Pages

Wednesday, October 5, 2011

พรหมวิหาร 4


มาถึงตอนนี้ เคยบอกไว้ว่าจะเขียนเรื่องพรหมวิหาร 4 เท่าที่มีประสบการณ์ทางวิชชานะครับ ทั้งนี้ ผมคอยระมัดระวังอยู่เสมอไม่ให้เรื่องที่เขียนเกินเลยจากพื้นฐานมากไป เพราะวิชชาธรรมกายมีให้เรียนตั้งแต่ระดับต้นไปจนระดับสูง ที่ผ่านมาถือว่าเราเอาสิ่งที่รู้ๆ กันแล้วในวิชชาธรรมกายมาจัดหมวดหมู่ให้ง่ายขึ้นเท่านั้น ส่วนวิชชาที่กล่าวถึงก็เป็นวิชชาพื้นฐาน ที่ผู้เรียนวิชชาธรรมกายทั่วไปต้องทำได้ เช่นวิชชา 18 กาย ไม่ว่าจะเป็นการเดินวิชชาให้ตัวเอง เข้าไปเดินให้คนอื่น หรือเดินวิชชาให้จักรพรรดิ์ จริงๆ แล้ววิชชาที่ต่อยอดออกไป ก็มาจากวิชชาพื้นฐานนั่นเอง แต่เราอาจละเลยกันมานานจนเห็นว่าเป็นวิชชายาก ไม่หมั่นปฏิบัติกัน

สำหรับ blog แห่งนี้ ผมระมัดระวังเสมอว่าอะไรควรอะไรยังไม่ควรนำออกเผยแพร่ เพราะผู้เข้ามาอ่านมีหลายระดับ การอวดอุตริเอาวิชชาสำคัญมาเปิดเผย ย่อมไม่บังควร

พรหมวิหาร เป็นวิชชาสำคัญในระดับพรหม แต่ในส่วนของคุณลุงไม่พูดอย่างนั้น ท่านว่าเป็นวิชชาสำคัญที่ทุกคนควรหมั่นเจริญให้มาก  เป็นวิชชาที่ทำให้คนรักกัน(แบบพระนะครับ) โดยยกตัวอย่างคำถามท้ายบทเรียนที่ว่า เห็นคนๆ หนึ่งออกทีวี เรากลับรู้สึกไม่ชอบหน้าคนๆ นั้น เป็นเพราะเหตุใด คำตอบคือ เพราะคนๆ นั้นไม่ได้เจริญพรหมวิหาร 4 ข้ามภพข้ามชาติไว้นั่นเอง ส่วนจะเจริญในระดับไหน นั่นอีกเรื่องหนึ่ง

พรหมวิหารมี เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา คำแปลเป็นอย่างไร เราไปพูดในภาคปฏิบัติเลย

การปฏิบัติในระดับมนุษย์ การมีเมตตากรุณามุทิตาและอุเบกขาต่อกัน เราคงพอเข้าใจ เพราะมนุษย์แสดงออกต่อกันด้วยกายวาจาใจ ย่อมสื่อถึงสิ่งเหล่านี้ให้เห็นได้ไม่ยาก แต่การเอามาทำวิชชามีตั้งแต่ง่าย ไปหายาก ดังนี้

กรณีที่ 1 วิทยากรถูกรังแก


กรณีนี้ผมพูดไปแล้วในเรื่อง จับผิดครู วิทยากรของเราท่านหนึ่งถูกเพื่อนในที่ทำงานที่อยู่ในระดับสูงกว่ารังแกอย่างไม่มีเหตุผล เป็นประจำทุกวัน และเป็นทุกครั้งที่เจอหน้ากัน

คุณลุงได้แนะนำมาทางจดหมาย ผมค้นเจอจดหมายเก่าเห็นว่าน่าสนใจ และเป็นมงคลยิ่งหากจะนำจดหมายลายมือท่านมาลงให้ดูไว้ ณ ที่นี้ โดยผมได้เบลอชื่อบุคคลที่กล่าวถึงในจดหมายไว้แล้ว จดหมายนี้เขียนมาถึงผมเมื่อ 20 ก.พ. 2543 เป็นเวลา 11 ปีกว่า มาแล้ว ดังรูปข้างล่าง



เนื้อความไม่ยาก และสมบูรณ์อยู่ในตัวแล้ว แต่ผมอยากเพิ่มเติมคือ คุณลุงบังคับให้เดินวิชา 18 กายทุกวัน เดินวิชาให้หนักมือ มีตัวชี้วัดคือ เดินจนอารมณ์บันเทิง พิสดารกายธรรมเราไปนั่งในท้องเขาโดยลำดับไปทุกกาย คือ 18 กายเขานั่นเอง ทำวิชชาพรหมวิหารโดยท่อง เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เราไม่ได้ไปแช่งผู้ที่มารังแกเรา แต่เราขอให้เขาเป็นสุข พ้นทุกข์ มีความจำเริญรุ่งเรือง และอย่ามาก้ำเกินเราด้วยกายวาจาใจเลย เวลาเจอเขาก็ท่องแบบนี้ไปด้วย และที่สำคัญ อย่าไปเกลียดเขา ทำใจเราให้เฉยไว้

ผลก็คือ วิชชานี้ใช้เวลาแค่ 2-3 วัน ความก้าวร้าวต่อเราลดลงทันที และค่อยๆ จางลงจนหมดไป ผู้รุกรานเริ่มเจ็บป่วยจนต้องไปรักษาตัวในโรงเรียนแพทย์ระยะหนึ่ง แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจคือ เขากลับมาเป็นมิตรกับเราในระยะที่เริ่มป่วยนั่นเอง เขามาดีกับเราถึงขนาดจองตัวให้ไปทำงานด้วยกันในแผนกใหม่ที่กำลังจะเปิดขึ้นในช่วงนั้น แต่เราไม่ได้ไป แม้กระนั้นก็ยังดีกับเราเสมอมา ผ่านมาทางเราก็มีข้าวของติดไม้ติดมือมาให้อยู่เสมอ จวบจนทุกวันนี้

กรณีที่ 2 การเดินวิชาพรหมวิหาร ในหนังสือคู่มือมรรคผลพิสดาร 2


เรื่องนี้ไม่มีประสบการณ์เล่า แต่เป็นวิธีการในตำราวิชาธรรมกายชั้นสูง คือคู่มือมรรคผลพิสดาร 2 นั่นเอง

ผมขอ ไม่กล่าวถึงวิธีการโดยละเอียด เพราะจะยาวความไป ขอฝากเป็นการบ้านให้ท่านผู้อ่าน ไปอ่านตำรา อย่าอ้างว่าอ่านไม่รู้เรื่อง หรืออ้างว่าท่านยังไม่เป็นวิชชาแล้วจะอ่านได้อย่างไร ผมขอยืนยันว่าท่านต้องอ่านตำรา เพราะตำรามีไว้ให้ผู้ไม่รู้ ได้อ่านจนเป็นผู้รู้ หากท่านรอให้รู้เห็นเองเสียก่อน เมื่อไหร่จะได้รู้เห็นจนคิดว่าอ่านตำราได้ มีตำราแล้วไม่อ่านก็คือแพ้ทางมาร ผมเคยบอกชื่อยาแก้เจ็บคอให้แก่ญาติที่อยู่ไกลทางโทรศัพท์ โดยจดชื่อ แล้วไปหาซื้อยาตามร้านขายยา เพื่อแก้โรคให้ตัวเองและญาติที่นั่น เขาไม่ได้รู้เรื่องยามาก่อน แต่เขาทำตามวิธีการที่เราบอก เขาก็แก้โรคได้ เพราะความรู้มันค่อยๆ เกิดมีขึ้นได้หลายระดับ จากเริ่มรู้เฉยๆ จนกระทั่งเห็น เป็น และชำนาญ

การทำพรหมวิหารในตอนนี้ อยู่ในภาคการทำสมถะ ว่าด้วยเรื่องพรหมวิหาร 4 โดยทำฌาน 4 ให้แก่กายทิพย์ ท่านต้องเข้าใจก่อนว่ากายทิพย์ไม่มีฌานโดยธรรมชาติ เราจึงต้องสร้างฌานให้กายทิพย์ด้วย "วิชชา" จากนั้นเอารู้ญาณของกายทิพย์นั้นรวมคนทั้งแสนโกฏิจักรวาลเข้ามาทั้งหมด ตำราบอกว่าต้องรวมได้ นี่ขนาดใช้กายทิพย์ที่เป็นวิชชาแล้วเท่านั้นนะ เอากายทิพย์ไปนั่งในท้องคนที่เรารวมมาได้นั้น เดินวิชชาพรหมวิหาร 4 โดยค่อยๆ ท่อง เมตตา ขอท่านทั้งหลายจงเป็นสุขเถิด แล้วแผ่แผ่นฌานที่ 1 ที่เราประสมคุณธรรมเมตตาให้สัมผัสเข้าไปที่ดวงธรรมของคนทั้งปวงนั้น ทำใจน้อมไปในอารมณ์ของเมตตา จากนั้นท่องต่อ กรุณา ขอท่านทั้งหลายจงพ้นทุกข์ภัยโรคทั้งปวงเถิด ทำแบบเดียวกับที่กล่าวมา แต่ใช้แผ่นฌานที่ 2 ทำงาน ต่อไปก็ มุทิตา ขอท่านทั้งหลายจงมีความจำเริญรุ่งเรืองร่ำรวยเถิด และปิดท้ายด้วย อุเบกขา ให้แปลว่า อย่าได้ก้ำเกินกันด้วยกายวาจาใจเลย เดิมแปลว่าให้วางเฉย ฟังดูไม่ค่อยเป็นความหมายที่เราต้องการ ให้เอาอย่างที่แปลนี้ตามคุณลุงนะครับ

นี้คือบทบัญญัติในตำรา ทำให้เรารู้ว่าแม้กายทิพย์ก็เอามาทำวิชาพรหมวิหารได้ ในตำรายังสรุปว่า ให้ลองทำด้วยกายอื่นๆ ของเราทุกกาย แต่เวลาเราเดินวิชาจริง เรามักใช้กายธรรมเพราะเหมือนกับจะแน่นอนกว่า (อันนี้เป็นความเห็นส่วนตัวครับ)

กรณีที่ 3 ทำ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ให้เป็นเครื่องสัมผัสเข้าไปในใจเขา


วิธีนี้ สูงเกินไปที่จะกล่าวใน blog แต่เกริ่นหัวข้อไว้ เพื่อให้รู้ว่า วิชชาทุกอย่างในโลก มี อ่อนแก่ หยาบละเอียด ต้นกลางปลาย อดีตปัจจุบันอนาคต เล็กโต ตามภาษาวิชชา

แต่การแก้ปัญหาของเรา ไม่จำเป็นต้องใช้วิชชาสูงสุดที่เรารู้ เพราะหากแก้ไม่สำเร็จ ก็ซวย เหมือนเราเจ็บป่วยทีไรใช้ยาอย่างแรงสูงสุดทุกที พอดีเชื้อดื้อยากันหมด ตอนหลังหายาใช้ไม่ได้ ทำอะไรให้คำนึงถึงหลักเหตุผลให้มาก

แม้การเดินวิชชา ครูบาอาจารย์ยังบอกว่าวิชชาไม่ควรซ้ำกัน ถ้าซ้ำก็แพ้มาร อันนี้ท่านผู้อ่านอย่าเพิ่งกังวลไป ให้ท่านเดินวิชชาพื้นฐาน 18 กายให้ได้ทุกวัน อย่างอื่นค่อยๆ เรียนรู้เพิ่มเติมเอา

อย่าทิ้งวิชา 18 กาย ท่านต้องเดินทุกวัน อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ขาดไม่ได้

Friday, September 30, 2011

จับผิดครู


เดิมว่าจะเขียนเรื่องประวัติศาสตร์ต่อ แต่อยากแทรกเรื่องนี้เข้ามาก่อนเพราะตั้งใจจะเขียนมานานแล้ว

ผมเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่อยู่ในวงการแพทย์มานาน เห็นวิชาการในทางโลกทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ มีการปรับปรุง (Update) ต่อยอดเสมอมา วิชชาแพทย์สมัยใหม่มีความรู้ใหม่ๆ เกิดขึ้นทุกวันจนต้องแยกแยะตำราออกเป็นรุ่นๆ ตั้งแต่ Journal ไปจนถึง Textbook แม้เป็น Textbook แล้วก็ต้องดูด้วยว่าเขียนขึ้นในปีใด ส่วนใหญ่จะต้อง update ใหม่ทุกๆ 5 ปี

แต่วิชาธรรมกายซึ่งเป็นวิชชาสำคัญสำหรับความอยู่รอดของชีวิตในระดับธาตุธรรม กลับมีตำรับตำราออกมาน้อยมาก ทั้งที่เนื้อหามีทั้งความกว้างและความลึก ประวัติศาสตร์ก็ยาวนานจนนับประมาณมิได้ แต่เราไม่อาจศึกษาวิชาธรรมกายได้เหมือนวิชาการทางโลก เพราะอะไร เราก็รู้ๆ กันอยู่

มาถึงตรงนี้ผมนึกทึ่งในความรู้สำคัญในยุคแม่ชีถนอม และคุณลุงที่ว่า ศิษย์ต้องเก่งกว่าอาจารย์ โลกและธรรมจึงจะเจริญนั่นเอง นี่คือความทันสมัย ทั้งนี้ต้องเข้าใจว่า ไม่ใช่เนรคุณครู เรามีความเคารพบูชาครูบาอาจารย์อยู่เช่นเดิม แพทย์รุ่นเราก็ยังเคารพแพทย์รุ่นบุกเบิกอยู่ไม่เสื่อมคลาย เพราะหากไม่มีท่าน แพทย์อย่างเราก็ไม่มี

ข้าเรื่องนะครับ ประสบการณ์ของผม มีเรื่องจับผิดหรือมีความเห็นไม่ตรงกับครูอยู่เสมอมา ส่วนใหญ่พอพิสูจน์ได้ มักพบว่าเราผิดเอง แต่ก็อดไม่ได้ที่จะมีความคิดของตัวเองไว้ก่อน ตามหลักกาลามสูตร ดังเรื่องที่จะเล่าคร่าวๆ ต่อไปนี้

เรื่องที่ 1 การเดินวิชชาพรหมวิหาร 4


ผมรู้จักการเดินวิชชานี้ตั้งแต่เริ่มสอนธรรมใหม่ๆ เพราะลูกน้องของผมเองมีปัญหาถูกรุ่นพี่ในที่ทำงานรังแก ผมเขียนจดหมายไปปรึกษาคุณลุง คุณลุงแนะนำให้เดินวิชชาพรหมวิหาร 4 แบบง่ายๆ เพราะถือว่าตอนนั้นเราเพิ่งมาเรียนรู้ใหม่ๆ โดยเอาใจเราไปหมุนขวาที่ดวงธรรมของผู้รุกราน แล้วท่อง เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เมื่อกายมนุษย์เจอะเจอเขาก็ให้นึกท่องอย่างนี้ไป หากเขาไม่กลับใจ เขาจะมีอันเป็นไปเอง ซึ่งวิชชานี้ได้ผลเกินคาด ชนิดเจ็บป่วยแทบตายกันเลยทีเดียว และภายหลังยังมาดีกับเราชนิดชวนให้ไปทำงานแผนกใหม่กับเขาด้วยซ้ำ ผมไม่เล่ารายละเอียดนะครับ ไว้มีเวลาจะเขียนเรื่องนี้อีกครั้ง เพราะปัจจุบันการทำวิชชานี้ มีความซับซ้อนมากขึ้น คุณลุงเคยให้ผมไปบรรยายในห้องประชุมแล้ว

ต่อมา เราก็เอาวิชชานี้มาทำกันในหมู่วิทยากร แต่มาเดินวิชชาในศูนย์กลางกายของตัวเราเอง ทำเช่นนี้มาตั้งนาน  จนคราวหนึ่งได้มีโอกาสคุยกับคุณลุงทางโทรศัพท์พูดถึงเรื่องนี้ คุณลุงต่อว่ามาว่าจะมาเดินวิชชานี้ในศูนย์ของเราทำไม เราตอบว่าจะได้ทำให้คนเขารักเราไงครับ คุณลุงบอกว่าเราจะทำให้ใครรักก็ต้องมีเป้าหมาย โดยไปทำที่ศูนย์ของคนๆ นั้น หากมาทำที่ตัวเราเอง มันไม่เสียหาย แต่จะทำไปทำไม? เราก็งงๆ คิดว่าน่าจะทำได้ แต่ความหมายของคุณลุงคือตัวเราเป็นพระอยู่แล้ว หากจะทำก็ไปทำให้คนอื่นมีพรหมวิหารสิ ผมก็ยังไม่เชื่อ และคิดว่าเราถูกอยู่ดี เพราะเราก็รู้สึกว่าบางครั้งเราไม่ค่อยมีเมตตาเท่าไหร่หรอก

จนมาค้นจดหมายเก่า พลิกตำราทุกเล่มที่มีเรื่องพรหมวิหาร ปรากฏว่าการทำวิชชานี้ทั้งปวง ล้วนทำในศูนย์ของคนอื่นทั้งนั้น ซึ่งอาจคำนวณคนทั้งโลกเข้ามาก็ยังได้ สรุป งานนี้เราเถียงลุงไม่ได้

เรื่องที่ 2 ปุพเพนิวาสญาณ จุตูปปาตญาณ


เป็นเรื่องของคำศัพท์

ผมเคยได้ยินมาจากสายธรรมกายบางสายว่า ปุพเพนิวาสญาณ คือการดูตัวเอง หากดูอดีต เรียกว่า อตีตังสญาณ หากดูอนาคต เรียกว่า อนาคตังสญาณ ส่วน จุตูปปาตญาณ คือการดูคนอื่น จะดูอดีตหรืออนาคต ก็ว่าไป

แต่มาได้ยินคุณลุง คุณลุงบอกว่า ปุพเพนิวาสญาณ คือการดูอดีต ส่วน จุตูปปาตญาณ คือการดูอนาคต จะดูตัวเราเอง หรือดูคนอื่น ก็ว่าไป

ผมก็เลยงงๆ เพราะเคยมีความเข้าใจอย่างอื่นมาก่อน ตอนแรกไม่เชื่อลุง แต่ภายหลังได้ค้นตำรับตำราทั้งที่เป็นวิชชาธรรมกาย และนอกสายธรรมกาย ก็พบว่าหลายแห่งตรงตามที่คุณลุงบอก ท่านผู้อ่านอ่านแล้วก็อย่าสับสนนะครับ

อย่างไรก็ดี หากเราเดินวิชชาดูปุพเพนิวาสญาณและจุตูปปาตญาณ ก็ไม่จำเป็นต้องพะวงกับคำแปลนัก ในทางปฏิบัติ จะดูอดีต ปัจจุบัน อนาคต ของอะไร ก็เข้าวิชชาไปตามบทเรียน เช่นคู่มือสมภารบทบัญญัติที่ 5 กับมรรคผลพิสดาร 1 บทบัญญัติที่ 23 เป็นต้น

เรื่องที่ 3 การละลายดวงทุกข์(สมุทัย) จะต้องละลายดวงเกิดด้วยหรือไม่


ถึงปัจจุบันนี้ ผมก็ยังไม่ชัดเจนในคำตอบ เพราะคุณลุงตอบว่าไม่ต้องละลาย โดยถือว่าดวงเกิดเป็นส่วนหนึ่งของกำเนิดเดิมของเรา อธิบายเพิ่มเติมว่าเราเกิดมาก่อน จนถึงอายุ 14 ปีตามตำรา ดวงเกิดจึงขยายส่วนออกมาให้เห็น ทำให้ชีวิตยังดำรงค์ต่อไปได้ หากไม่เป็นเช่นนั้นชีวิตก็จะแตกดับ การละลายดวงทุกข์(สมุทัย) คุณลุงมักใช้คำพูดเพียงว่า ละลาย แก่ เจ็บ ตาย เท่านั้น

ตอนนี้ ผมยังมีเหตุผลที่มีความเห็นไม่ตรงกับคุณลุงอยู่ (ซึ่งเคยพยายามถามคุณลุงแล้ว ก็ยังได้คำตอบเดิม) ดังนี้

หากเป็นไปตามคำตอบข้างต้น ดวงเกิดก็ไม่น่าจะจัดเป็นส่วนหนึ่งของดวงทุกข์ ที่เราเคยเรียนกันมานานว่า ทุกข์มี 4 อย่างคือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ถ้าเป็นลักษณะนี้ต้องเปลี่ยนใหม่เป็น ทุกข์มีแค่ แก่ เจ็บ ตาย เท่านั้น ตัด เกิดออกไป ซึ่งอาจล้อกับดวงสมุทัย ที่มีอยู่ 3 ดวงตามตำราคู่มือสมภารก็ได้ หากเป็นเช่นนั้น ก็ต้องเปลี่ยนแปลงบทเรียนกันมาก


ตั้งแต่อดีต มีผู้พยายามอธิบายว่าความเกิดเป็นทุกข์อย่างไร บ้างก็ว่ามารดาต้องเจ็บปวดในการคลอด ซึ่งหลายท่านแย้งแล้วว่านั่นมันไม่ใช่ความทุกข์ของผู้มาเกิด ก็เลยมีหลายท่านอธิบายว่าเป็นทุกข์เพราะถูกมดลูกมารดาบีบอยู่นาน เจ็บและอึดอัดหายใจลำบาก ก็เลยเป็นทุกข์แต่เราจำไม่ได้ แต่เหตุผลที่คนทั่วไปยอมรับมากกว่า ก็คือเมื่อเกิดมาแล้ว เป็นเหตุให้เราต้องมาผจญกับทุกข์อีก 3 ตัวคือ แก่ เจ็บ ตาย นั่นเอง

ความเข้าใจของผม ซึ่งไม่ขอรับรองความถูกต้องนะครับ คือ ดวงเกิดน่าจะเป็นส่วนหนึ่งของ ทุกข์นั่นแหละ แต่พบว่าจะเข้ามาเมื่ออายุ 14 ปีตามตำรา ผมเชื่อว่ามนุษย์ได้เกิดมีชีวิตมาก่อนแล้วด้วยกำเนิดเดิมของตน ซึ่งมีต้นกลางปลาย ไม่จำเป็นต้องมีดวงเกิดดวงนี้อีก ผมคิดว่าดวงเกิดดวงนี้เป็นดวงฐานทัพของภาคมารที่ส่งเข้ามาตั้งไว้ในที่ตั้งของเรา แต่เขาหลอกเราด้วยลักษณะขาวใสของดวง ซึ่งภาคเขาทำได้สบายมาก และอาจมีชื่อเรียกว่าดวงเกิด เพื่อให้ละม้ายคล้ายชื่อของกำเนิดเดิมของเราก็ได้ เมื่อตั้งฐานทัพได้ ดวงแก่เจ็บตาย จะมาตอนไหนก็สะดวกแล้ว

ฐานทัพที่ว่า อาจไม่ได้รอรับแค่ทุกข์สมุทัย แต่อาจจะเป็นฐานทัพของภาคปิฎกด้วย เราแยกแยะเป็นภาคเพื่อให้ง่ายต่อการเรียนรู้ แต่จริงๆ ก็เป็นงานของเขาทั้งนั้น วิทยากรของเราหลายท่านเป็นครูบาอาจารย์เก่ามาก่อน ต่างสังเกตเห็นว่าเด็กมัธยม ม.2 มักเป็นปีที่มีปัญหามากที่สุด และด้วยความบังเอิญ เด็ก ม.2 ส่วนใหญ่อายุ 14 ปีพอดี

ตามความเข้าใจของผม หากเราตั้งเป้าว่าให้ละลายดวงเกิด (พร้อมกับ แก่เจ็บตาย) ไปด้วย ซึ่งรวมกันคือดวงทุกข์ ก็ไม่น่าจะมีผลเสียอะไร เพราะหากดวงเกิดเป็นของฝ่ายเรา ดวงนั้นก็จะมีความสะอาดมากขึ้น ไม่สามารถระเบิดแตกด้วยวิชชาของภาคขาวด้วยกันอยู่แล้ว แต่หากเป็นของภาคมาร ย่อมถูกระเบิดแตกไปด้วยอำนาจแห่งวิชชาภาคขาวซึ่งเป็นฝ่ายตรงข้าม ถือเป็น Therapeutic diagnosis คล้ายหลักของการแพทย์ เพราะในบันทึกปราบมารของคุณลุง ก็เคยทำเช่นนี้มาก่อน ตอนที่ไปพบจักรพรรดิ์กายหนึ่งหม่นหมอง เข้าใจว่าเป็นจักรพรรดิ์ภาคมาร จึงทำวิชชาเข้าไประเบิดกายจักรพรรดิ์นั้น ปรากฏว่ากายท่านยิ่งขาวใสมากขึ้น ไม่แตกทำลายแต่อย่างใด แสดงว่าท่านเป็นภาคขาวนั่นเอง

เรื่องสุดท้ายนี้ ยังไม่มีข้อสรุป แม้เราจะมีข้อโต้แย้งในเชิงวิชาการกับครูอาจารย์ ซึ่งส่วนใหญ่พบว่าเราผิดพลาดตกหล่นเสียเองอยู่บ่อยๆ แต่เราก็ยังควรอยู่ด้วยหลักเหตุผลต่อไป และ อย่าเพิ่งเชื่อ ตามหลักกาลามสูตรไว้ก่อน เพราะวิชชาอาจต้องรอการ Update ไปอีก โดยระมัดระวังความเพี้ยนไว้เสมอ


ผมต้องการเปิดมุมมองที่ว่าเราไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับครูในทุกๆ เรื่อง ไม่เช่นนั้นโลก(และธรรม) จะพัฒนาได้อย่างไร ผมเชื่อว่าการมีความคิดเห็นไม่ตรงกับครู ไม่ใช่เรื่องผิด แต่อย่าดื้อไม่รับฟังอะไรเลย เราต้องรับรู้อยู่ตลอดเวลาว่าเรากำลังคิดอย่างไรอยู่ และเรื่องนี้ครูคิดเห็นอย่างไร แล้วคิดเผื่อไว้ด้วยว่าหากเรื่องนี้เราเป็นฝ่ายผิด จะเกิดปัญหาร้ายแรงตามมาหรือไม่ หรือแม้หากครูเป็นฝ่ายเข้าใจผิด จะเกิดเป็นปัญหาอะไรได้หรือไม่ รวมถึงหมั่นทบทวนหาข้อสรุปที่ชัดเจนต่อไป

Wednesday, September 28, 2011

วิชชาธรรมกาย กับประวัติศาสตร์ (1)


การศึกษาวิชชาธรรมกายต้องดูประวัติศาสตร์ด้วย เราต้องรู้ว่าตำราแต่ละเล่ม ค้นคว้ามาได้ในยุคใด ที่ว่าวิชชาชั้นสูงนั้น เป็นวิชชาที่เขียนมาแต่ปีใด ครั้งนั้นค้นคว้าวิชชาไปได้ถึงไหน มันอาจเป็นวิชชาสูงในยุคนั้น แต่ปัจจุบัน เวลาได้ผ่านเลยไปหลายปีแล้ว มีวิชชารุ่นใหม่ๆ เกิดขึ้นมาอีกมากมาย หากเราจะเปิดตำราเก่าเดินวิชชาตามไปแต่ละหน้าแต่ละบทจะเหมาะสมหรือไม่

วันนี้ผมอยากเล่าถึงความสัมพันธ์ของยุคต่างๆ ในวิชชาธรรมกาย โดยเริ่มจากกำเนิดของธาตุธรรมก่อน แต่พูดเฉพาะธาตุธรรมหลัก คือธรรมภาคพระ กับธรรมภาคมารเท่านั้น ขอทำความเข้าใจไว้ก่อนว่าเนื้อหาตอนนี้เป็นสิ่งที่ไม่มีใครตัดสินถูกผิดได้ เพราะกล่าวถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้ว เป็นเวลานานมากๆ ถือว่าเราจินตนาการไปด้วยกัน ผมเพียงอาศัยความน่าจะเป็นจากตำรับตำรา รวมถึงความรู้ที่ได้ยินได้ฟังมาเท่านั้น

การศึกษาประวัติศาสตร์จะดูง่ายขึ้นมาก หากเราวาดรูปในลักษณะ Timeline ดังที่แสดงให้เห็น



เริ่มต้นจากยุค A คือยุคที่ยังไม่มีธาตุธรรมใดใดบังเกิดขึ้น ในตำราเรียกว่าเป็นเหตุไม่มีธาตุไม่มีธรรม นั่นเอง ขอให้ผู้อ่านทบทวนเรื่องนี้ในหนังสือมรรคผลพิสดาร 1 บทบัญญัติที่ 42 เพื่อความเข้าใจอีกครั้งนะครับ

เมื่อเวลานานไปจนนับประมาณมิได้ ความไม่มีธาตุไม่มีธรรมนั้นก็ก่อให้เกิดเหตุมีธาตุมีธรรมขึ้น (B) คือเริ่มมีธาตุ 6 และธรรม 6 นั่นเอง ในตำราบอกว่ายังมีเหตุ 2 เหตุนี้เกิดขึ้นสลับกันไปไม่มีที่สิ้นสุดอีกด้วย แต่ผมเอาไว้อธิบายแค่ตรงนี้ก่อน

ก่อนจะไปต่อ ผมขอแทรกนิดหนึ่ง แต่เดิมผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเราจะเอาเหตุไม่มีธาตุไม่มีธรรมมาทำกายมนุษย์พิเศษตามตำราได้อย่างไร ก็มันไม่มีอะไรนี่นา แต่เมื่อเรามาเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ในชีวิตประจำวันแบบง่ายๆ ที่ไม่ซับซ้อนนัก เราจึงเข้าใจ เช่น เวลาเราจะไปเที่ยว เราทำวิชชาล่วงหน้าเพื่อให้การไปเที่ยวของเราไม่มีปัญหาและอุปสรรคใดใด เราคำนวณรวมเหตุทั้งปวงที่เกี่ยวข้องกับการไปเที่ยวมาทำวิชชาจนขาวใส เราไปเที่ยวได้อย่างสนุกสนาน แต่พอกลับมาปรากฏว่าบ้านที่ทิ้งไว้น้ำท่วม ที่ทำงานมีปัญหา เพราะเราลืมคำนวณเหตุไม่มีธาตุไม่มีธรรมของการไปเที่ยวมาแก้ไขด้วยนั่นเอง คงพอเข้าใจนะครับ

ไปต่อ นานเท่าใดไม่อาจคำนวณได้ ก็เกิดธรรมภาคมารหรือภาคดำขึ้น ธาตุธรรมผู้ใหญ่ท่านให้ความรู้ว่าธรรมภาคมารเกิดก่อนธรรมภาคพระ ผมใช้สัญญลักษณ์ตัว M บน timeline เขาเกิดก่อน เขาก็ยึดพื้นที่ และรวบรวมธาตุธรรมชั้นดีต่างๆ ที่มีมาก่อนแล้ว มาเป็นของเขาได้อย่างถนัด นั่นคือเลือกหัวกะทิไปก่อน เขาก็คงสร้างบ้านสร้างเรือนดูแลปกครองธาตุธรรมของเขาไปเรื่อยๆ จนกระทั่งธาตุธรรมภาคพระหรือภาคขาว (W) บังเกิดขึ้น โดยมีธรรมชาติที่ต่างกันกับภาคมารในเชิงของสีสรรวรรณะ ความคิดเห็นทั้งปวงโดยสิ้นเชิง แต่สมบัติคุณสมบัติมีแบบเดียวกับธรรมภาคมารที่เกิดมาก่อนแล้ว

M รู้ว่า W มีอุปนิสัย ไม่รุกราน มีธรรมชาติที่เย็น อยู่ด้วยแล้วร่มเย็นเป็นสุข ซึ่งเขาก็ใช้สอยได้ ระยะแรกเขาปล่อยให้ W เติบโตไปเรื่อยๆ  W ก็ปกครองธาตุธรรมของตนด้วยปิฎกทานศีลภาวนา เป็นต้น บารมีเต็มส่วนก็เข้านิพพานเป็น คือกายสุดหยาบสุดละเอียดทั้งปวงเข้านิพพานได้หมด รวมถึงกายมนุษย์หยาบด้วย (C)

ให้สังเกตุว่าระยะนี้ เรามีทานศีลภาวนาแก่ผู้มีใจเป็นพระด้วยกัน สัตว์โลกทั้งปวงก็น่าจะมีใจพร้อมจะเป็นทานศีลภาวนาแบบเดียวกับเราโดยธรรมชาติ

การเกิดธาตุธรรมขึ้นในยุคเหล่านี้ มีความยาวนานมาก ภาษาวิชชาธรรมกายมีคำพูดว่า นับอายุธาตุ อายุบารมีไม่ถ้วน คือเอากันตั้งแต่เริ่มมีธาตุมีธรรม เอากันตั้งแต่แรกเริ่มสร้างบารมีของธาตุธรรม (ไม่ว่าภาคใด) กันเลยทีเดียว

เมื่อธรรมภาคพระหรือภาคขาว บำเพ็ญบารมีเข้านิพพานเป็นไปสักระยะหนึ่ง ภาคมารคงเห็นว่าภาคขาวเริ่มเติบใหญ่ และกายมนุษย์ที่เข้านิพพานเป็นมีฤทธิ์เดชยิ่งนัก จึงเข้าแทรกแซง ตรงนี้เอง ความปภัสสรทั้งปวงจึงมีการปนเป็น เขาซ้อนนิพพานของเขาเข้ากับนิพพานของภาคขาว ซ้อนภพ และสร้างนรกโลกันตร์ขึ้นเพื่อเก็บกักเชลย เราไม่เห็นเขาเพราะเขาละเอียดกว่า เขาปกครองธรรมภาคขาวด้วยวิชชาสำคัญคือปิฎก กับทุกข์สมุทัย เปลี่ยนระบบมรรคผลเป็นการเข้านิพพานกายธรรม (D) คือสอนให้ภาคขาวถอดกายเข้านิพพานนั่นเอง คือกายมนุษย์ต้องตาย เข้านิพพานได้เฉพาะกายที่เหลือ บุญบารมีทั้งหลายที่ทำได้ ส่วนละเอียดๆ เขาช่วงชิงไป ส่วนหยาบอันได้แก่ทรัพย์สินเงินทองที่พอจับต้องได้เขาทิ้งไว้ให้ ซึ่งเราเข้าใจว่านี่เป็นผลของบุญที่เราทำ

คำสอนทั้งปวงในยุคนิพพานกายธรรม ต้องสอนอยู่ในกรอบของเขา เพราะเราเปรียบเสมือนประเทศราช สอนให้ไม่ยี่หระต่อกายมนุษย์ สอนว่ากายมนุษย์เป็นรังแห่งโรคภัย เป็นรังแห่งกิเลส สิ่งที่รับมาโดยอายตนะมนุษย์ต้องให้สักแต่ว่ารับรู้ ห้ามยึดมั่นถือมั่น เพราะมันเป็นไตรลักษณ์ ต้องเพ่งเผาทำลายสิ่งอันเนื่องด้วยกายมนุษย์เพื่อไปสู่กายธรรมที่ผ่องใสกว่า ทานศีลภาวนาที่ทำอยู่น่ะ ดีอยู่แล้ว เผื่อแผ่ทานมาถึงเขาด้วย แผ่เมตตามาให้เขาด้วย พรหมะ มารา จะ อินทา จะ โลกะปาลา จะ เทวะตา แต่ถมไม่เต็มหรอกนะ รักษาศีลก็ห้ามตบยุงนะ แต่ยุงมาแพร่โรคให้คนตายได้ ไม่เป็นไร

ภาคขาวพยายามแก้ไขมาโดยตลอด โดยส่งผู้ปราบมาเป็นช่วงๆ (E) ตราบถึงทุกวันนี้ การแก้ไขเพิ่งทำมาได้ในระดับสำคัญ แต่ยังไม่เห็นผลในภาคของภพ 3 เราจะต้องดูกันต่อไป

Monday, September 26, 2011

มุมมองของการปกครอง


เว้นวรรคเรื่องหนักๆ สักหน่อย วันนี้เราคุยกันเรื่องเบาๆ

เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา (ก.ย.2554) ผมมีโอกาสไปดูหนังเรื่องตำนานสมเด็จพระนเรศวร ภาค 4 (ล่าสุด) ซึ่งหลายๆ ท่านคงได้ไปดูมาแล้ว

สมเด็จพระนเรศวรเป็นภาคปราบที่มีความเด็ดขาด เราทราบว่าสุดท้ายพระองค์กู้ชาติได้สำเร็จ ก็เพราะความเด็ดขาดและพระปรีชาสามารถของพระองค์ คราวที่เจ้าเมือง 2 เมืองมีความเห็นทำนองว่าควรอยู่ใต้ปกครองของศัตรูต่อไป เพื่อไม่ให้เกิดศึกสงครามอันจะเป็นความเดือดร้อนเฉพาะหน้า พระองค์เห็นว่าความคิดแบบนี้เป็นภัยอันใหญ่หลวงต่อการกู้ชาติ เป็นความคิดที่เข้าข้างฝ่ายศัตรู โทษของเจ้าเมืองทั้ง 2 คือประหารชีวิต

หรือแม้เจ้าเมืองที่มาอาสาออกรบแต่กลับทำให้พ่ายแพ้แก่ศัตรูอย่างหมดรูป ก็มีโทษประหารเช่นกัน

สมัยนี้อาจมีความเห็นในการปกครองต่างออกไป ผมมาคิดเล่นๆ ในเรื่องการปกครองของธาตุธรรม ความคิดของภาคโปรดกับภาคปราบ ความคิดแบบเจ้าเมืองที่เป็นประเทศราช กับความคิดแบบผู้ปราบที่ต้องการทำให้ธาตุธรรมเป็นเอกราช ย่อมแตกต่างกัน คล้ายๆ ที่เราเห็นในประวัติศาสตร์ที่สะท้อนออกมาจากภาพยนตร์

หากเป็นเช่นนี้ ใครก็ตามที่ยอมจำนนต่อภาคกิเลส ไม่ว่าจะเป็นสายปิฎก หรือสายทุกข์สมุทัย ยอมรับทุกข์ทุกอย่างที่เขาส่งมา ชนิดไม่ยอมเรียนรู้วิธีต่อสู้ เรามีความ X เป็นธรรมดา จะล่วงพ้นความ X ไปไม่ได้ ถ้าเป็นความเห็นของภาคปราบ จะเป็นเช่นไร?

คิดเล่นๆ เท่านั้นนะครับ ความจริงจะเป็นอย่างไร ต้องไปถามผู้ปราบเอาเอง วันนี้เรื่องเบามากเลย

Thursday, September 22, 2011

ภาคผู้เลี้ยง (5)


เรื่องที่ 3 ท่านมาอยู่ด้วยเพราะ ท่านต้องการสร้างบารมี


เรื่องนี้เป็นเรื่องเบ็ดเตล็ด

เมื่อต้นปี พ.ศ.2553 ผมขายรถคันเก่าที่ใช้มานาน 13 ปีออกไป เพราะซื้อรถคันใหม่มาแล้ว ก็ต้องดูแลรถถึง 2 คัน เป็นภาระมาก คันเก่าก็เริ่มผุและมีปัญหาตามประสารถเก่า รถคันนี้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเรามา รวมถึงการเป็นยานพาหนะให้เราไปสร้างบารมีสอนธรรมแทบทุกครั้ง ผมเล่าให้วิทยากรฟังที่ร้าน วิทยากรหลุดปากมาว่าขายไปซะก็ดี (คือเก่าแล้ว ลำบากในการดูแลรถ 2 คันนั่นแหละ)

ทันใดนั้น วิทยากรก็ต้องตกใจ เขาบอกว่าเขาเห็นจักรพรรดิ์องค์ใหญ่และสว่างมากมาปรากฏตรงหน้า บอกว่ารู้ไหม ที่ท่านมาอยู่ด้วย เพราะท่านต้องการสร้างบารมี

ภายหลังผมก็เดินวิชชาเพื่ออัญเชิญท่านซ้อนเข้ามาในรถคันใหม่ แล้วจึงขายรถคันเก่าออกไป

เหตุการณ์นี้ ตรงกับความรู้ของคุณลุงที่ว่า จักรพรรดิ์ ไม่ต้องแสวงหา ถ้าเราสร้างบารมี และหมั่นเดินวิชชา ท่านมาเอง


มีประสบการณ์ของวิทยากรรุ่นก่อนๆ ได้เดินทางไปสอนธรรมที่อเมริกา ท่านพบเห็นรัตนชาติที่นั่น ก็ไม่ได้ซื้อหามาแต่อย่างใด เพียงแต่นึกอาราธนาจักรพรรดิ์ว่า หากท่านอยากมาสร้างบารมีด้วยกัน ก็ให้มาอยู่ที่ศูนย์กลางกายข้าพเจ้า เมื่อกลับมาให้คุณลุงตรวจดู ก็พบว่าจักรพรรดิ์ท่านมาอยู่ด้วยเต็มไปหมด

ความรู้อีกอย่างคือ สถานที่ต่างๆ ล้วนมีเครื่องปกครอง คุณลุงเคยให้ความรู้ว่าไม่ว่าเราจะสร้างสถานที่แห่งใดขึ้นมา จะมีการแย่งชิงกันเข้ามาปกครองโดยตั้งเครื่องขึ้น ภายในเครื่องมีผู้ปกครอง ผู้ปกครองมีได้ 3 รูปแบบ คือ กายธรรม หรือ จักรพรรดิ์ หรือกายมนุษย์ (พิเศษ) แต่สถานที่ส่วนใหญ่มักเป็นจักรพรรดิ์ แต่โบราณมา เรามักไม่ค่อยทันอีกภาคเขา จากความรู้นี้เราจะดูแลแก้ไขอย่างไร นั่นอีกเรื่องหนึ่ง

อย่างระดับครูบาอาจารย์ แม้พวงกุญแจ ก็ยังมีจักรพรรดิ์มาอาศัยอยู่ด้วย

Tuesday, September 20, 2011

ภาคผู้เลี้ยง (4)


เรื่องที่ 2 จะให้ท่านทำความสำเร็จให้ ก็ เดินวิชชาเข้าสิ


จากเรื่องที่ 1 จะเห็นว่าจักรพรรดิ์อาจแสดงฤทธิ์ได้หลายรูปแบบ แต่ไม่ได้มีความตายตัวจากความคาดหวังของเรา ดังเรื่องที่จะเล่าให้ฟังต่อไปนี้

ผมออกมาปลูกบ้านส่วนตัวห่างจากตัวเมืองไม่มาก มีห้องประชุมวิทยากรภายในบ้านพอจุคนได้สิบกว่าคน เราได้ใช้บ้านหลังนี้ประชุมวิทยากรมาทุกสัปดาห์แทบไม่เคยขาด ผมเชื่อว่าที่นี่มีจักรพรรดิ์ดูแล

คราวหนึ่งเพื่อนบ้านปรับปรุงบ้านของเขา และตัดต้นไม้ในบ้านเขาเองเอามาเผาถ่านหน้าบ้านเยื้องมาทางบ้านเรา ส่งควันและกลิ่นเหม็นคละคลุ้งทั่วบริเวณตลอด 24 ชม. แค่เผาขยะแล้วดับก็เหม็นจะแย่อยู่แล้ว นี่เป็นการเผาถ่านซึ่งต้องจุดเตาเผาเลี้ยงไฟไว้ตลอดเวลา ผมกลับมาบ้านทีไร แทบจะอยู่นอกตัวบ้านไม่ได้ อากาศบริสุทธิ์นอกเมืองหายไปเลย

นานเข้า 2-3 วันก็ยังเผากันไม่หมด ด้วยความอารมณ์เสียก็พลอยนึกตำหนิจักรพรรดิ์ในบ้านว่าทำไมท่านไม่ทำปาฏิหาริย์ ไปเตือนเพื่อนบ้านเราบ้างว่าทำอย่างนี้เป็นการเบียดเบียนเรา เพราะเราเคยได้ยินมาเสมอถึงอานุภาพของใครบางคนที่ใครก็ตามไปล่วงเกินท่านแล้วต้องมีอันเป็นไป ทำไมเราไม่ศักดิ์สิทธิ์อย่างนั้นบ้าง

ผมโชคดีที่มีกัลยาณมิตร วิทยากรของผมหลายท่านมีรู้มีญาณมาบอกผมที่ร้านว่า จักรพรรดิ์ที่บ้านหมอท่านมาบอกว่า ฮึ เที่ยวนี้ทำไม่ถูกใจนาย แต่จะให้ท่านออกมาแสดงฤทธิ์ในทันทีแบบนั้น ท่านทำไม่ได้เหมือนที่ภาคมารทำ หากจะให้เกิดความสำเร็จใดใด ก็ เดินวิชชาเข้าสิ

ผมได้ยินดังนั้นจึงได้คิด ภายหลังต้องกล่าวอุจจโยโทษแก่ท่านทุกวัน และขอให้บทความนี้เป็นการกล่าวอุจจโยโทษต่อท่านอีกครั้ง ผมนั่งสมาธิเอาท่านมาช่วยทำวิชชาพรหมวิหารในตัวเพื่อนบ้านทันที แค่ข้ามคืน เตาเผาถูกดับลง เพื่อนบ้านมาบอกแก่วิทยากรผมซึ่งผมให้มาช่วยดูแลบ้านเป็นประจำ เองว่า จะย้ายที่เผาถ่านไปที่อื่น เขามีที่ใหม่จะไปเผาแล้ว จากนั้นเขาก็ทะยอยขนไม้ที่เหลือออกไปจนหมด

เหตุการณ์คลายตัวโดยที่ไม่ต้องเอากายมนุษย์ไปพูดจาให้ขุ่นเคืองกัน

จริงๆ แล้ว ผมไม่อยากให้วิทยากรยึดถือรู้ญาณเป็นเรื่องใหญ่เรื่องสำคัญ เพราะเหตุการณ์แบบนี้ ถ้าเราอยู่กับวิชชา เราก็ต้องแก้ไขทางวิชชามาตั้งแต่แรก ไม่ใช่มาแก้ไขเพราะได้ยินจักรพรรดิ์ท่านมาเตือน งานนี้ผงเข้าตาตัวเอง และเป็นข้อคิดสำหรับผมเองและผู้มาเรียนรู้วิชชาได้ตามสมควร

Monday, September 19, 2011

ภาคผู้เลี้ยง (3)


หากเขียนเรื่องจักรพรรดิ์ แล้วไม่แทรกเรื่องปาฏิหาริย์บ้าง ก็ดูจะจืดชืดไปหน่อย เหมือนปรุงอาหารแล้วเอาแต่คุณค่าทางโภชนาการ แต่ไม่เอารสชาติ เรื่องปาฏิหาริย์ของจักรพรรดิ์ มีปรากฏให้เห็นในที่ต่างๆ มากมาย และเป็นที่หมายปองของผู้คนไม่ว่าระดับใด นับเป็นส่วนสำคัญในการดึงคนที่มากด้วยศรัทธาให้เข้ามาในหมู่คณะ เวลาเราอยู่กับสิ่งเหล่านี้ เราต้องยึดหลักความรู้ไว้ก่อน สิ่งเหล่านี้เป็นผลพลอยได้ ไม่ต้องแสวงหา

ผมจะเล่าเฉพาะปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นกับผม และหมู่คณะเท่านั้น ไม่เช่นนั้นจะมากความไป ท่านผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน และคำนึงถึงหลักกาลามสูตรไว้ให้มาก


เรื่องที่ 1 จักรพรรดิ์ปรากฏเป็นกายมนุษย์ให้เห็น


เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นประมาณปี พ.ศ.2539 ช่วงใดจำไม่ได้แล้ว ผมแปลกใจตัวเองที่ปกติเป็นคนจดบันทึกประจำวันตลอด แต่เหตุการณ์ในวันนั้นผมค้นไม่เจอ คาดว่าคงตกหล่น ไม่ได้จดบันทึกไว้ มันเหมือนถูกลบออกไปจากความทรงจำ โชคดีที่มีผู้รู้เห็นเหตุการณ์ด้วยกันหลายคน

ช่วงที่เราเข้าสู่วิชชาธรรมกายมาระยะหนึ่ง ยังไม่เจอคุณลุง เราก็เล่นกายสิทธิ์เหมือนกัน คือแสวงหารัตนชาติมาเก็บไว้เยอะแยะ เพราะรู้ว่าภายในมีกายสิทธิ์ จะดลบันดาลเรื่องสมบัติคุณสมบัติให้เราได้

วันหนึ่ง พวกเราเอารถปิคอัพไปทำบุญที่วัดที่นับถือแนวทางของหลวงพ่อวัดปากน้ำ แถวๆ อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี ห่างชายแดนพม่าแค่ 1-2 กม. ทำบุญเสร็จก็ขับรถตามทางไปเรื่อยๆ พวกเราคนหนึ่งเห็นแสงสว่างในไร่ข้างทางแห่งหนึ่ง มองไปก็เห็นหินขาวๆ วางเรียงรายอยู่เกลื่อนกลาด จึงจอดรถลงไปดู มันเป็นป่าโล่งๆ เหมือนถูกปรับพื้นที่ไว้ทำไร่อะไรสักอย่าง พวกเราบางคนพบหินเขี้ยวหนุมานเป็นแท่งวางอยู่ก็หยิบเอามา รวมถึงหินอื่นๆ ในบริเวณนั้นด้วย

แล้วเราก็มาเจอหินสีขาวก้อนใหญ่ บางส่วนขาวขุ่นๆ บางส่วนออกใส พอมองลึกเข้าไปในเนื้อหินเห็นเป็นสีชมพู ก้อนใหญ่มากขนาดซัก 1 x 1 x 2 เมตร น่าจะได้ จมหน้าดินอยู่ ลองช่วยกันผลักดู ก็ไม่ขยับเขยื้อน คงหนักเป็นตัน ตอนแรกผมบอกว่าอย่าเอาไปเลย ก้อนใหญ่ขนาดนี้จะเอาไปยังไง ถ้าจะเอา เราไปหาเครื่องมือที่ดีกว่านี้แล้วมาใหม่วันหลังดีกว่า แต่ดูไปก็เสียดาย โดยความรู้สึกถ้าไม่เอาไปในวันนี้ วันหน้าคงหาสถานที่นี้ไม่เจอแน่ GPS ก็ยังไม่มีในยุคนั้น

เราหาเชือกขนาดใหญ่ในรถผูกหิน แล้วใช้รถดึง หินขยับเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ผมจะเข้าไปช่วยผลัก ยังถูกพรรคพวกเอ็ดเอาว่าหมอระวัง ถ้าเชือกขาด มันจะสบัดมาฟาดเราเข้า เขาเคยเห็นคนโดนในเรือมาแล้ว เราพยายามขยับหินก้อนนั้นอยู่นานประมาณ 1-2 ชม. ใจก็กลัวว่าเดี๋ยวเจ้าของไร่มาเจอเข้า จะว่าเรามาขโมยอะไรในที่เขา

แล้วก็มีคนเดินมาจริงๆ ผมตกใจกลัวว่าโดนด่าแน่แล้ว ตอนนั้นฟ้าเริ่มมืดครึ้ม คนๆ นั้นตัวใหญ่พอๆ กับพวกเรา เดินตรงเข้ามาหา แล้วถามเราว่าจะเอาไปทำไม เราอ้อมแอ้มตอบว่าอยากเอาไปแกะพระครับ เขาพูดว่า แกะพระเหรอ เอาล่ะ เดี๋ยวข้าช่วย เขาเอามือจับก้อนหิน พวกเรากรูกันเข้าไปช่วยยก รวมทั้งผมด้วย หินหลุดออกจากแอ่งดินนั่น เรารีบยกมันลอยขึ้นใส่กระบะท้ายรถได้ทันที ความรู้สึกผมงงๆ เพราะผมไม่รู้สึกว่ามันมีน้ำหนักเลย แต่เราไม่ทันคิด มัวแต่ดีใจที่เอามันมาได้ ผมหันไปจะขอบคุณชาวไร่ที่มาช่วยเรา แหมพี่แรงดีเหลือเกิน เราทำกันอยู่ตั้งนาน 5-6 คน ไม่ขยับเลย พอหันไป ชาวไร่คนนั้นหายไปแล้ว แถวนั้นเป็นที่โล่งๆ จะเดินไปไหนจนลับตาเร็วอย่างนั้น  ตอนนั้นพวกเราไม่มีใครถามถึงชาวไร่คนนั้นเลย

หินก้อนนั้นหนักมาก เราขับรถออกจากบริเวณนั้นท่ามกลางฟ้าแล่บ ฟ้าร้อง ฟ้าผ่าเปรี้ยงปร้าง และฝนก็ตกลงมาอย่างหนัก รถเรายวบตัวด้วยน้ำหนักของหิน แต่ก็ขับฝ่าออกมาจนถึงบ้าน (แม่กลอง)

พวกเรานำหินก้อนนั้นตีรถไปเชียงรายในวันถัดๆ มา เพื่อไปหาหลวงพี่ท่านหนึ่ง ให้ช่วยหาช่างแกะเป็นรูปหลวงพ่อวัดปากน้ำ ได้ยินมาว่าตอนเอาลงจากรถก็ลำบากมากเพราะน้ำหนักของหิน หินก้อนใหญ่ขนาดนั้น แกะเป็นรูปหลวงพ่อได้หน้าตักแค่ 7 นิ้ว เพราะภายในมีรอยแตกร้าวในตัวหินเอง และใจกลางบางส่วนก็กลายสภาพเป็นหินสีชมพูใสๆ เศษที่เป็นเปลือกหุ้ม พวกเราหลายคนยังเก็บกันไว้ เนื้อส่วนที่ไม่มีรอยร้าว จึงสามารถแกะพระได้เพียงองค์เดียว

สุดท้ายพวกเราเอาพระที่แกะเรียบร้อยแล้วมาให้ผม ให้ผมช่วยทำบุญค่าแกะพระแก่หลวงพี่ ผมยินดีทำบุญไปเกินครึ่งหมื่นในยุคนั้น และเก็บรักษาหินสีชมพูซึ่งแกะสลักเป็นรูปหลวงพ่อวัดปากน้ำไว้จนวันนี้

แล้วเราก็มาอยู่กับคุณลุง ตั้งแต่ปลายปี พ.ศ.2540


วันที่ 28 มี.ค. 2542 ผมจำได้เพราะหลังจากไปหาคุณลุง ผมก็ติดสติคเกอร์ลงวันที่ไว้ที่หินแกะนั้น วันนั้นผมเอาหินแกะสลักหลวงพ่อไปให้คุณลุงดู คุณลุงบอกว่า หินที่ออกมาเป็นสีนี้ ถือเป็นรัตนชาติแล้ว จักรพรรดิ์องค์นี้ท่านไว้ตัว ไม่เกรงกลัวใคร ท่านบอกว่าท่านมาอยู่ เพื่อมาคุมวิชชาให้หมอ ลุงบอกท่านว่าทำเป็นรูปหลวงพ่อ ต้องเก่งอย่างหลวงพ่อนะ ท่านบอกว่าถ้าไม่เก่งจะมาถึงนี่ได้อย่างไร

เหตุการณ์ผ่านมานานมาก พวกเราก็สร้างบารมีสอนธรรมตามวิธีการของคุณลุงไปเรื่อยๆ

ประมาณกลางปี พ.ศ.2553 วิทยากรท่านหนึ่งที่อยู่ร่วมเหตุการณ์ไปเอาหินในวันนั้น ซึ่งท่านมีรู้ญาณพอสมควร มาคุยกับผมที่ร้าน ให้ผมทบทวนเรื่องราวในวันนั้นอีกครั้ง ว่าชายชาวไร่ที่มาช่วยพวกเราเป็นใคร พวกเราจึงฉุกคิดได้ว่าเราลืมชาวไร่คนนั้นเสียสนิท วิทยากรบอกผมว่า เขาไม่ใช่คน เขายังอยู่กับหมอ หมอสังเกตดู ในวันนั้น ตาเขามีสีเขียวๆ ไม่มีแววตา สีผิวของเขาออกคล้ำๆ จนดูเขียว ไม่มีเหงื่อ ตอนมาฟ้าฝนวิปริต แล้วหายไปโดยไม่มีร่องรอย แถมหินหนักขนาดนั้น มีเขาเพิ่มมาแค่คนเดียว ทำไมยกได้ปลิวอย่างนั้น ตอนนี้เขามาบอกหนูว่าเขาอยากให้เอาเขามาวางในห้องที่พวกเราประชุมนั่งสมาธิกันทุกสัปดาห์ เขาอยากมาร่วมด้วย เพราะผมเก็บเขาไว้ในห้องชั้นบน สุดท้ายผมก็ยกท่านลงมาในห้องประชุม

ผมถ่ายรูปเศษหิน(รัตนชาติ) ที่เป็นส่วนเปลือกบางส่วน มาให้ดู มีเหลือบสีชมพูให้เห็นบ้าง



ฟังหูไว้หูนะครับ