ามีการขัดขวางการรู้แจ้งของเรา จากฝ่ายศัตรูเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย นั่นเอง
เมื่อพบประตูมิติ และเรียนรู้สิ่งที่พบเห็นในโลกกว้างภายในนั้น ซึ่งมีอะไรให้เรียนรู้มากมาย ท่านจำเป็นต้องแยกแยะระหว่างแก่นกับกระพี้ที่เจอะเจอให้ออก จนกว่าท่านจะเข้าใจวิชชาได้พอสมควร จึงจะอธิบายความเชื่อทางศาสนาของผู้คนทั้ง 3 กลุ่มที่ผมได้เกริ่นนำไว้ในตอนแรกได้ โดยสรุปพอสังเขป ดังนี้
กลุ่มที่ 1 เชื่อในเรื่องไตรลักษณ์
ในวิชชาธรรมกาย เราถือว่าพวกของเราหรือธาตุธรรมของเรา เป็นฝ่ายพระ และเรียกธาตุธรรมฝ่ายอื่นว่าเป็นฝ่ายมาร พระกับมารมีความเห็นต่างกัน ต่างฝ่ายต่างพยายามปกครองสัตว์โลก ฝ่ายพระหรือภาคพระให้สุขแก่สัตว์โลก ภาคมารเห็นว่าให้ทุกข์แก่สัตว์โลกจึงจะถูก ต่างฝ่ายต่างช่วงชิงแย่งอำนาจปกครองกัน แต่เดิมภาคมารได้เปรียบกว่า จึงปกครองสัตว์โลกด้วย "วิชชา" ของเขา ภาคพระอาจเรียกวิชชาของมารว่า "อวิชชา" ก็ได้ เพื่อให้ตรงข้ามกับวิชชาของพระ อวิชชาเบื้องต้นมี ทุกข์สมุทัย มีแก่เจ็บตายเป็นต้น รวมถึงปิฎกที่ทำให้สัตว์โลกหลงผิด มีอภิขฌาพยาบาทมิจฉาทิฐิ เป็นต้น นั่นเอง
เมื่อภาคมารได้เปรียบอยู่ สัตว์โลกจึงมีกายที่มีความแก่ความเจ็บความตายเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ส่วนของใจก็มีการเห็นแก่ได้ความพยาบาทโกรธเคืองและการมีความเห็นที่ไม่ตรงไปตรงมาเข้าครอบงำ อย่างที่โบราณว่าใจมนุษย์ถึงปล่อยไว้เฉยๆ ก็จะไหลลงต่ำอยู่ร่ำไป
โลกเต็มไปด้วยทุกข์สมุทัย และปิฎกของภาคมาร มองไปทางไหนก็เห็นแต่สิ่งเหล่านี้ พอมีคนคิดแก้วิชชาเขา ก็ไปติดอยู่กับวิชชาป้องกันที่ภาษาวิชชาเรียกว่า เหตุว่าง เข้าไม่ถึงวิชชาตัวจริง สรุปคือแต่ไหนแต่ไรมาก็แก้วิชชาทุกข์สมุทัยและปิฎกของมารไม่ได้ จึงพิจารณาความแก่เจ็บตายว่าเป็นธรรมดาของโลก ยอมรับมันเสีย ดูว่าจะทุกข์น้อยลง จึงเป็นที่มาของความเป็นไตรลักษณ์คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หรือ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน นั่นเอง
การต่อสู้ทางวิชชา ก็คือ การทำให้ความเป็นไตรลักษณ์หมดไป เมื่อยังไม่ชนะก็จำต้องยอมรับไปก่อน แต่ยังมีใจที่จะหาหนทางไปให้ถึงความเป็น นิจจัง สุขัง อัตตา ให้ได้ บางท่านใช้คำว่า ค้นหา "กายเอกราช" ให้เจอ คือกายที่เป็นเอกราช ไม่เป็นทาสของฝ่ายกิเลส เป็นใหญ่ในตัว ปราศจากมลทินทั้งหลาย พ้นแก่เจ็บตาย และปิฎกมาร นั่นเอง
สิ่งที่น่าคิดสำหรับความรู้นี้ก็คือ แสดงว่าแต่เดิมมนุษย์ไม่มีแก่เจ็บตาย ไม่มีกิเลสมาก่อน ใช่ไหม แล้วมนุษย์ต้องทำอะไรล่ะ เพราะเราเคยเรียนรู้มาว่า เราต้องบำเพ็ญบารมีเพื่อละกิเลส แต่หากไม่มีกิเลสมาแต่เดิม หรือบางท่านกล่าวว่า "จิตเดิมแท้นั้นผ่องใส แต่มันเศร้าหมองไปเพราะกิเลสที่จรมา" แล้วมนุษย์มีหน้าที่ทำอะไร เป็นคำถามที่ฝากไว้สำหรับทุกท่านที่เป็นมนุษย์ครับ
(ยังมีต่อ)
NiphonL
2 ม.ค. 2569
ทำไมผมเลือกวิชชาธรรมกาย (3)
กลุ่มที่ 2 เชื่อใน กฏแห่งกรรม
การกระทำใดใด หากเข้าทางปิฎกของธาตุธรรมฝ่ายใด ธาตุธรรมฝ่ายนั้นจะเก็บสะสมการกระทำเหล่านั้นไว้ คล้ายการสะสมแต้มในบทเรียน หรือในเกมที่เราเล่น ตั้งขึ้นเป็นดวงใสหรือขุ่นมัวสุดแต่ธรรมชาติของการกระทำนั้นๆ ดวงนี้บางทีเรียกว่า ผัง หรือเครื่อง ก็ได้ มีอำนาจในการให้ผลเป็นเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นแก่ผู้กระทำ จึงเป็นที่มาของกฏแห่งกรรมที่ว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว นั่นเอง
ทางวิชชาธรรมกายพบว่า กฏเกณฑ์นี้ใช้ได้กับสัตว์โลกส่วนใหญ่ ในลักษณะกราฟที่เป็น Normal distribution curve รูประฆังคว่ำ ในส่วนนูนตรงกลาง แต่ส่วนปลายทั้ง 2 ข้าง อาจไม่เป็นไปตามกฏเกณฑ์นี้
ปลายด้านหนึ่ง สำหรับผู้ที่ทำกรรมหนักที่เรียกว่า ครุกรรม หรืออนันตริยกรรม จะถูกหมายเหตุไว้ให้ไปชดใช้กรรมหนักนั้นก่อน หากจะได้มรรคผลก็จะถูกตัดรอนไปก่อน ทำความดีไว้อย่างไรก็จะถูกพักไว้ยังไม่ให้ผล ผมเคยถามครูอาจารย์ว่าเราจะพิจารณาเรื่องนี้อย่างไร ตอนนั้นได้รับคำตอบว่าคนพวกนี้เราไม่ต้องไปยุ่ง คนของเราไม่ไปเกี่ยวข้องอยู่แล้ว ปัจจุบันเรายังไม่ได้พิจารณา แม้เหตุการณ์ในธาตุในธรรมได้เปลี่ยนแปลงไปพอสมควรแล้วก็ตาม
ปลายอีกด้านหนึ่ง อยู่ในฝั่งของผู้ทำความดีอย่างยิ่งยวด หรือผู้ถูกเลือก หรือบุคคลพิเศษที่มาทำหน้าที่ พูดได้ว่าอาจกลายเป็นผู้ถูกละเว้น(จากธาตุธรรมฝ่ายตน) หรือเป็นผู้ถูกหมายหัว(จากธาตุธรรมฝ่ายตรงข้าม) ก็ไม่เป็นไปตามกฏแห่งกรรมข้างต้น ขอกล่าวไว้เท่านี้ครับ
สรุปคือ กฏแห่งกรรม ใช้อธิบายได้กับสัตว์โลกส่วนใหญ่ แต่ใช้ไม่ได้กับทั้งหมด
กลุ่มที่ 3 เชื่อใน สิ่งศักดิ์สิทธิ์
การมีศาสนาต่างๆ เริ่มมาจากความเชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งนั้น เชื่อว่ามีพระเจ้าเจ้าของศาสนาที่จะดลบันดาลให้เป็นไป มีแต่ศาสนาพุทธในส่วนที่ตีความเชิงปรัชญา หรือเลือกใช้แต่เนื้อหาเชิงเหตุผลที่พยายามให้จับต้องได้เท่านั้น ที่กล่าวว่าไม่มีพระเจ้าในศาสนานี้ ประกอบกับการเห็นเหตุการณ์ที่ คนในศาสนาอื่นเมื่อประสบทุกข์ภัยโรค แล้วสวดอ้อนวอนต่อพระผู้เป็นเจ้าให้มากำจัดทุกข์ภัยโรคเหล่านั้นให้ ก็ไม่เคยเห็นพระเจ้าองค์ใดมาช่วยให้ปัดเป่าให้เห็นกันซักที จึงมักกล่าวตู่ว่า ความเชื่อในพระเจ้าเป็นความเชื่องมงาย ตามเหตุผลของตน
แต่ในวิชชาธรรมกาย หากเราปฏิบัติจนเข้าถึง จนสามารถพบเห็นธาตุธรรมอื่นๆ ที่สูงขึ้นเรื่อยๆ เราจะพบการมีธาตุธรรมระดับต่างๆ อีกมากมาย สามารถตีความเป็น "พระเจ้า" ได้อีกนับไม่ถ้วนพระองค์ แต่การจะให้เห็นการมาช่วยมนุษย์ ด้วยอายตนะทั้ง 6 ของมนุษย์เองนั้น คงมีเงื่อนไขอยู่ และอายตนะเหล่านั้นสัมผัสไม่ได้ หรือเข้าไม่ถึง ต้องรอเวลารอเงื่อนไขสักระยะ เหตุผลบางอย่างไม่อาจเข้าใจได้เมื่อเรายังครองกายมนุษย์
เราเองที่เป็นมนุษย์ในตอนนี้ ก็ยังมีบ้างที่น้อยใจพระเจ้าของเรา(ธาตุธรรม) อยู่เหมือนกัน ทั้งนี้ท่านต้องมีเหตุผล และบางอย่างคงต้องใช้เวลา หรือใจมนุษย์คิดว่าใช่ แต่จริงๆ อาจไม่ใช่ก็ได้ จึงต้อง "สุดแต่ธาตุธรรมจะพิจารณา" เท่านั้น
NiphonL
2 ม.ค. 2569