Pages

Sunday, August 8, 2010

มนุษย์เป็นหุ่น

สมัยผมเรียนวิชชาธรรมกายใหม่ๆ ผมเคยได้ยินครูบาอาจารย์หลายท่านพูดว่า มนุษย์เป็นหุ่น สุดแต่ธาตุธรรมไหนจะเข้ามายึดครอง และเชิดหุ่นในตอนไหน ผมฟังก็คิดว่าพอเข้าใจบ้างแต่ก็ไม่ลึกซึ้งเท่าไหร่ มาบัดนี้ เรายิ่งเห็นความเป็นหุ่นของมนุษย์มากยิ่งขึ้น

คำว่า "เป็นหุ่น" หมายความว่า เราไม่ได้เป็นตัวของเราเอง เรา(คิดพูด)ทำไปตามการบังคับบัญชาของผู้ที่อยู่เบื้องหลัง หากเป็นหุ่นให้มนุษย์ด้วยกันเอง ก็อาจถูกบังคับด้วยอำนาจ(มนุษย์)อื่นที่เหนือกว่า เช่นเป็นผู้ปกครองบังคับบัญชาเรา ว่าจ้างให้เงินเรา ใช้กำลังกับเรา นี่คือสิ่งที่เรามองเห็นได้ในโลกมนุษย์
แต่ในวิชชาธรรมกาย การเชิดหุ่น มาจากโลกส่วนละเอียดเข้าไปจากกายมนุษย์ หากดูผังการเดินวิชชาคือละเอียดไปทางแกนตั้งและแกนนอนของกาย แกนตั้งคือแกน 18 กาย แกนนอนคือแกนกายพิสดาร และทรัพยากรส่วนละเอียดต่างๆ ของกาย

บังคับในแกนนอน เช่น บังคับผ่านมาทางสาย ขันธ์ อายตนะ ธาตุ อินทรีย์ อริยสัจจ์ ปฏิจจสมุปบาท แถมสิ่งเหล่านี้ ยังมีเห็นจำคิดรู้ ประจำอยู่ตลอดหมด มีเห็นจำคิดรู้ ย่อมมีกาย จึงมีผู้บังคับมากมายมหาศาล
บังคับในแกนตั้ง ก็บังคับผ่านมาทางกายที่ละเอียดๆ เข้าไป ตั้งแต่ กายฝัน กายทิพย์หยาบ ไล่ไปตามแกน 18 กาย ไปจนถึง กายธรรมพระอรหัตต์ละเอียด แต่ละกายละเอียดนั้นๆ ก็มีแกนนอนของตนเองอีก

เมื่อเรามาดูในภาคมนุษย์ ความรับรู้ของมนุษย์ทั่วไปไม่เห็นอะไรนอกจากสิ่งที่สัมผัสผ่านมาทางอายตนะ ตาหูจมูกลิ้นกาย และความสัมผัสรับรู้ทางใจบางส่วนของกายมนุษย์นั้น ไม่เห็นว่ามีใครมาบังคับให้เราคิดพูดทำใดใดได้ มนุษย์คิดว่าเรามีเหตุผลในการคิด พูด ทำ ของตัวเอง ถ้ามองอย่างหลักวิชชาก็คือ โง่ คือ อวิชชาครอบงำเต็มที่ นั่นเอง

มนุษย์มีปฏิสัมพันธ์ต่อกันเหมือน เล่นละครใส่กัน เป็นฉากๆ ลงจากฉากนี้ก็ไปฉากโน้นต่อๆ ไป เราลองมองผู้คนในตลาด ผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาต่อหน้าเรา เราก็เห็นการพูดคุยสังสรรค์ให้เวลาและสถานการณ์มันผ่านๆ ไป ที่เป็นจริงเป็นจังบ้างก็น้อยเต็มที

ผมจะเล่าเรื่องของวิทยากรของเราให้ได้รับรู้ดังนี้

วิทยากรท่านหนึ่ง ทำงานอยู่ในโรงพยาบาล ช่วงพัก มีหมอดูทางในเข้ามาทำนายทายทักเจ้าหน้าที่ทุกคน ทำนายได้ถึงลักษณะบ้านอยู่อาศัยของใครๆ บ้างก็ว่ามีจอมปลวกอยู่หลังบ้าน บางทีก็ทำนายถึงญาติพี่น้องที่เกี่ยวข้อง ซึ่งถูกต้องอย่างประหลาด แต่ไม่หันมาพูดถึงหรือทำนายวิทยากรของเราแม้แต่ประโยคเดียว ทั้งที่นั่งตำตาอยู่ตรงหน้า และเรียกร้องให้เขาลองทำนายให้ด้วยซ้ำ พอมีคนมาใหม่ เขาก็หันไปทำนายคนใหม่นั้นต่อ จนกระทั่งผู้คนไปกันหมด เหลือแต่วิทยากรกับหมอดูคนนั้น วิทยากรบอกว่าทายหนูได้หรือยัง หมอดูทำท่าอึดอัดอย่างเห็นได้ชัด ขอตัวว่ามีธุระจะรีบไป วิทยากรเราเซ้าซี้ต่อ เขาเสียไม่ได้ เขาให้แบมือ แล้วบอกว่าเส้นลายมือดี เอามาต่อกันเป็นรูปเรือหงส์ ไปโน่น ไม่ทายด้วยรู้ญาณแบบเมื่อกี้ ราวกับว่าคนเชิดไม่อยู่แล้ว สุดท้ายก็รีบผละไป

เห็นได้ชัดเจนว่า คนกลุ่มที่เขาทำนายทายทักได้ เขาสื่อสารกันด้วยส่วนละเอียด เขาคุยกันเรื่องของเขาเป็นคุ้งเป็นแคว พวกใครพวกมัน พอมาถึงวิทยากรอย่างพวกเรา เขาไม่(กล้า)ยุ่งด้วย

เล่าอีกเรื่องหนึ่ง น้องสาวผมป่วยเป็นต่อมไทรอยด์อักเสบ (Hashimoto thyroiditis) ตอนเริ่มเป็นก็แค่เจ็บๆ คอ กินยาทั่วไปไม่หาย ปล่อยจนเจ็บมากเป็นเดือน เริ่มมีอาการไทรอยด์เป็นพิษร่วมด้วย (Hyperthyroid) ระหว่างป่วยก็มีงานรัดตัว จนไปไหนมาไหนไม่ได้ เช้าวันหนึ่งอาการกำเริบมาก จึงโทรหาคุณลุง (อาจารย์ทางวิชชาธรรมกายของพวกเรา) ท่านบอกว่าเดี๋ยวท่านแก้ให้เลย พักเดียว มีลูกน้องที่โดยปกติก็ไม่ค่อยได้เจอกัน เดินเข้ามาหา บอกว่าคุณเป็นอะไร ดูไม่ค่อยสบาย น้องผมบอกว่าไม่รู้ซี มันเจ็บคอมาก ทานยาก็ไม่หาย เขาจ้องเขม็งบอกว่าเป็นอย่างนี้ ปล่อยไว้ได้อย่างไร แล้วเอามือมาแตะที่คอ บอกต่อว่านี่น่ะ เป็นไทรอยด์ ต้องรีบไปหาหมอ ไปเดี๋ยวนี้เลย หนูจะเรียกแท๊กซี่ให้ ห้ามขับรถเองเด็ดขาดนะ (มันสั่งเรา) น้องผมไม่ได้ไปแท๊กซี่ของเธอหรอก แต่ก็ไปหาหมอ และเริ่มต้นการรักษาอย่างเป็นจริงเป็นจังตั้งแต่วันนั้น

เหตุการณ์ยังไม่จบ กลับจากพบแพทย์แล้ว บ่ายวันนั้นเอง น้องผมตั้งใจจะไปขอบคุณลูกน้องที่แนะนำให้ไปหาหมอเมื่อเช้า พอไปหาเขา เขาตกใจที่เจ้านายมาหา และทำท่า จำไม่ได้ ว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อเช้า เจ้านายจะมาขอบคุณเขาทำไม แล้วเขาก็รีบตัดบทผละไป

ตอนนั้น เขาเป็นหุ่นของใครซักคน มาช่วย จัดการ เรื่องความเจ็บป่วยของเรา ให้ได้รับการแก้ไขที่ถูกต้อง เท่านั้นเอง

ที่เล่ามา เป็นเรื่องจริง ไม่ได้ปรุงแต่งใดใดทั้งสิ้น รายละเอียดอาจตกหล่นไปบ้าง เพราะผมจำได้แค่นี้
สุดท้ายจึงมาถึงคำถามที่น่าสนใจ คือ
  • ทำไมมนุษย์เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ทำไมคนบางคนเคยทำงานให้ภาคขาว ต่อมาไปทำให้ภาคมาร ต่อมาไม่ทำอะไรเลย หรือกลับไปกลับมา
  • ทำไมครูบาอาจารย์ที่สู้รบปรบมือกับส่วนละเอียด จึงไม่คิดหาใครมาดูแลใกล้ชิด
  • ทำไมการจับเข่าคุยกัน ตกลงกันไปแล้ว จึงไม่มีผล
  • ทำไมโจรจึงกลับใจ
  • ทำไมคนเราได้รับข้อมูลเหมือนๆ กัน ในเวลาเดียวกัน จึงคิดไม่เหมือนกัน
  • ฯลฯ

Tuesday, August 3, 2010

กาลามสูตร

วันนี้ขอคุยเรื่องกาลามสูตรในเชิงประสบการณ์ของผม ซึ่งผมเห็นว่าหลักกาลามสูตร เป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับผู้ศึกษาไม่ว่าในทางโลก หรือทางธรรม หลักกาลามสูตรสอนให้เราวางใจเป็นกลางไว้ก่อน แล้วรับฟังข้อมูลให้ชัดเจน จึงจะปลงใจเชื่อ

กาลามสูตร คืออะไร? ผมอยากให้ดูข้อมูลบางส่วนจาก Website นี้

http://www.dopa.go.th/religion/tammar.html

ดังนี้

สิ่งที่ไม่ควรเชื่อ 10 ประการ

พระพุทธเจ้าแทนที่จะตรัสเหมือนกับสมณพราหมณ์เหล่าอื่นที่เคยพูดมาแล้ว พระองค์ไม่ได้ทรงสรรเสริญคำสอนของพระองค์ และก็ไม่ทรงติเตียนคำสอนศาสนาของผู้อื่นแต่พระองค์กลับตรัสอีกแบบหนึ่ง การพูดแบบนี้เป็นลักษณะของวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน คือพระองค์ได้กล่าวถึงสิ่งที่ไม่ควรเชื่อ 10 ประการโดยตรัสว่า ท่านทั้งหลายจงฟัง

http://www.dopa.go.th/religion/image/bb.gif มา อนุสฺสวเนน
อย่าเพิ่งเชื่อโดยฟังตามกันมา
http://www.dopa.go.th/religion/image/bb.gif มา ปรมฺปราย
อย่าเพิ่งเชื่อโดยถือว่าเป็นของเก่าเล่าสืบๆ กันมา
http://www.dopa.go.th/religion/image/bb.gif มา อิติกิราย
อย่าเพิ่งเชื่อเพราะข่าวเล่าลือ
http://www.dopa.go.th/religion/image/bb.gif มา ปิฏกสมฺปทาเนน
อย่าเพิ่งเชื่อโดยอ้างคัมภีร์หรือตำรา
http://www.dopa.go.th/religion/image/bb.gif มา ตกฺกเหตุ
อย่าเพิ่งเชื่อโดยคิดเดาเอาเอง
http://www.dopa.go.th/religion/image/bb.gif มา นยเหตุ
อย่าเพิ่งเชื่อโดยคิดคาดคะเนอนุมานเอา
http://www.dopa.go.th/religion/image/bb.gif มา อาการปริวิตกฺเกน
อย่าเพิ่งเชื่อโดยตรึกเอาตามอาการที่ปรากฏ
http://www.dopa.go.th/religion/image/bb.gif มา ทิฎฐินิชฺฌานกฺขนฺติยา
อย่าเพิ่งเชื่อเพราะเห็นว่าต้องกับความเห็นของตน
http://www.dopa.go.th/religion/image/bb.gif มา ภพฺพรูปตา
อย่าเพิ่งเชื่อว่าผู้พูดควรเชื่อได้
http://www.dopa.go.th/religion/image/bb.gif มา สมโณ โน ครูติ
อย่าเพิ่งเชื่อว่าผู้พูดนั้นเป็นครูของเรา

http://www.dopa.go.th/religion/image/bb.gif
สรุปแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสว่าอย่าเพิ่งเชื่อ เพราะเหตุ 10 ประการนี้

ข้อความประเภทนี้ตรงกับกฎทางวิทยาศาสตร์ เพราะนักวิทยาศาสตร์จะไม่เชื่อถ้าเขายังไม่ได้ ทดสอบหรือพิจารณาเหตุผลให้ปรากฏก่อน และข้อความเช่นนี้ไปตรงกันได้อย่างไรในข้อที่ไม่ให้เชื่อเพราะเหตุ เหล่านี้ ถ้าเช่นนั้นแล้ว เราควรจะเชื่อแบบใดเมื่อปฏิเสธไปหมดเลยทั้ง 10 ข้อ และเราควรจะเชื่ออะไรได้บ้าง

พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาของเหตุและผล ไม่โจมตีศาสนา ไม่โจมตีผู้ใด
ชี้แต่เหตุและผลที่ยกขึ้นมา อธิบายเท่านั้น

พระพุทธวจนะทั้ง 10 ประการข้างต้นนั้น ท่านทั้งหลายฟังดูแล้วอาจคิดว่า ถ้าใครถือตามแบบ นี้ทั้งหมดก็มองดูว่าน่าจะเป็นมิจฉาทิฎฐิ คือ ไม่เชื่ออะไรเลย แม้แต่ครูของตนเอง แม้แต่พระไตรปิฎกก็ไม่ให้เชื่อ พิจารณาดูแล้ว น่าจะเป็นมิจฉาทิฎฐิ
แต่ก็ไม่ใช่

คำว่า "มา" อันเป็นคำบาลีในพระสูตรนี้ เป็นการปฏิเสธมีความหมายเท่ากับ No หรือ นะ คือ อย่า แต่โบราณาจารย์กล่าวว่า ถ้าแปลว่า อย่าเชื่อ เป็นการแปลที่ค่อนข้างจะแข็งไปควรแปลว่า"อย่าเพิ่งเชื่อ" คือให้ ฟังไว้ก่อน สำนวนนี้ ได้แก่สำนวนแปลของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ) วัดเทพศิรินทราวาส นักปราชญ์ รูปหนึ่งในยุครัตนโกสินทร์ แต่บางอาจารย์ให้แปลว่า"อย่าเพิ่งปลงใจเชื่อ" แต่บางท่านแปลตามศัพท์ว่า "อย่าเชื่อ" ดังนั้น การแปลในปัจจุบันนี้จึงมีอยู่ 3 แบบคือ

1. อย่าเชื่อ

2. อย่าเพิ่งเชื่อ

3. อย่าเพิ่งปลงใจเชื่อ

การแปลว่า "อย่าเชื่อ" นั้น เป็นการแปลที่ค่อนข้างจะแข็งเป็นการไม่ค่อยยอมกัน ส่วนการ แปลอีก 2 อย่างนั้น คือ "อย่าเพิ่งเชื่อ" และ "อย่าเพิ่งปลงใจเชื่อ" นั้นก็มีความหมายเหมือนกันแต่คำว่า "อย่าเพิ่งปลงใจเชื่อ"นั้นเป็นสำนวนแปล
ที่ค่อนข้างยาว ดังนั้น คำว่า
"อย่าเพิ่งเชื่อ" เป็นสำนวนที่สั้นกว่า ง่ายกว่าและเข้าใจได้ดีกว่า ฉะนั้น การที่จะแปลให้ฟังง่ายและเหมาะสมก็ต้องแปลว่า "อย่าเพิ่งเชื่อ"

เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า ใครจะพูดก็พูดไปเราก็ฟังไป อย่าไปว่าหรือค้านเขา แต่อย่าเพิ่งเชื่อ ต้องพิจารณาดูก่อนว่าถูกหรือผิด เป็นประโยชน์หรือไม่เป็นประโยชน์ เป็นบุญหรือเป็นบาป เป็นไปเพื่อประโยชน์หรือไม่เป็นประโยชน์

หากจะดูรายละเอียด ให้ไปดูใน Website ที่ผมได้อ้างอิงไว้นะครับ แต่ผมจะกล่าวในส่วนที่เป็นประสบการณ์ของเรา ดังนี้

มา อนุสฺสวเนน

มา ปรมฺปราย

มา อิติกิราย

อยู่ในกลุ่มใกล้เคียงกัน คือ อย่าเพิ่งเชื่อโดย ฟังตามกันมา เป็นของเก่าเล่าสืบกันมา เป็นนิยายปรัมปรา เป็นข่าวเล่าลือ

กลุ่มนี้ คงไม่ยากสำหรับเรา มันคงเป็นหลักสถิติที่คนก่อนหน้าจดจำบันทึกไว้ สังเกตผลอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง จึงเล่าต่อๆ กัน แต่ทั้งนี้ เราย่อมทราบดีว่า มันมีความเพี้ยนเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ ความรู้ของผู้ที่ประสบกับเหตุอันนั้น การส่งต่อข้อมูลข่าวสาร ความเพี้ยนจากช่วงเวลาที่ยาวนาน จากยุคสมัยที่เปลี่ยนไป จากความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนจากวัฒนธรรมที่แตกต่าง ฯลฯ

มา ปิฏกสมฺปทาเนน

อย่าเพิ่งเชื่อโดยอ้างคัมภีร์หรือตำรา อันนี้สำคัญ บางทีผู้พูดอยากให้คนเชื่อ ก็อ้างว่าเอามาจากตำรา หรือตำราท่านว่าไว้ หรือใช้คำรวมๆ ว่า ปู่ย่าตายายท่านว่าไว้ ครูบาอาจารย์ท่านว่าไว้ พอเอาเข้าจริง บางทีเป็นการหลอกลวงยกเมฆ สืบไปสืบมาตำรานั้นไม่มี

บางที ตำรามี แต่เป็นตำราที่ใช้อ้างอิงไม่ได้ ไม่ใช่หลักสูตร ไม่เป็นที่ยอมรับ แต่ท่านเอามาอ้าง ตัวอย่างเช่น หากท่านจะอ้างวิชชาธรรมกาย ท่านต้องอ้างอิงหลวงพ่อวัดปากน้ำก่อน เรามักได้รับคำถามเสมอว่า หลวงพ่อวัดปากน้ำเขียนตำราวิชชาธรรมกายไว้กี่เล่ม อะไรบ้าง เป็นพื้นฐานไว้ก่อน

ตำรามี ใช้อ้างอิงได้ แต่ผู้อ้างอิงเข้าใจความรู้ผิด หรือเอามาอ้างอิงเฉพาะบางส่วนที่ถูกกับความเห็นของตน

ทุกอย่าง มี อ่อนแก่ หยาบละเอียด อดีตปัจจุบันอนาคต บางครั้งตำราเขียนไว้นานแล้ว เป็นความรู้เก่า ปัจจุบันความรู้นี้ใช้ไม่ได้แล้ว อนาคตไม่แน่ อาจเอาความรู้เก่ามาใช้ได้อีก หรือผสมผสานความรู้ต่อยอดขึ้นไปก็ได้ แม้ในธาตุในธรรม ก็มีการปรับเปลี่ยนกลยุทธตลอดเวลา อย่ายึดมั่นอะไรตายตัว

มา ตกฺกเหตุ

มา นยเหตุ

มา อาการปริวิตกฺเกน

อย่าเพิ่งเชื่อ โดยคาดเดาเอาเอง โดยคิดคาดคะเนอนุมานเอา โดยตรึกเอาตามอาการที่ปรากฏ

อันนี้ขึ้นกับพื้นฐานความรู้ของแต่ละบุคคล เรารู้เท่าทันขนาดไหน เรื่องของอดีตปัจจุบันอนาคตมีส่วนอยู่ไม่ใช่น้อย แต่ก่อนเคยใช้เหตุผลนี้ได้ ปัจจุบันใช้ไม่ได้แล้ว

ผมขอยกตัวอย่างเชิงตรรก ดังนี้

มารส่งโรค เพราะฉะนั้น ใครแก้โรคได้ คนนั้นเป็นพระ ใช่หรือไม่?

คำตอบ คือ แต่ก่อนใช่ แต่เมื่อมีการแก้หมาก หลอกลวงกันมากขึ้น เกิดสำนักแก้โรคเลียนแบบพระขึ้นมากมาย ผู้แก้โรค อาจเป็นพวกเดียวกับคนส่งโรค เพื่อลวงให้ผู้คนเข้าใจผิด หลงเข้ามามีความเชื่อแบบที่ตนต้องการ และได้ประโยชน์ต่อเนื่องจากศรัทธาของคนเหล่านั้น

มารปิดไม่ให้เห็นธรรม ใครเปิดดวงธรรม คนนั้นเป็นพระ(พุทธเจ้า) ใช่หรือไม่?

ตอบกันเอาเอง

มา ทิฎฐินิชฺฌานกฺขนฺติยา

อย่าเพิ่งเชื่อเพราะต้องกับความเห็นของตน

เราอาจมีความประทับใจกับอะไรมาก่อน หรือเคยถูกหลอกจนเข้าใจผิดมานาน เช่นเคยได้ยินจากวัดที่เคยไปทำบุญว่า คนเป็นธรรมกายต้องสำรวม เรียบร้อย มีความสุขในธรรมะที่ตนเห็น เขาจะนั่งสมาธิได้ทน และนานโดยไม่เบื่อ เราเคยเข้าใจอย่างนี้ พอเราเห็นใครๆ ที่อ้างว่าเขาเป็นธรรมกายแล้ว เราตรวจสอบโดยความรู้ที่เราเข้าใจ(ผิด)มาก่อน แล้วไม่ตรงตามความเห็นของเรา เราก็เลยเชื่อว่าเขาไม่เป็นธรรมกาย เราก็พลาดความรู้จากที่อื่นที่อาจถูกต้องกว่า

มา ภพฺพรูปตา

มา สมโณ โน ครูติ

อย่าเพิ่งเชื่อ ว่าผู้พูดควรเชื่อได้ ว่าผู้พูดนั้นเป็นครูของเรา

โลกมนุษย์เป็นโลกของความสับสน ยังตกอยู่ในไตรลักษณ์ และมีความไม่ชัดเจนอยู่รอบตัวเรา ผู้ที่เป็นครูบาอาจารย์ที่ท่านยังครองกายมนุษย์แบบเรา ท่านก็มีความเข้าใจผิด หรือพลาดพลั้งได้ เรายกท่านในฐานะครู แต่ไม่ใช่ว่าท่านพูดแล้วจะต้องถูกทุกอย่าง แม้ท่านจะถูกมาตลอด 99.99% ก็ตาม ครูของผมท่านเคยพูดไว้หลายหนว่า อย่ายึดมั่นถือมั่นในตัว (กายมนุษย์ของ) ครู

มาถึงตรงนี้ เราจะเชื่อในอะไรดีเล่า น่าสับสน แต่โลกมันก็เป็นของมันอย่างนี้ เรารู้เท่าทันแล้ว เราคงต้องพึ่งตัวเราเอง การตัดสินใจเชื่อในอะไร เรามีความรู้และความระมัดระวังอย่างที่สุดแล้ว ทั้งนี้ก็ยังอาจพลาดได้ ตราบใดที่ความเป็นไตรลักษณ์ทั้งปวงยังปรากฏให้เห็นในโลกมนุษย์ที่เราอยู่ทุกวันนี้

Sunday, August 1, 2010

กลลวงจากสิ่งที่เราเห็น

เมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2553 ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปสอนสมาธิที่โรงเรียนในจังหวัดสมุทรสงครามแห่งหนึ่ง เด็กที่นั่นเรียบร้อยมากดั่งผ้าพับไว้ ทำให้จำเหตุการณ์เมื่อหลายปีก่อนที่เรามาสอนที่โรงเรียนนี้เช่นกัน ครั้งนั้นเด็กก็เรียบร้อยมากอย่างผิดสังเกต แต่เด็กๆ แทบไม่เกิดธรรมะเลย และไม่ตอบสนองต่อการบอกนำวิชชาของเราทั้งสิ้น ทั้งที่สภาพภายนอกดูสงบเรียบร้อยเหลือเกิน วันนี้ ผ่านมาหลายปี เด็กรุ่นก่อนจบจากโรงเรียนนี้ไปหมดแล้ว มารุ่นใหม่ก็ดูเรียบร้อยพอๆ กัน แต่วันนี้เราถามเด็กว่า หนูเคยฝึกสมาธิมาก่อนหรือเปล่า เด็กยกมือกันทุกคน ฝึกสายไหน ใช้คำภาวนาว่าอะไร เด็กๆ ตอบว่า พุทโธ

พอเราสอนไปๆ เราให้เด็กดูดวงใสในมือ แล้วจำไว้ ตามหลักการฝึกกสินของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ถามเด็กว่านึกได้ไหม เด็กทุกคนนั่งหลับตานิ่ง แล้วไม่ตอบสนองต่อคำถามของเรา ให้ลืมตาทำใหม่ ก็ยังเหมือนเดิม แสดงให้เห็นว่าพอเด็กหลับตา ใจก็ไปอยู่กับลมหายใจ แล้วไม่ฟังคำสั่งวิทยากรอีก เราจึงต้องแก้ไขอย่างจริงจังขึ้น สั่้งเด็ดขาดให้ทำตามเรา และวางความรู้เก่าไปก่อน เด็กจึงทำได้ เห็นดวงธรรมและเกิดกายธรรมกันยกชั้น

ผมขอพักเรื่องสอนเด็กไว้แค่นั้น จะขอเล่าเรื่องราวต่อ เมื่อไม่นานมานี้ ลูกชายของเพื่อนน้องสาว ชื่อน้องแอ๊น อายุ 17 ปีได้ตายไปจากเราจากอุบัติเหตุรถที่ตัวเองนั่งขับกันไปกับเพื่อนชนเขาข้างทาง ไปกัน 4 คน น้องแอ๊นตายคนเดียว นอกนั้นไม่ได้รับบาดเจ็บอะไร การไปเที่ยวของพวกเขา ก็เป็นเรื่องที่เด็กๆ ไปกันเอง ผู้ใหญ่ห้ามไว้แล้ว แต่ก็ไม่เป็นผล มันเป็นเรื่องไม่คาดคิดสำหรับพวกเรา เพราะน้องแอ๊นเป็นเด็กที่เราสอนจนเป็นธรรมกายมาตั้งแต่ยังเล็ก เที่ยวนี้เราพลาดมากเหลือเกิน

ผลต่อเนื่องที่ตามมาคือ เราให้คนที่มีรู้ญาณที่พอตรวจสอบได้ไปดูน้องแอ๊น วันแรกๆ พบว่าเขายังอยู่ที่เดิมที่เกิดอุบัติเหตุ และไม่รู้ว่าตัวตาย พอเขารู้ เขาฝากขอโทษไปถึงคุณแม่เขา แต่อีกสองสามวันต่อมา ตัวเขาก็เปลี่ยนสภาพไป เริ่มมีเครื่องทรง มีสังวาลย์ กางเกงกลายเป็นกางเกงสามส่วน รองเท้ามีหัวงอนๆ แสดงถึงเครื่องแต่งตัวของเทวดา แล้วก็บอกว่าไม่ต้องห่วงเขาแล้ว

เรื่องรู้ญาณที่นำมาประกอบ ผมไม่ขอบอกถึงรายละเอียด เอาเป็นว่า เราพอตรวจสอบกันได้

ในช่วงเวลาเดียวกัน คุณอาของสามีของน้องสาวของผม ได้ตายจากอุบัติเหตุจราจรอีกเช่นกัน ปกติแกเป็นผู้ใหญ่ใจดี ใจบุญสุนทาน เป็นแบบฉบับของคนเข้าวัดเข้าวาในอดีต แต่ไม่ได้มาเรียนรู้ธรรมปฏิบัติอย่างที่เราทำ เราได้ไปตรวจอาท่านนี้ พบว่าไปเป็นสุข แต่เป็นสวรรค์ชั้นต้นๆ ไปไม่ถึงที่ที่น้องแอ๊นไป

ถ้ามองด้วยสายตาของมนุษย์ ระหว่างเด็กวัยรุ่นที่กำลังแก่น ซึ่งน้องแอ๊นก็มี กับคนแก่ใจดี ทำบุญตลอดชีวิต ใครน่าจะไปดีกว่ากัน

สรรพสิ่งทั้งปวง ความรู้ทั้งปวง คุณความดีทั้งปวง มันมี ต้น กลาง ปลาย อ่อน แก่ หยาบ ละเอียด เล็ก โต อดีต ปัจจุบัน อนาคต ทั้งนั้น หากท่านทำความดีแค่เกื้อกูลกันในหมู่มนุษย์ ตายไป ท่านก็ยังอยู่ใกล้ๆ มนุษย์ อาจเป็นสวรรค์ชั้นหนึ่ง แล้วก็เวียนกลับมาใหม่ แต่ถ้าความดีของท่าน เข้าสู่เส้นทางระดับปรมัตถ์ อันเป็นทางไปเพื่อความหลุดพ้น ธาตุธรรมท่านยกระดับมากกว่า ท่านก็ไปพักในสวรรค์ที่สูงกว่า มีรอยใจให้กลับมาสร้างบารมีต่อ

เหมือนคนที่ปวดหลังจากหมอนรองกระดูกเคลื่อน คนรอบตัวที่ดูกุลีกุจอ มาบีบนวดเท้านวดขาให้เป็นวันๆ ก็ไม่อาจสู้แพทย์ที่สามารถจัดกระดูกให้เพียงกรึ๊กเดียวได้

การทำความดี มันถูกดี ถึงดี และเข้มข้นพอหรือเปล่า อย่างการนั่งสมาธิ เราจะมานับจำนวนชั่วโมงในการนั่ง เช่นนั่งได้ 3 ชั่วโมง แต่ฟุ้งซ่านรวมใจไม่ติด กับนั่ง 15 นาที แต่เดิน 18 กายได้ครบ อะไรจะดีกว่ากัน

หากเราทำความดีแค่ระดับพื้นฐาน แต่อ้างปริมาณเข้าว่า ยังไงมันก็ได้แค่งานของเด็กอนุบาล

ผมเห็นคนบางคน ไปถือศีลอุโบสถทุกวันพระ เป็นการลงทุนลงแรงลงเวลาทั้งชีวิต แต่ไม่เอาความรู้ เอาแต่กิจกรรม ผิดกับวิทยากรสอนธรรมอย่างพวกเรา วันหยุดอาจจะพักผ่อน ไม่ได้สร้างภาพว่าแก่ทางธรรม แต่เมื่อถึงเวลาเราก็ไปสอนธรรม ก็ลองเปรียบเทียบกันดู แต่คนทั่วไปจะมองความพยายามของคนที่ไปอดตาหลับขับตานอนที่วัดว่ามีมากกว่า

ผู้ที่ประสบความสำเร็จทางโลก เช่นหมอผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ประสบอุบัติเหตุ รถเก๋งที่ท่านขับชนกับรถบรรทุก 10 ล้อที่จอดอยู่ข้างทาง ท่านเสียชีวิตทันที หลงตาย เพราะเราเห็นว่าท่านยังไม่ได้ไปไหน นอกจากยังอยู่ในที่ที่ท่านตายนั่นเอง ทั้งที่ในทางโลก ท่านประสบความสำเร็จสูงสุด นั่นคือ ท่านมีตัวชี้วัด ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข พรั่งพร้อมบริบูรณ์

แต่เมื่อเข้ามาทางธรรม ผู้ใฝ่ธรรมเริ่มใช้ตัวชี้วัด ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เหมือนกับผู้ใฝ่ทางโลก ซึ่งดูจะแปลกๆ เพราะผู้ใฝ่ทางโลกเขาก็ได้มันมาโดยไม่ต้องพึ่งทางธรรม ประเด็นนี้โปรดคิดดูให้ดีว่า เราหลงทางหรือเปล่า

รวย ! รวยสุดๆ ! รวยโย่ ! รวยโคตรๆ !

ดังนั้น สิ่งที่เรารู้สึกด้วยความเป็นมนุษย์ว่าดีแล้ว บางทีก็ต้องมองให้ลึก ว่าเรากำลังเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า และอย่าด่วนตัดสินอะไรทั้งนั้น ให้ยึดหลักกาลามสูตรเข้าไว้ หากมีโอกาสจะเขียนเรื่องกาลามสูตรสักครั้ง

Thursday, June 10, 2010

ความแตกต่างของสิ่งที่เหมือนกัน

หลายสิ่งหลายอย่าง หากเรามองแบบผิวเผิน ก็ดูเหมือนๆ กัน แต่ในความเป็นจริง เราต้องแยกแยะความแตกต่างของสิ่งที่ดูเหมือนกันนี้ให้ออก เพราะมันหมายถึงการบริหารจัดการกับสิ่งเหล่านั้นให้ถูกต้องตามความเป็นจริง

คนเหมือนกัน แต่ไม่เหมือนกัน ธรรมกายเหมือนกัน แต่ไม่เหมือนกัน

คน เราตัองแยกแยะคนดี คนเลว เพื่อการบริหารจัดการที่เหมาะสม หากเราจดจำเรื่องมงคลชีวิตได้ เราจะเห็นว่า ท่านแบ่งคนเป็น 2 ประเภทตามความดีความเลว คนดีจำแนกเป็น บัณฑิต เราควร "คบ" พหูสูตร เราควรเป็นเสียเอง บุคคลที่ควรบูชา ก็บูชาท่านซะ พ่อแม่ ก็ปรนนิบัติตอบแทนท่าน สามีภรรยา ก็ทำหน้าที่ตนไป แต่คนเลว จำแนกไว้เพียง "คนพาล" เท่านั้น และไม่ได้แยกแยะรายละเอียดมากมาย การบริหารจัดการ คือ "ไม่คบ" เท่านั้นเอง การไม่คบ เป็นการบริหารจัดการที่เพียงพอกับคนพาลหรือไม่ มันทำให้คนพาลได้คิดหรือไม่ว่า เขาไม่ควรมาพาลกับเรา เพราะเราเป็นคนแสนดี ทำอย่างไร เราก็เพียงแต่เฉยๆ ไม่พาลตอบ เอ ถ้าเขาคิดได้อย่างนี้ เขาก็ไม่ใช่คนพาลน่ะซี

เราจะเห็นได้ว่า เราค่อนข้างเข้มงวดในฝั่งที่เป็นบ้านของเราเอง แต่เราไม่สามารถจัดการกับสิ่งที่มาล่วงล้ำบ้านของเราได้สักเท่าไหร่ แสดงถึงอะไร ผมขอทิ้งประเด็นนี้ไว้ตรงนี้ก่อน แน่นอน การบริหารจัดการด้วยการอันธพาลตอบโดยการใช้ภาษาเดียวกับเขา เราก็กลายเป็นคนพาลแบบเขาไปด้วย ผมต้องการสื่อเพียงว่า แม้วิธีการที่เราฝ่ายพระทำๆ กันมา ก็ไม่เคยชนะคนพาลเลย ตรงกันข้าม เขากลับกำเริบเสิบสานยิ่งใหญ่มากขึ้นทุกวัน การต่อสู้ของเราจึงไม่ควรถึงทางตันด้วยการนิ่งเฉยอยู่ร่ำไป

เราควรทำอย่างไร การตอบโต้จึงจะเป็นไปโดยวิธีการของภาคขาว แต่ไม่ใช่การปล่อยผู้รุกรานให้มาฉกฉวยอะไรจากเราไปเฉยๆโดยไม่ทำอะไรเลย บอกได้แต่เพียงว่านี่คือการข่มใจ หรือบอกได้แต่ว่านี่คือวิธีการของพระ เท่านั้น

แม้สัตว์เดียรัจฉาน ก็มีดี มีเลว สัตว์ที่ดีมีประโยชน์เราเลี้ยงไว้ สัตว์ที่ ทำอย่างไรก็ดีไม่ได้ เราไม่คบ ถ้าเขาไม่มาก้าวก่ายถิ่นที่อยู่ของเรา เราก็เฉยกัน ไม่คบกัน ไม่เบียดเบียนกัน แต่เพียงการไม่คบ ก็อาจมีสัตว์บางอย่างบุกรุกมาหาเราเองก็ได้ เช่นยุงหลงเข้ามาในบ้านทั้งฝูง เราจะทำอย่างไร ผมเคยเขียนไว้ในบทความ ไม่ฆ่าสัตว์ แล้ว โปรดอ่านดู


Monday, May 10, 2010

เจ้ากรรมนายเวร

วันนี้ผมขอคุยเรื่องเจ้ากรรมนายเวร ในฐานะครูผู้หนึ่งที่สอนการทำสมาธิในพุทธศาสนา มีคนถามว่าเรื่องเจ้ากรรมนายเวร เป็นส่วนหนึ่งของพุทธศาสนาหรือไม่

ก่อนที่ผมจะตอบคำถาม ผมขอทบทวนคำจำกัดความของคำว่า "เจ้ากรรมนายเวร" เสียก่อน ความเข้าใจของผมก็คือ ผู้ที่เราเคยล่วงเกินเขาไว้ ไม่ว่าจะในอดีตชาติ หรือปัจจุบันชาติ ไม่ว่าเขาจะอยู่ในสภาพเป็นบุคคล สัตว์ หรือแม้อมนุษย์ทั้งปวง ทั้งที่ตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม ผมให้คำจำกัดความอย่างนี้ คิดว่าน่าจะสมบูรณ์พอสมควรแล้ว

บางคนรู้สึกว่า เราต้องอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลทั้งปวงที่เราทำให้เจ้ากรรมนายเวรก่อน อาจจะโดยเหตุผลที่เราเคยล่วงเกินเขาไว้ แต่จริงๆ แล้ว มักจะเป็นแบบที่เราเกรงกลัว ว่าเขาจะมาทำวิบัติแก่เรากลับคืนเป็นการแก้แค้นเสียมากกว่า และที่สำคัญคือเราไม่รู้ว่าเราเคยล่วงเกินใครไว้บ้าง โดยเฉพาะในชาติปางก่อนที่เราก็จำไม่ได้แล้ว

มุมมองของผมคือ คนเราเกิดมาหลายภพหลายชาติ ย่อมมีการล่วงเกินกันและกัน เป็นธรรมดา การล่วงเกินมักเกิดจากกิเลส ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ความเผลอเรอ หรืออาจเป็นไปโดยธรรมชาติ เพราะการมีปฏิสัมพันธ์ทั้งปวงย่อมมีการให้และการรับ หากจะไม่ให้มีการล่วงเกินกันเลย ก็ต้องเลิกเวียนว่ายตายเกิด เราจะได้ไม่ต้องมีปฏิสัมพันธ์ใดใดกับใคร

แต่การพูดถึงเจ้ากรรมนายเวรที่เราได้ยินได้ฟัง มักเป็นเจ้ากรรมนายเวรที่เป็นสิ่งน่ากลัว น่าขนพองสยองเกล้า หากไม่ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ เราจะต้องวิบัติจากการแก้แค้นของเขา เจ้ากรรมนายเวรเหล่านี้ มาในรูปแบบของความเคียดแคัน จองล้างจองผลาญ

เราอาจลืมเจ้ากรรมนายเวรอีกรูปแบบหนึ่ง ที่เราก็เผลอไปล่วงเกินท่านอยู่บ่อยๆ เช่น คุณพ่อคุณแม่ คุณครูบาอาจารย์ของเรา รวมถึงท่านที่มีความปราถนาดีต่อเราอย่างสนิทใจ แม้เราจะล่วงเกินท่านเพียงไร ท่านก็ให้อภัยเราเสมอ ท่านเหล่านี้ก็มีอยู่ในโลก

หากมนุษย์ทั้งปวงตั้งใจบำเพ็ญเพียรสร้างบารมีแห่งความเป็นมนุษย์ คือ "ทาน ศีล ภาวนา" โดยเฉพาะที่เข้ากับเรื่องนี้คือ อภัยทาน แล้ว ความลำบากใจในเรื่องเจ้ากรรมนายเวร ย่อมหมดไป เพราะการเวียนว่ายตายเกิด บางครั้งเราก็เป็นผู้ให้ บางครั้งเราก็เป็นผู้รับ ควรให้อภัยกัน แม้จะมีข้อยกเว้นสำหรับคนบางกลุ่มบ้างก็ตาม

ความรู้เรื่องเจ้ากรรมนายเวร จึงเกิดจากการที่สัตว์โลกไม่ยอมให้อภัยทาน นั่นเอง

เรามาให้ความสำคัญกับเจ้ากรรมนายเวรฝ่ายดีเช่น คุณพ่อคุณแม่ของเรา ให้มากขึ้นน่าจะดีกว่า ส่วนเจ้ากรรมนายเวรอื่น ก็พิจารณากันไป หากจะสาธยาย ก็มีไม่หมดหรอก เพราะเราเกิดมาชาติหนึ่ง ล่วงเกินใครไปบ้าง เดินออกไปนอกบ้าน เหยียบมดตายไปกี่ตัว ต้องเอามาพิจารณากันหมดหรือไม่

ผมไม่ลงลึกถึงการแก้ไข หากมีคนมาจองเวรเรา เพราะเป็นวิชชาชั้นสูง หากมีโอกาสจะกล่าวถึงต่อไป

Tuesday, September 8, 2009

Meditation Concept

Meditation Concept


As I mentioned on my first blog that we have 2 both valuable things in life, body and mind. I have mentioned how to take care of our bodies. In this article I will discuss how to take care of our minds. Mind is boss. Body is slave. Mind orders. Then body follows. We cannot have only strong body to make us happy, because happiness does come from our minds.

The body needs nutrition, rest, and exercise. The mind needs them too. Nutrition of the mind comes from the things we see, hear, smell, taste, touch, and sense. The mind needs the rest and relaxation also. But human way of life, we often cannot control most of the things we face. We cannot always see beautiful scenes, hear sweet sounds, smell sweet things, anything else that good. So we should control our minds to tolerate surrounding world. That’s why we must exercise the mind.

Why do we take the exercise to our bodies? Because exercise makes the body be strong. Strong body can do much work and tolerate physical stress. So we won’t get sick easily. The body is tangibles that we can touch. Muscle has the function to force for workout. So we gradually put extra force to the muscle to make it stronger.

The mind is intangibles we cannot see, or touch it. But we can sense it. How can we exercise the mind? The concept is as of the body. The functions of the mind are seeing, remembering, thinking, and knowing. We can develop the mind from its functions.

What is meditation? How to do meditation? We put extra work to the mind by providing the mind to see, remember, think, and know something; such as a clear crystal ball. We saw it at first with our eyes. Then close the eyes. Try using our mind to recall, and think or imagine about it, as clear and as long as possible. You will realize that someone cannot think of that crystal ball as clear as he wants. Sometimes he wanders his thinking to other things, that and that and that. At the first time we may think of a crystal ball as little clear as about 20%. I compare to weight training exercise that we can first lift the weight about 2 kg. If we try harder, we may think of it clearer about 50%, compared to weight lift of 5 kg. Try harder and harder then we can think of that clear crystal ball about 100% compared to weight lift of 10 kg. And we just say another word that we can SEE that crystal ball with our minds.

When we have a workout on our bodies, we should set the target. We can lift the extra weight. So we know that our bodies are stronger. When the mind can know, remember, think, and then see the thing we input clearer. We know that our mind is stronger too. At this point we can sense the mind security that we have not been before. Try it.

Just practice!
Dr.Niphon Longpradit M.D.

Monday, June 8, 2009

ศรัทธา กับ ปัญญา

ศรัทธา กับ ปัญญา, รู้ญาณ กับ เหตุผล, งมงาย กับ ความสงสัย, ความเชื่อ กับ ความเป็นจริง

การเข้าถึงความรู้หรือความเป็นจริงในสิ่งต่างๆ โดยเฉพาะในทางศาสนา ล้วนมีตาชั่งระหว่าง ศรัทธากับปัญญา รู้ญาณกับเหตุผล งมงายกับความสงสัย ความเชื่อกับความเป็นจริง ที่กล่าวมาข้างต้นทั้งสิ้น สิ่งใดก็ตามที่เรายังเข้าไม่ถึงหรือยังไม่สามารถรับรู้เรื่องราวของมันได้ทั้งหมด เรามักต้องมีศรัทธาในสิ่งนั้นๆ นำหน้าไปก่อน เมื่อความจริงในสิ่งเหล่านั้นเริ่มเห็นประจักษ์ขึ้น ไม่ว่าจะเป็น จากกาลเวลาที่ผ่านไป หรือจากการพิสูจน์ได้จนเป็นที่ยอมรับ ศรัทธาก็จะเปลี่ยนไปเป็นปัญญารู้แจ้งในสิ่งนั้นๆ ขึ้นมา

เราจึงเห็นได้ว่า ปัญญาหรือเหตุผล มักเป็นสิ่งสุดท้ายอันเป็นผลลัพธ์ ครูบาอาจารย์จึงให้ยึดเหตุผลเป็นหลักไว้ก่อน และยึดเรื่องรู้ญาณหรือศรัทธาหรือสังหรณ์ เป็นเรื่องรอง จริงๆ แล้ว มนุษย์เราก็ย่อมต้องมีทั้ง 2 สิ่ง เพียงแต่ควรนำหน้าไว้ด้วยปัญญา ไม่ใช่เชื่อตามเขาไปหมดจนกลายเป็นความงมงาย หรือไม่ยอมเชื่ออะไรเลย หาว่าพิสูจน์ให้เห็นจริงยังไม่ได้ก็จะไม่เชื่อ มันก็จะกลายเป็นดื้อด้าน ขี้สงสัย จนไม่ยอมรับรู้อะไร แล้วพลาดในสิ่งที่ตัวเองควรศึกษา ควรรับรู้ เพราะมันอาจจะเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตอย่างยิ่งเลยก็ได้ เพียงแต่ตนเองยังไม่อาจพิสูจน์ได้ในตอนนั้นเท่านั้น

ในวิชชาธรรมกาย เราเลื่อมใสหลวงพ่อวัดปากน้ำ เพราะเหตุทั้ง 2 อย่างที่ผมยกมา แต่ส่วนใหญ่จะศรัทธาในความศักดิ์สิทธิ์อัศจรรย์ของวิชชาธรรมกายของหลวงพ่อ ก็มาขอพึ่งใบบุญ พึ่งบารมีท่าน แต่หากเราจะดูให้ลึกซึ้ง เราต้องถามว่าวิชชาธรรมกายศักดิ์สิทธิ์เพราะอะไร ถ้าเราเรียนรู้ต่อ เราจะทราบว่าวิชชานี้ศักดิ์สิทธิ์เพราะมีความรู้ถึงที่มาของการแก้ทุกข์ภัยโรคทั้งปวง ว่าต้นตอของทุกข์ภัยโรคนั้นอยู่ที่ไหน เราก็เข้าไปแก้ไขตามความรู้ที่เราเข้าไปถึง ทุกข์ภัยโรคก็หาย เกิดความศักดิ์สิทธิ์จากความรู้นี้เอง รู้ว่าสมบัติคุณสมบัติทั้งปวงเกิดขึ้นได้เพราะอะไร เราก็สร้างเหตุจากความรู้เหล่านั้น ผลย่อมเกิดตามมาเป็นธรรมดา หากเราได้เรียนรู้เนื้อหาจริงๆ เราก็กลายเป็นคนศักดิ์สิทธิ์อย่างหลวงพ่อได้ ชื่อว่าบูชาหลวงพ่อด้วยปฏิบัติบูชาด้วยซ้ำ

สรุปคือ เหตุผลต้องอยู่เหนือรู้ญาณ ปัญญาต้องมีให้เหนือศรัทธา แต่อย่ากลายเป็นดื้อด้าน และเมื่อความจริงปรากฏ ความเชื่อของเราจะเปลี่ยนไปสู่รูปแบบของความจริงอันนั้นนั่นเอง