- ทำไมมนุษย์เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ทำไมคนบางคนเคยทำงานให้ภาคขาว ต่อมาไปทำให้ภาคมาร ต่อมาไม่ทำอะไรเลย หรือกลับไปกลับมา
- ทำไมครูบาอาจารย์ที่สู้รบปรบมือกับส่วนละเอียด จึงไม่คิดหาใครมาดูแลใกล้ชิด
- ทำไมการจับเข่าคุยกัน ตกลงกันไปแล้ว จึงไม่มีผล
- ทำไมโจรจึงกลับใจ
- ทำไมคนเราได้รับข้อมูลเหมือนๆ กัน ในเวลาเดียวกัน จึงคิดไม่เหมือนกัน
- ฯลฯ
I am a doctor. I am interested in health maintenance. Human has body and mind. We take care of our body, so we must take care of our mind too. Strength comes from exercise. Take body exercise by some workouts. Take mind exercise by meditation.
Sunday, August 8, 2010
มนุษย์เป็นหุ่น
Tuesday, August 3, 2010
กาลามสูตร
วันนี้ขอคุยเรื่องกาลามสูตรในเชิงประสบการณ์ของผม ซึ่งผมเห็นว่าหลักกาลามสูตร เป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับผู้ศึกษาไม่ว่าในทางโลก หรือทางธรรม หลักกาลามสูตรสอนให้เราวางใจเป็นกลางไว้ก่อน แล้วรับฟังข้อมูลให้ชัดเจน จึงจะปลงใจเชื่อ
กาลามสูตร คืออะไร? ผมอยากให้ดูข้อมูลบางส่วนจาก Website นี้
http://www.dopa.go.th/religion/tammar.html
ดังนี้
สิ่งที่ไม่ควรเชื่อ 10 ประการ
พระพุทธเจ้าแทนที่จะตรัสเหมือนกับสมณพราหมณ์เหล่าอื่นที่เคยพูดมาแล้ว พระองค์ไม่ได้ทรงสรรเสริญคำสอนของพระองค์ และก็ไม่ทรงติเตียนคำสอนศาสนาของผู้อื่นแต่พระองค์กลับตรัสอีกแบบหนึ่ง การพูดแบบนี้เป็นลักษณะของวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน คือพระองค์ได้กล่าวถึงสิ่งที่ไม่ควรเชื่อ 10 ประการโดยตรัสว่า ท่านทั้งหลายจงฟัง
มา อนุสฺสวเนน อย่าเพิ่งเชื่อโดยฟังตามกันมา
มา ปรมฺปราย อย่าเพิ่งเชื่อโดยถือว่าเป็นของเก่าเล่าสืบๆ กันมา
มา อิติกิราย อย่าเพิ่งเชื่อเพราะข่าวเล่าลือ
มา ปิฏกสมฺปทาเนน อย่าเพิ่งเชื่อโดยอ้างคัมภีร์หรือตำรา
มา ตกฺกเหตุ อย่าเพิ่งเชื่อโดยคิดเดาเอาเอง
มา นยเหตุ อย่าเพิ่งเชื่อโดยคิดคาดคะเนอนุมานเอา
มา อาการปริวิตกฺเกน อย่าเพิ่งเชื่อโดยตรึกเอาตามอาการที่ปรากฏ
มา ทิฎฐินิชฺฌานกฺขนฺติยา อย่าเพิ่งเชื่อเพราะเห็นว่าต้องกับความเห็นของตน
มา ภพฺพรูปตา อย่าเพิ่งเชื่อว่าผู้พูดควรเชื่อได้
มา สมโณ โน ครูติ อย่าเพิ่งเชื่อว่าผู้พูดนั้นเป็นครูของเรา
สรุปแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสว่าอย่าเพิ่งเชื่อ เพราะเหตุ 10 ประการนี้
ข้อความประเภทนี้ตรงกับกฎทางวิทยาศาสตร์ เพราะนักวิทยาศาสตร์จะไม่เชื่อถ้าเขายังไม่ได้ ทดสอบหรือพิจารณาเหตุผลให้ปรากฏก่อน และข้อความเช่นนี้ไปตรงกันได้อย่างไรในข้อที่ไม่ให้เชื่อเพราะเหตุ เหล่านี้ ถ้าเช่นนั้นแล้ว เราควรจะเชื่อแบบใดเมื่อปฏิเสธไปหมดเลยทั้ง 10 ข้อ และเราควรจะเชื่ออะไรได้บ้าง
พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาของเหตุและผล ไม่โจมตีศาสนา ไม่โจมตีผู้ใด
ชี้แต่เหตุและผลที่ยกขึ้นมา อธิบายเท่านั้น
พระพุทธวจนะทั้ง 10 ประการข้างต้นนั้น ท่านทั้งหลายฟังดูแล้วอาจคิดว่า ถ้าใครถือตามแบบ นี้ทั้งหมดก็มองดูว่าน่าจะเป็นมิจฉาทิฎฐิ คือ ไม่เชื่ออะไรเลย แม้แต่ครูของตนเอง แม้แต่พระไตรปิฎกก็ไม่ให้เชื่อ พิจารณาดูแล้ว น่าจะเป็นมิจฉาทิฎฐิ
แต่ก็ไม่ใช่
คำว่า "มา" อันเป็นคำบาลีในพระสูตรนี้ เป็นการปฏิเสธมีความหมายเท่ากับ No หรือ นะ คือ อย่า แต่โบราณาจารย์กล่าวว่า ถ้าแปลว่า อย่าเชื่อ เป็นการแปลที่ค่อนข้างจะแข็งไปควรแปลว่า"อย่าเพิ่งเชื่อ" คือให้ ฟังไว้ก่อน สำนวนนี้ ได้แก่สำนวนแปลของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ) วัดเทพศิรินทราวาส นักปราชญ์ รูปหนึ่งในยุครัตนโกสินทร์ แต่บางอาจารย์ให้แปลว่า"อย่าเพิ่งปลงใจเชื่อ" แต่บางท่านแปลตามศัพท์ว่า "อย่าเชื่อ" ดังนั้น การแปลในปัจจุบันนี้จึงมีอยู่ 3 แบบคือ
1. อย่าเชื่อ
2. อย่าเพิ่งเชื่อ
3. อย่าเพิ่งปลงใจเชื่อ
การแปลว่า "อย่าเชื่อ" นั้น เป็นการแปลที่ค่อนข้างจะแข็งเป็นการไม่ค่อยยอมกัน ส่วนการ แปลอีก 2 อย่างนั้น คือ "อย่าเพิ่งเชื่อ" และ "อย่าเพิ่งปลงใจเชื่อ" นั้นก็มีความหมายเหมือนกันแต่คำว่า "อย่าเพิ่งปลงใจเชื่อ"นั้นเป็นสำนวนแปล
ที่ค่อนข้างยาว ดังนั้น คำว่า "อย่าเพิ่งเชื่อ" เป็นสำนวนที่สั้นกว่า ง่ายกว่าและเข้าใจได้ดีกว่า ฉะนั้น การที่จะแปลให้ฟังง่ายและเหมาะสมก็ต้องแปลว่า "อย่าเพิ่งเชื่อ"
เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า ใครจะพูดก็พูดไปเราก็ฟังไป อย่าไปว่าหรือค้านเขา แต่อย่าเพิ่งเชื่อ ต้องพิจารณาดูก่อนว่าถูกหรือผิด เป็นประโยชน์หรือไม่เป็นประโยชน์ เป็นบุญหรือเป็นบาป เป็นไปเพื่อประโยชน์หรือไม่เป็นประโยชน์
หากจะดูรายละเอียด ให้ไปดูใน Website ที่ผมได้อ้างอิงไว้นะครับ แต่ผมจะกล่าวในส่วนที่เป็นประสบการณ์ของเรา ดังนี้
มา อนุสฺสวเนน
มา ปรมฺปราย
มา อิติกิราย
อยู่ในกลุ่มใกล้เคียงกัน คือ อย่าเพิ่งเชื่อโดย ฟังตามกันมา เป็นของเก่าเล่าสืบกันมา เป็นนิยายปรัมปรา เป็นข่าวเล่าลือ
กลุ่มนี้ คงไม่ยากสำหรับเรา มันคงเป็นหลักสถิติที่คนก่อนหน้าจดจำบันทึกไว้ สังเกตผลอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง จึงเล่าต่อๆ กัน แต่ทั้งนี้ เราย่อมทราบดีว่า มันมีความเพี้ยนเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ ความรู้ของผู้ที่ประสบกับเหตุอันนั้น การส่งต่อข้อมูลข่าวสาร ความเพี้ยนจากช่วงเวลาที่ยาวนาน จากยุคสมัยที่เปลี่ยนไป จากความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนจากวัฒนธรรมที่แตกต่าง ฯลฯ
มา ปิฏกสมฺปทาเนน
อย่าเพิ่งเชื่อโดยอ้างคัมภีร์หรือตำรา อันนี้สำคัญ บางทีผู้พูดอยากให้คนเชื่อ ก็อ้างว่าเอามาจากตำรา หรือตำราท่านว่าไว้ หรือใช้คำรวมๆ ว่า ปู่ย่าตายายท่านว่าไว้ ครูบาอาจารย์ท่านว่าไว้ พอเอาเข้าจริง บางทีเป็นการหลอกลวงยกเมฆ สืบไปสืบมาตำรานั้นไม่มี
บางที ตำรามี แต่เป็นตำราที่ใช้อ้างอิงไม่ได้ ไม่ใช่หลักสูตร ไม่เป็นที่ยอมรับ แต่ท่านเอามาอ้าง ตัวอย่างเช่น หากท่านจะอ้างวิชชาธรรมกาย ท่านต้องอ้างอิงหลวงพ่อวัดปากน้ำก่อน เรามักได้รับคำถามเสมอว่า “หลวงพ่อวัดปากน้ำเขียนตำราวิชชาธรรมกายไว้กี่เล่ม อะไรบ้าง” เป็นพื้นฐานไว้ก่อน
ตำรามี ใช้อ้างอิงได้ แต่ผู้อ้างอิงเข้าใจความรู้ผิด หรือเอามาอ้างอิงเฉพาะบางส่วนที่ถูกกับความเห็นของตน
ทุกอย่าง มี อ่อนแก่ หยาบละเอียด อดีตปัจจุบันอนาคต บางครั้งตำราเขียนไว้นานแล้ว เป็นความรู้เก่า ปัจจุบันความรู้นี้ใช้ไม่ได้แล้ว อนาคตไม่แน่ อาจเอาความรู้เก่ามาใช้ได้อีก หรือผสมผสานความรู้ต่อยอดขึ้นไปก็ได้ แม้ในธาตุในธรรม ก็มีการปรับเปลี่ยนกลยุทธตลอดเวลา อย่ายึดมั่นอะไรตายตัว
มา ตกฺกเหตุ
มา นยเหตุ
มา อาการปริวิตกฺเกน
อย่าเพิ่งเชื่อ โดยคาดเดาเอาเอง โดยคิดคาดคะเนอนุมานเอา โดยตรึกเอาตามอาการที่ปรากฏ
อันนี้ขึ้นกับพื้นฐานความรู้ของแต่ละบุคคล เรารู้เท่าทันขนาดไหน เรื่องของอดีตปัจจุบันอนาคตมีส่วนอยู่ไม่ใช่น้อย แต่ก่อนเคยใช้เหตุผลนี้ได้ ปัจจุบันใช้ไม่ได้แล้ว
ผมขอยกตัวอย่างเชิงตรรก ดังนี้
มารส่งโรค เพราะฉะนั้น ใครแก้โรคได้ คนนั้นเป็นพระ ใช่หรือไม่?
คำตอบ คือ แต่ก่อนใช่ แต่เมื่อมีการแก้หมาก หลอกลวงกันมากขึ้น เกิดสำนักแก้โรคเลียนแบบพระขึ้นมากมาย ผู้แก้โรค อาจเป็นพวกเดียวกับคนส่งโรค เพื่อลวงให้ผู้คนเข้าใจผิด หลงเข้ามามีความเชื่อแบบที่ตนต้องการ และได้ประโยชน์ต่อเนื่องจากศรัทธาของคนเหล่านั้น
มารปิดไม่ให้เห็นธรรม ใครเปิดดวงธรรม คนนั้นเป็นพระ(พุทธเจ้า) ใช่หรือไม่?
ตอบกันเอาเอง
มา ทิฎฐินิชฺฌานกฺขนฺติยา
อย่าเพิ่งเชื่อเพราะต้องกับความเห็นของตน
เราอาจมีความประทับใจกับอะไรมาก่อน หรือเคยถูกหลอกจนเข้าใจผิดมานาน เช่นเคยได้ยินจากวัดที่เคยไปทำบุญว่า คนเป็นธรรมกายต้องสำรวม เรียบร้อย มีความสุขในธรรมะที่ตนเห็น เขาจะนั่งสมาธิได้ทน และนานโดยไม่เบื่อ เราเคยเข้าใจอย่างนี้ พอเราเห็นใครๆ ที่อ้างว่าเขาเป็นธรรมกายแล้ว เราตรวจสอบโดยความรู้ที่เราเข้าใจ(ผิด)มาก่อน แล้วไม่ตรงตามความเห็นของเรา เราก็เลยเชื่อว่าเขาไม่เป็นธรรมกาย เราก็พลาดความรู้จากที่อื่นที่อาจถูกต้องกว่า
มา ภพฺพรูปตา
มา สมโณ โน ครูติ
อย่าเพิ่งเชื่อ ว่าผู้พูดควรเชื่อได้ ว่าผู้พูดนั้นเป็นครูของเรา
โลกมนุษย์เป็นโลกของความสับสน ยังตกอยู่ในไตรลักษณ์ และมีความไม่ชัดเจนอยู่รอบตัวเรา ผู้ที่เป็นครูบาอาจารย์ที่ท่านยังครองกายมนุษย์แบบเรา ท่านก็มีความเข้าใจผิด หรือพลาดพลั้งได้ เรายกท่านในฐานะครู แต่ไม่ใช่ว่าท่านพูดแล้วจะต้องถูกทุกอย่าง แม้ท่านจะถูกมาตลอด 99.99% ก็ตาม ครูของผมท่านเคยพูดไว้หลายหนว่า “อย่ายึดมั่นถือมั่นในตัว (กายมนุษย์ของ) ครู”
มาถึงตรงนี้ เราจะเชื่อในอะไรดีเล่า น่าสับสน แต่โลกมันก็เป็นของมันอย่างนี้ เรารู้เท่าทันแล้ว เราคงต้องพึ่งตัวเราเอง การตัดสินใจเชื่อในอะไร เรามีความรู้และความระมัดระวังอย่างที่สุดแล้ว ทั้งนี้ก็ยังอาจพลาดได้ ตราบใดที่ความเป็นไตรลักษณ์ทั้งปวงยังปรากฏให้เห็นในโลกมนุษย์ที่เราอยู่ทุกวันนี้
Sunday, August 1, 2010
กลลวงจากสิ่งที่เราเห็น
Thursday, June 10, 2010
ความแตกต่างของสิ่งที่เหมือนกัน
Monday, May 10, 2010
เจ้ากรรมนายเวร
Tuesday, September 8, 2009
Meditation Concept
Meditation Concept
As I mentioned on my first blog that we have 2 both valuable things in life, body and mind. I have mentioned how to take care of our bodies. In this article I will discuss how to take care of our minds. Mind is boss. Body is slave. Mind orders. Then body follows. We cannot have only strong body to make us happy, because happiness does come from our minds.
The body needs nutrition, rest, and exercise. The mind needs them too. Nutrition of the mind comes from the things we see, hear, smell, taste, touch, and sense. The mind needs the rest and relaxation also. But human way of life, we often cannot control most of the things we face. We cannot always see beautiful scenes, hear sweet sounds, smell sweet things, anything else that good. So we should control our minds to tolerate surrounding world. That’s why we must exercise the mind.
Why do we take the exercise to our bodies? Because exercise makes the body be strong. Strong body can do much work and tolerate physical stress. So we won’t get sick easily. The body is tangibles that we can touch. Muscle has the function to force for workout. So we gradually put extra force to the muscle to make it stronger.
The mind is intangibles we cannot see, or touch it. But we can sense it. How can we exercise the mind? The concept is as of the body. The functions of the mind are seeing, remembering, thinking, and knowing. We can develop the mind from its functions.
What is meditation? How to do meditation? We put extra work to the mind by providing the mind to see, remember, think, and know something; such as a clear crystal ball. We saw it at first with our eyes. Then close the eyes. Try using our mind to recall, and think or imagine about it, as clear and as long as possible. You will realize that someone cannot think of that crystal ball as clear as he wants. Sometimes he wanders his thinking to other things, that and that and that. At the first time we may think of a crystal ball as little clear as about 20%. I compare to weight training exercise that we can first lift the weight about 2 kg. If we try harder, we may think of it clearer about 50%, compared to weight lift of 5 kg. Try harder and harder then we can think of that clear crystal ball about 100% compared to weight lift of 10 kg. And we just say another word that we can SEE that crystal ball with our minds.
When we have a workout on our bodies, we should set the target. We can lift the extra weight. So we know that our bodies are stronger. When the mind can know, remember, think, and then see the thing we input clearer. We know that our mind is stronger too. At this point we can sense the mind security that we have not been before. Try it.
Just practice!
Monday, June 8, 2009
ศรัทธา กับ ปัญญา
ศรัทธา กับ ปัญญา, รู้ญาณ กับ เหตุผล, งมงาย กับ ความสงสัย, ความเชื่อ กับ ความเป็นจริง
การเข้าถึงความรู้หรือความเป็นจริงในสิ่งต่างๆ โดยเฉพาะในทางศาสนา ล้วนมีตาชั่งระหว่าง ศรัทธากับปัญญา รู้ญาณกับเหตุผล งมงายกับความสงสัย ความเชื่อกับความเป็นจริง ที่กล่าวมาข้างต้นทั้งสิ้น สิ่งใดก็ตามที่เรายังเข้าไม่ถึงหรือยังไม่สามารถรับรู้เรื่องราวของมันได้ทั้งหมด เรามักต้องมีศรัทธาในสิ่งนั้นๆ นำหน้าไปก่อน เมื่อความจริงในสิ่งเหล่านั้นเริ่มเห็นประจักษ์ขึ้น ไม่ว่าจะเป็น จากกาลเวลาที่ผ่านไป หรือจากการพิสูจน์ได้จนเป็นที่ยอมรับ ศรัทธาก็จะเปลี่ยนไปเป็นปัญญารู้แจ้งในสิ่งนั้นๆ ขึ้นมา
เราจึงเห็นได้ว่า ปัญญาหรือเหตุผล มักเป็นสิ่งสุดท้ายอันเป็นผลลัพธ์ ครูบาอาจารย์จึงให้ยึดเหตุผลเป็นหลักไว้ก่อน และยึดเรื่องรู้ญาณหรือศรัทธาหรือสังหรณ์ เป็นเรื่องรอง จริงๆ แล้ว มนุษย์เราก็ย่อมต้องมีทั้ง 2 สิ่ง เพียงแต่ควรนำหน้าไว้ด้วยปัญญา ไม่ใช่เชื่อตามเขาไปหมดจนกลายเป็นความงมงาย หรือไม่ยอมเชื่ออะไรเลย หาว่าพิสูจน์ให้เห็นจริงยังไม่ได้ก็จะไม่เชื่อ มันก็จะกลายเป็นดื้อด้าน ขี้สงสัย จนไม่ยอมรับรู้อะไร แล้วพลาดในสิ่งที่ตัวเองควรศึกษา ควรรับรู้ เพราะมันอาจจะเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตอย่างยิ่งเลยก็ได้ เพียงแต่ตนเองยังไม่อาจพิสูจน์ได้ในตอนนั้นเท่านั้น
ในวิชชาธรรมกาย เราเลื่อมใสหลวงพ่อวัดปากน้ำ เพราะเหตุทั้ง 2 อย่างที่ผมยกมา แต่ส่วนใหญ่จะศรัทธาในความศักดิ์สิทธิ์อัศจรรย์ของวิชชาธรรมกายของหลวงพ่อ ก็มาขอพึ่งใบบุญ พึ่งบารมีท่าน แต่หากเราจะดูให้ลึกซึ้ง เราต้องถามว่าวิชชาธรรมกายศักดิ์สิทธิ์เพราะอะไร ถ้าเราเรียนรู้ต่อ เราจะทราบว่าวิชชานี้ศักดิ์สิทธิ์เพราะมีความรู้ถึงที่มาของการแก้ทุกข์ภัยโรคทั้งปวง ว่าต้นตอของทุกข์ภัยโรคนั้นอยู่ที่ไหน เราก็เข้าไปแก้ไขตามความรู้ที่เราเข้าไปถึง ทุกข์ภัยโรคก็หาย เกิดความศักดิ์สิทธิ์จากความรู้นี้เอง รู้ว่าสมบัติคุณสมบัติทั้งปวงเกิดขึ้นได้เพราะอะไร เราก็สร้างเหตุจากความรู้เหล่านั้น ผลย่อมเกิดตามมาเป็นธรรมดา หากเราได้เรียนรู้เนื้อหาจริงๆ เราก็กลายเป็นคนศักดิ์สิทธิ์อย่างหลวงพ่อได้ ชื่อว่าบูชาหลวงพ่อด้วยปฏิบัติบูชาด้วยซ้ำ
สรุปคือ เหตุผลต้องอยู่เหนือรู้ญาณ ปัญญาต้องมีให้เหนือศรัทธา แต่อย่ากลายเป็นดื้อด้าน และเมื่อความจริงปรากฏ ความเชื่อของเราจะเปลี่ยนไปสู่รูปแบบของความจริงอันนั้นนั่นเอง