Pages

Thursday, March 7, 2019

การฝึกใจ หลักการเบื้องต้น

การฝึกใจ

เราคุยกันมาแล้ว เรื่อง เราสอนธรรมเพื่ออะไร? คำตอบคือเพื่อพัฒนา “ใจ” เพราะใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน ที่กำหนดความเป็นตัวตนของเรา ไม่ว่าเราจะ เป็นอยู่คือ อย่างไร ล้วนมาจากใจกำหนดให้เราทั้งสิ้น

เราจะพัฒนาใจอย่างไร?
เรามี “กาย” กับ “ใจ” โดยกายเป็นเครื่องมือให้ใจใช้สอย

การฝึกกาย กับใจ เป็นสิ่งควรทำคู่กัน โดยเราสามารถอธิบายวิธีการและผลของการฝึกไปในทางเดียวกันได้

ฝึก กาย ให้แข็งแรง ด้วยการออกกำลังกาย กายนั้นก็ควรแก่งาน เอามาใช้สอยได้
ฝึก ใจ ให้แข็งแรง ด้วยการทำสมาธิ ใจนั้นก็ควรแก่งาน เอามาใช้สอยได้เช่นกัน

แต่การฝึก ต้องมีการวัดผล เราจึงจะรู้ว่า เราแข็งแรงจริงหรือยัง เราออกกำลังกาย เรายังต้องวัดผล ไม่ว่าจะเล่นกีฬาแบบใด เราก็ต้องวัดผลให้เรารู้ว่า เราพัฒนาขึ้นหรือไม่

การวัดผลทางกาย ไม่ยาก เพราะมีตัวตนให้เราเห็น เรายกน้ำหนักได้มากขึ้น เราวิ่งได้เร็วขึ้น เราออกกำลังแล้วเราเหนื่อยน้อยลง เหล่านี้ เป็นตัวชี้วัดทางกายให้เรารับรู้ว่าเราเก่งขึ้นกว่าเดิมทั้งสิ้น

การวัดผลทางใจ ยากกว่า เพราะใจไม่มีรูปร่างไม่มีตัวตน แต่เมื่อเราเทียบกับการวัดผลทางกาย มันก็ไม่ยากจนทำไม่ได้ เราวัดผลทางกาย โดยรู้ว่าการทำงานของกล้ามเนื้อดีขึ้น คือทำหน้าที่ “ออกแรง” ได้ดีขึ้น

ใจ ก็ทำนองเดียวกัน เราวัดผลโดยดูว่าใจทำหน้าที่ได้ดีขึ้น นั่นเอง

หลวงพ่อวัดปากน้ำ สอนไว้ว่า ใจมีหน้าที่อยู่ 4 อย่างคือ “เห็น จำ คิด รู้” การฝึกใจจึงต้องเอา เห็นจำคิดรู้ มาฝึก มาพัฒนา

วิธีการของหลวงพ่อ คือให้เอาใจของเราที่ยืดไปยืดมา แว่บไปแว่บมา เอามารวมให้เป็นหนึ่ง นั่นคือ เอา ความเห็นความจำความคิดความรู้ ทางใจทั้งปวง มาบังคับให้หยุดนิ่งเป็นหนึ่งเดียว แต่การจะเอาใจซึ่งยังไม่เคยฝึก ยังไม่เคยถูกบังคับ ให้มาหยุดนิ่ง โดยไม่มีอะไรเกาะเกี่ยวไว้ก่อนนั้น ยากมาก จึงต้องนึกอะไรให้เป็นรูปร่าง เป็นอารมณ์ ให้ใจเกาะไว้ก่อน เขาเรียกว่า “นิมิต” ตามหลักสมถะ 40 ในพุทธศาสนา ซึ่งเลือกฝึกได้อย่างใดอย่างหนึ่ง ตามจริตอัธยาศัย หรือเอาสมถะที่เป็นของกลางเข้าได้กับทุกจริต เอามาเป็นอารมณ์ให้ใจเกาะไว้ก่อน

หลวงพ่อใช้ ดวง​แก้วขาวใส มาเป็นนิมิต หรือเครื่องหมายให้ใจยึด ซึ่งเป็นวิชชา “กสิณ” ในพุทธศาสนา เพราะเข้าใจง่าย เป็นกสิณแสงสว่าง โดยให้ดูดวงใสด้วยตา จนพอจำได้ เมื่อหลับตา เราไม่เห็นด้วยตาแล้ว ก็เอาใจนึกนิมิตที่พอจำได้นั้น ขึ้นมาเป็นมโนภาพ พยายามนึกให้ชัดมากๆ โดยอาศัยความเห็นด้วยตาเป็นตัวชี้วัด หากเมื่อไหร่ สามารถเห็นด้วยใจคล้ายตาเห็น คือนึกได้ชัดเหมือนลืมตาเห็น ทั้งๆ ที่เราหลับตา ถือว่า “จิตเป็นขึ้น” นั่นคือใจเราเก่ง ใจเราเกิดกำลังแล้ว

แต่แรกนึกเฉยๆ ยังไม่ชัดเท่าไหร่ เทียบกับตาเห็นได้ลางๆ ซัก 20% เหมือนเรากำลังหัดยกน้ำหนักได้ 2 กก ต่อมานึกได้ชัดขึ้น 50% เหมือนยกน้ำหนักได้ 5 กก นึกไป ๆ ชัดมากแล้ว ซัก 80% ยกน้ำหนักได้ 8 กก แล้ว นึกไปเรื่อยๆ ไม่นึกเรื่องอื่น เอ๊ะ ดวงใสชัดใสสว่างเหมือนลืมตาเห็น ทั้งๆ ที่เราหลับตา เหมือนยกน้ำหนักได้เต็มที่

ถึงตอนนี้ ใจสบายมาก รู้สึกถึงกำลังใจที่เกิดขึ้น อิ่มใจ หากมีใครมาด่ามาว่า อารมณ์ตอนนี้ไม่โกรธ ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น เพราะ “จิตเดิมแท้นั้นผ่องใส แต่มันเศร้าหมองไปเพราะกิเลสที่จรมา”

เราฝึกใจจนมีกำลัง วัดผลจากเห็นจำคิดรู้ ทำหน้าที่ได้ดีขึ้น ก็คือจิตเดิมแท้ของเรามีกำลัง จากการฝึกใจ นั่นเอง เหมือนร่างกายที่ผ่านการฝึกยกน้ำหนักจนเกิดกำลังทางกาย ผู้ฝึกเท่านั้นที่จะสัมผัสได้ นักกีฬาสามารถรับรู้ได้ถึงความมีกำลังของตน ผู้ฝึกใจก็สามารถรับรู้ได้ถึงกำลังใจของตนที่เกิดจากการฝึกนั้น ด้วยตัวเอง ไม่มีใครมาทำให้เราได้

กิเลสทั้งปวงสงบลงชั่วคราว ใจแข็งแรงมีอำนาจ เกิดหิริโอตตัปปะ ความผ่องใสซึ่งเป็นธรรมชาติดั้งเดิม จึงปรากฏให้เรารับรู้

มาถึงตอนนี้ จิตเป็นขึ้นแล้ว ก็ควรแก่งานทางใจที่จะทำต่อไป โดยเฉพาะในภาควิปัสสนา เพื่อยังกิเลสให้หมดไปอย่างถาวร และเรียนรู้งานทางใจชั้นสูงต่อไป

ขั้นตอนการฝึกจริง ยังมีรายละเอียดมากกว่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการเดินใจไปตามฐานที่ตั้งในกาย 7 ฐาน การท่องคำภาวนา สัมมาอะระหัง เพื่อไม่ให้ใจฟุ้งซ่านขณะฝึก อันนี้ต้องคุยในภาคปฏิบัติ แต่เมื่อเข้าใจหลักการ การฝึกจริงไม่ยากแล้ว

การเอาดวงใสมาใช้ ไม่ใช่ให้ยึดติด แต่เป็นขั้นตอนของการฝึกดังที่กล่าวมา เหมือนเราเอาลูกน้ำหนักมาใช้ในการฝึกร่างกาย เช่นกัน

หวังว่า คงทำให้เราเข้าใจพื้นฐาน หรือหลักการของการฝึกใจกัน พอสมควร

Thursday, January 10, 2019

ขันธ์ 5


ขันธ์​ เป็นส่วนประกอบ​สำคัญ​ของ ขันธโลก (จากบทความ เราคือใคร)

ขันธ์​ 5 มีอธิบาย​ในหลักสูตร​วิชชา​ธรรมกาย​ชั้นสูง​ ในเล่ม มรรคผลพิสดาร​ภาค 1 ของหลวงพ่อ​วัด​ปากน้ำ​ คุณ​ลุง​ได้ทำคำอธิบาย​วิธี​เดินวิชชา​ไว้อย่าง​ละเอียด​แล้ว และ​ผมได้เอามาทำ​เป็น​แผนภูมิ​เพื่อให้ทบทวนได้ง่ายๆ​ ไปแล้ว​

แต่​วันนี้​ จะมาคุยจากพื้นฐาน​กัน

ขันธ์​ 5 ประกอบ​ด้วย รูปขันธ์​ เวทนา​ขันธ์​ สัญญา​ขันธ์​ สังขารขันธ์​ วิญญาณ​ขันธ์​
หากศึกษา​โดยวิธีตีความจากถ้อยคำ อาจจะ​มีความลึก​ซึ้งจนเข้าใจยาก เราควรมองจากภาพรวมของตัวเราเข้าไป
มนุษย์​มาเกิด มีสมบัติ​ติดตัวมา 2 อย่าง คือ กาย กับ ใจ
กาย เป็น​สิ่งจับต้องได้ มีตัวตนให้เห็​น​ ส่วน ใจ จับต้องไม่ได้​ ไม่มีรูปร่าง​ ไม่มีตัวตน เรารู้​ว่า​มี​ใจ เพราะเราสัมผัสได้ถึงหน้าที่ของใจ 4 อย่าง คือ เห็น​ จำ ​คิด ​รู้​ นั่นเอง ผู้​ที่​สามารถ​แยกแยะหน้าที่ของใจได้ลึกซึ้ง​ขนาดนี้ มีหลวงพ่อ​วัด​ปากน้ำ​องค์​เดียว​เท่านั้น​

การศึกษา​เรื่อง ​กาย ผู้​ที่​อบรมทางแพทย์​ย่อมรู้ดี โดยเฉพาะตอนเรียนวิชากาย​วิภา​ค (Anatomy)
กาย หากไม่มีใจครอง กายนั้น​ก็​เป็น​เพียง​ซากศพ​ มนุษย์​ที่มีชีวิต​ ต้องมีใจ หรือเรียกให้ละเอียด​คือ มีจิต มีวิญญาณ​ ครอง
การจะดู ใจ กระทั่งแยกแยะ ใจ ออกเป็นส่วนๆ เป็น​เรื่องยาก แต่ไม่พ้นความเพียร​พยายามของผู้รู้ หากเทียบกับกาย ก็เหมือนเรากำลัง​ศึก​ษา anatomy ของใจ นั่นเอง

ในทางวิชชา​ธรรมกาย​ เราเรียนรู้โดยการ “เห็น” ก่อนจะผ่านมาถึงขันธ์​ เราต้องผ่าน (เห็น)​ ดวงธรรม​ที่ทำให้เป็น​กายเสียก่อน แล้วเห็น​กำเนิดเดิม (ศูนย์​รวมของความเป็​น​ตัวเราในชาตินี้)​ เป็นจุดเล็กใสเท่าปลายเข็ม แล้วจึงเข้าไปถึงขันธ์​
รูปขันธ์​ คือ ส่วนละเอียดของกาย เป็น​ดวงกลมใส ลึกเข้าไป เป็น​ เวทนา​ขันธ์​ คือส่วนละเอียด​ของเห็น เข้าไปอีกเป็น​ สัญญา​ขันธ์​ ส่วนละเอียด​ของจำ สังขารขันธ์​ ส่วนละเอียดของคิด วิญญาณขันธ์ ส่วนละเอียดของรู้ เป็นลำดับไป

เรียบเรียงง่ายๆ คือ
รูป - กาย
เวทนา - เห็น
สัญญา - จำ
สังขาร - คิด
วิญญาณ - รู้
ก็คือ กาย กับ ใจ ที่แยกส่วนให้ละเอียดขึ้น นั่นเอง

เห็นขันธ์ 5 แล้ว มีบทเรียนต่อไปอย่างไร?

ก็ไปดูให้ครบ ขันธ์ติดต่อกับโลกภายนอกด้วย “อายตนะ 12” แล้วส่งข้อมูลผ่านไปตาม “ธาตุ 18”  มีการตีความ พอใจไม่พอใจ โดยอาศัย “อินทรีย์ 22” ของแต่ละบุคคล ทำให้ตีความไม่เหมือนกัน อ่อนแก่หยาบละเอียด ไม่เท่ากัน  แต่ผมจะไม่ลงลึกในรายละเอียดเหล่านี้ในตอนนี้ อยากให้ดูบทเรียนต่อเนื่องเรื่องขันธ์ ซึ่งมีอยู่ในตำราต่อไป คือ

ท่านให้ไปดูว่า ขันธ์ เป็นอยู่อย่างไร พบว่าขันธ์ของกายมนุษย์ ถูกปกครองด้วยทุกข์สมุทัยเต็มรูปแบบ มีแก่เจ็บตาย เป็นเบื้องหน้า ด้วยกันหมดทั้งสิ้น เราเห็นดวงทุกข์สมุทัย (เป็นดวงดำ) หุ้มที่ดวงเห็นจำคิดรู้ของกายมนุษย์อย่างเต็มรูปแบบ ตำรายังให้ไปดูว่า เวลาตายกายละเอียดออกจากร่างมนุษย์อย่างไร โดยไปหาดูจากคนที่กำลังจะตายตามโรงพยาบาล มีการส่งมอบขันธ์​ไปให้กายละเอียดข้างใน มีการเก็บรักษา​รูป​แบบ​ขันธ์​เอาไว้ (โดยใคร?)​ เหล่านี้มีในบทเรียนทั้งสิ้น นี่แหละจึงสรุปได้ว่ากายมนุษย์ ตกอยู่ในไตรลักษณ์ (ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา) และมีครบถ้วนทั้ง แก่เจ็บตาย

ทำอย่างไรจึงจะพ้นทุกข์ประจำเหล่านี้ไปได้

ตำราก็ให้ไปดูขันธ์ของกายอื่นๆ ตั้งแต่ กายทิพย์ กาย(รูป)พรหม กายอรูปพรหม จนถึงกายธรรม โดยจะเห็นดวงทุกข์สมุทัย หุ้ม เห็นจำคิดรู้ ของกายนั้นๆ พบว่า กายทิพย์ก็ยังตกอยู่ในไตรลักษณ์ แต่ไม่เต็มรูปแบบเหมือนกายมนุษย์ มี เกิดกับตาย ไม่มีแก่ไม่มีเจ็บ กายพรหมกายอรูปพรหม คล้ายๆ กายทิพย์ แต่อายุยืนยาวมาก จนผู้ปฏิบัติยุคแรกๆ เข้าใจว่าเป็นอมตะ ไม่ตายแล้ว แต่สุดท้ายก็ยังตายอยู่ดี ครั้นไปถึงกายธรรม ไม่พบทุกข์สมุทัยมาหุ้มแล้ว แต่กายธรรมต้นๆ ยังมีกิเลสระดับบางๆ หุ้มอยู่ ต้องเข้าไปจนถึงกายธรรมที่ตรัสรู้แล้วนั่นแหละ จึงจะพอฟังได้

ที่อยากจะสื่อให้เข้าใจตอนนี้คือ หากเราเข้าไม่ถึง กายต่างๆ ที่กล่าวมา เราก็ รู้เห็นเป็น แค่กายมนุษย์กายนี้เท่านั้น มองไปทางไหนก็เห็นอยู่แค่นี้ ไม่ว่าจะทำอย่างไร กายมนุษย์กายนี้ก็หนีแก่เจ็บตายไปไม่พ้น จึงมีบางความรู้ ให้ "ปล่อยวาง" ซะเลย ยอมรับซะเลยว่าเป็นธรรมดาของสังขาร เราไม่อาจหนีพ้นไปได้ มันก็ถูกต้องสำหรับการรู้เห็นแค่กายมนุษย์กายเดียว แต่ความรู้ท่านยังไปไม่ถึงไหน

อยากเข้าใจชีวิตอย่างละเอียด มาเรียนวิชชาธรรมกายกัน วิชชาธรรมกายมีทั้งรู้ญาณ และเหตุผล หากท่านเป็นน้ำเต็มแก้ว ก็ไม่มีใครเอาอะไรมาเติมได้อีกแล้ว ท่านจะติดโลก ติดกระโหลกกะลา ไปทำไมกัน  ที่ว่า "ติด" เพราะท่านไปไม่พ้นจากกายมนุษย์​ของท่าน ทั้งๆ ที่ท่านคิดว่าท่าน "ปล่อยวาง" แล้ว​ก็ตาม​

วันเวลาที่ล่วงไปๆ ได้คร่าชีวิตสรรพสัตว์ไปแล้วไม่รู้เท่าไหร่ ตายไปก็อย่าให้หลงตาย ไม่ได้ความรู้อะไรเลย

นิพนธ์ หลงประดิษฐ์
10 ม.ค. 2562



Sunday, November 4, 2018

วิชาธรรมกาย กับประวัติศาสตร์ (6)

บทความตอนนี้ มาถึงปี พ.ศ. 2561 แล้ว ห่างจากความตอนที่ 5 ถึง 6 ปี
ณ จุดนี้ มีเหตุการณ์อะไรต่อเนื่องมาจากเมื่อ 6 ปี ก่อน

20 ม.ค. 2554 ครูอาจารย์ประกาศวันสำคัญในธาตุในธรรม ว่าเป็นวันแห่ง "มารสิ้นเชื้อ" และอีก 3 วันต่อมา มีการประกาศให้เข้านิพพาน ด้วยกายมนุษย์ หรือนิพพานเป็น หรือสอุปปาทิเสสนิพพาน นั่นเอง
ลูกศิษย์ลุง เชื่อในเหตุการณ์เหล่านี้เพียงไร?

เพราะ เหตุการณ์ทางโลกที่ผ่านมา เราพบว่า บุคคลสำคัญต่างแยกย้ายกลับ และไปทำหน้าที่ใหม่เกือบจะหมดแล้ว ในสายตาของบางท่าน อาจจะเห็นว่า โลกเราดูเหมือนไม่มีอะไรเปลี่ยนไปในทางที่ "ดีขึ้น" ซักเท่าไหร่

การมองอะไรให้ออกตามความเป็นจริง หากเราอยู่ "ติด" กับมันจนเกินไป เรามักจะไม่เห็นมัน เพราะเราจะยังใช้ตัวชี้วัดแบบที่ยังติดโลก ที่ว่า มารหมด โลก "น่าจะ" ถูกพลิกเป็นโลกใบใหม่ ทุกข์ภัยโรคเหือดหาย (ผลของ)ปิฏกมารไม่มีอีก บางครั้งคิดไปถึงว่า จะไม่มีคนแก่คนเจ็บหลงเหลืออยู่อีกเลยด้วยซ้ำ คือกลับเป็นหนุ่มเป็นสาวเป็นคนแข็งแรงหมด นี่คือความคิดเฉพาะหน้าแบบมนุษย์ที่ยังติดอยู่ในโลกใบนี้

แต่ หากเรามองแบบถอยห่างจากโลกออกมา โดยสมมุติว่า เราเดินวิชชาเข้านิพพานให้ลึกมากๆ แล้วมองกลับมาที่โลกมนุษย์ใบนี้อีกครั้ง เราจะพบว่า

โลกปัจจุบัน อยู่ในยุคภัทรกัปป์ กำเนิดมาจากยุคทุกข์สมุทัยที่เริ่มต้นมายาวนาน ตอนต้นยุคมีดอกบัวทำนายว่ากัปป์นี้จะมีพระพุทธเจ้าอุบัติขี้น 5 พระองค์ ระยะห่างระหว่างพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ยาวนานยิ่งนักในสายตามนุษย์ ปัจจุบันมีพระพุทธเจ้าอุบัติไปแล้ว 4 พระองค์ องค์ที่ 5 กำลังรอการจัดสรรอยู่

ในสายตาธาตุธรรม โลกเก่าใบนี้ กำลังใช้เวลาในช่วงท้ายๆ เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ก็ตั้งอยู่ แลัวดับไป ตามหลักไตรลักษณ์อันมีมานานแสนนาน เป็นธรรมดาของยุคที่ผ่านมา หากเราเป็นธาตุธรรมซึ่งเป็นเสมือนผู้บริหาร และจะต้องจัดการสิ่งที่ยังหลงเหลืออยู่ หลังการพลิกฟื้นจากอำนาจปกครองเดิม เราจะบริหารโลกใบนี้ ที่กำลังใกล้หมดอายุขัยลงอยู่แล้ว อย่างไร? หากเราจะทุ่มเทแก้ไขโลก เราต้องทุ่มเททรัพยากรอย่างมากมาย สู้รอให้มันหมดอายุลงไปตามกาลเวลา แล้วเริ่มต้นกับโลกใบใหม่ จะดีกว่าไหม

ระหว่างนี้ ก็เป็นการเก็บเกี่ยวของผู้รู้ หากมีอะไรเฉพาะหน้าก็แก้ไขกันไปตามเกม ตามหน้าตัก ผู้ที่ยังสร้างบารมีก็อาศัยกายมนุษย์อันเดิมนี้ ทำบารมีไปก่อน ทุกข์ภัยโรคดั้งเดิมมันยังไม่หมด แต่เราอยู่ด้วยความรู้ ว่าข้างหน้าจะต้องดี อย่างแน่นอน

สำหรับผู้สร้างบารมี ท่านลงมาเกิดเพื่อสร้างบารมีตั้งแต่ยังมีมารเต็มอัตราศึก และเขาเป็นผู้ปกครองใหญ่ในยุคนั้น
แน่นอน ท่านมาเกิดในสายตาของผู้ที่รู้ว่าจะมาต่อต้านเขา เขาก็ต้องเตรียมทุกอย่างไว้ขัดขวางท่านมาตั้งแต่แรก เมื่อผ่านมาถึงยุคใหม่ "สิ่ง" ทั้งปวงเหล่านี้ยังอยู่กับท่าน ยังเป็นตัวท่าน เป็นสิ่งแวดล้อมบุตรบริวารของท่าน ยังไม่ได้ไปไหน ท่านต้องอดทน กายมนุษย์ปัจจุบันนี้เป็นเพียง "เครื่องมือ" ใช้สอยมาเก่าแก่ ก็ใช้มันต่อไปก่อน แต่เราอยู่ด้วย "ความรู้" เรามีตัวชี้วัดซึ่งไม่ใช่ตัวชี้วัดตื้นๆ เรายังมีงานสอนที่ยังเกิดธรรมอย่างอัศจรรย์ ซึ่ง​ชี้วัดได้แม้ไม่ต้องใช้รู้ญาณ

ความชนะของธรรมภาคขาว ยังไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ เราเคยเห็นแต่ความชนะศึกสงครามของมนุษย์ทั้งในโลกแห่งความเป็นจริงและในภาพยนตร์ ผู้ชนะจะทำลายผู้แพ้ไม่ให้กลับมาตั้งตัวเป็นศัตรูได้อีก แต่ความชนะของธาตุธรรมที่เราเห็นอยู่นี้ ซึ่งเราก็เห็นได้แค่โลกของหุ่นมนุษย์เท่านั้น มันไม่เหมือนในประวัติศาสตร์ไหน เพราะเรายังเห็นหุ่นเดิมๆ ที่มารเคยใช้สอยเหมือนยังลอยนวล เป็นเพราะเรายึดมั่นถือมั่นหุ่น หรือเราจะมองให้ลึกถึงความเป็นจริงในอีกระดับหนึ่ง ให้เราพิจารณา

ขอให้ทุกท่าน โชคดีมีชัย โชคดีมีสุข ครับ

Monday, August 13, 2018

สุญญตา

ผมพยายามหาที่มา และความหมายของคำๆ นี้ หลายแห่งพยายามอธิบายอย่างยืดยาว ใช้ศัพท์ที่ดูยุ่งยาก ว่ามันมีความหมายลึกซึ้งมากๆ แต่เมื่อผมรวบยอดคำแปลมาจากหลายแห่ง สรุปได้เพียงว่า สุญญตา แปลว่า สูญ หรือศูนย์ หรือไม่มี นั่นเอง ตำราหลายแห่งบอกที่มาที่ไปว่า คำนี้เป็นศัพท์เฉพาะของพุทธศาสนา ซึ่งหมายถึง การว่างจากความมีตัวตน หรือมีอีกความหมายหนึ่งคือ ว่างจากกิเลส แต่ผู้รู้บางท่านก็ตีความต่อเนื่องเอาจากตัวหนังสือ หรือจินตนาการที่ไม่ได้รู้​ไม่ได้เห็นจากการปฏิบัติจริง (ปฏิเวธ)

สุญญตา ที่ผมอยากจะกล่าวถึงตามหลักวิชชาธรรมกาย คือ

หากเปรียบว่า สุญญตาคือ ความไม่มีตัวตน เมื่อมองจากกายมนุษย์เป็นหลัก กายมนุษย์ก็ไม่ใช่กายถาวร ที่ควรยึดมั่นถือมั่น เพราะมีความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ จึงเป็นอนัตตา ยึดมั่นถือมั่นไม่ได้ มีบทเรียนชัดเจนที่จะพิสูจน์ว่ากายนี้ตกอยู่ในไตรลักษณ์ ว่าเกิดจากเหตุอะไร ท่านต้องไปเรียน แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่มีสิ่งที่เที่ยงแท้กว่า เหตุที่เชื่อกันว่าไม่มีเพราะยังไม่มีความรู้ที่จะแสวงหาสิ่งเหล่านั้น เท่านั้นเอง

หากเปรียบว่า สุญญตา คือความว่างจากกิเลส อันนี้น่าฟัง หลายท่านก็บอกว่า จะว่างจากกิเลส ก็ต้องเข้านิพพาน แต่เมื่อมาเชื่อในเรื่องความไม่มีตัวตนจนเกินขอบเขต เลยนึกว่านิพพานพลอยไม่มีตัวตนไปด้วย แต่ไม่นึกว่า นิพพานอาจจะเป็นสถานที่ที่ว่างจากกิเลส ซึ่งไม่ได้หมายความ​ว่าตัวนิพพานคือความว่าง​

แก้วใบนี้ว่าง คือแก้วไม่ได้ใส่น้ำไว้ แก้วว่างจากน้ำ ไม่ใช่ไม่มีแก้ว

ถ้าเทียบสุญญตา เท่ากับศูนย์ หรือ เลข 0 ก็น่าคิด
สุญญตาเป็น “เป้าหมาย” ของการปฏิบัติธรรมในยุคทุกข์สมุทัย เพราะเป็นยุคแห่งการติดลบไปเสียทุกอย่าง เราจึงตั้งเป้าให้พ้นจากความติดลบนั้น ให้กลับมาเป็นศูนย์เสียก่อน เราติดลบจากทุกข์สมุทัย และปิฎกมาร (กิเลส) นั่นเอง จึงตั้งเป้าการสร้างบารมี เพื่อความพ้นทุกข์ และเพื่อความดับกิเลส

แต่เมื่อภาคกิเลสถูกกำจัดไปแล้ว การสร้างบารมีจะทำเพื่ออะไร เพราะก่อนยุคทุกข์สมุทัย คือยุคทานศีลภาวนา เขาก็สร้างบารมี​ และทำเพื่ออะไร

แก้วน้ำที่เดิมมีน้ำสกปรก เราเทน้ำสกปรกทิ้ง ล้างแก้วให้สะอาด แก้วนั้นว่างแล้ว เป็นสุญญตาแล้ว ต่อไปเราก็ต้องเติมน้ำสะอาดเข้าไปในแก้ว ถึงตรงนี้ ยังมีงานให้เราทำต่อ ไม่ใช่ไปมีสภาพ หลับไม่ตื่น ฟื้นไม่มี ตลอดกัลปวสาน

Saturday, May 26, 2018

ข้อผิดพลาด​ของ​คน​ศึก​ษา​ศาสนา​

ไม่เข้าใจ​การตั้ง​ตัว​ชี้​วัด​ สร้าง​บารมี​แล้ว​ยัง​ใช้​ตัว​ชี้​วัด​ที่​เป็น​โลกธรรม​

มุม​มอง​ชีวิต​ ใกล้ ไกล ไกลมาก ไกลสุด ไกลเลย

ความจริง​ทั้ง​หลายอาจ​ไม่ปรากฏ​ในยุค​เรา​ เราต้อง​ฉลาดในการชั่งระหว่าง​ ความรู้​กับการเอาตัวรอด​

เมื่อ​ศรัทธา​อะไรแล้ว​ พยายาม​หาหรือมอง เฉพาะ​เหตุผล​ที่​เข้า​กับความเชื่อ​ตน

บางทีก็​ถ่อมตัว​จนเกินไป​ กลัวเกินครูเกินศาสดา การครองกายมนุษย์​ ทำให้​เรา​ยังมี​กิเลส​มนุษย์​ ซึ่ง​เป็น​เรื่อง​ปกติ​ คล้ายเรื่องการตั้งตัวชี้วัด ไม่กล้า​ตั้งตัว​ชี้​วัด​ที่ยิ่งใหญ่​ เข้าใจว่าโพธิสัตว์เป็นสิ่งที่สูงจนไม่อาจเอื้อม​

ความรู้​ กับการปฏิบัติ​จนเข้าถึง​ ต่างกัน เหมือน​โค็ช​กับนักกีฬา​ ซึ่ง​ต้อง​พึ่ง​พิงกัน​ ผู้​ปฏิบัติ​ได้​อาจจนความรู้​ ผู้​มีความ​รู้​อาจทำอย่าง​ที่​รู้​ไม่ได้​

ศิษย์​ต้อง​เก่งกว่าอาจารย์​ โลกและ​ธรรม​จึง​จะเจริญ​

เราเรียน​รู้​ทางโลก​ให้สูง ทางธรรม​ก็ต้องพยายาม​แบบเดียวกัน​

มนุษย์​ไม่รู้​เลย​ว่า​ ตัวเอง​เกิดมาเพื่​อ​แสวงหา​อะไร​

เอาความรู้​ที่ไม่สมบูรณ์​ มาโต้เถียง​

มีเศรษฐานะ ชาติตระกูล ยศศักดิ์ ที่สูงเกินกว่าจะยอมรับความจริงด้านอื่น เพราะอยู่ในสถานะที่ดีอยู่แล้ว ต้นธาตุมาเกิดเป็นมนุษย์ จึงต้องมาเกิดเป็นคนจน

Tuesday, October 3, 2017

เครื่องเดิม วิชชาเดิม

ในหนังสือมรรคผลพิสดาร 2 บทที่ว่าเรื่องเครื่อง ให้ลักษณะ “เครื่อง” ของธรรมภาคขาวไว้ว่า เครื่องคือธาตุ 6 ที่เอามาหมุนขวา ของภาคมารก็หมุนตรงข้าม คือหมุนซ้าย

ในตำราปราบมาร 1 พูดถึงการปกครองของมารว่า มารปกครองด้วยเครื่อง

เครื่อง ก็เหมือนกฏหมายบ้านเมืองที่มีอำนาจปกครอง ประกอบด้วยธาตุทั้ง 6 คือ น้ำ ดิน ไฟ ลม อากาศ และวิญญาณ นั่นเอง ความสำคัญอยู่ตรงที่มีวิญญาณธาตุ ทำให้เครื่อง “มีชีวิต” สามารถปรับปรุงตัวเองได้ในระดับหนึ่ง เหมือนต้นไม้ที่มีชีวิต สามารถเจริญเติบโต หันกิ่งใบเข้าหาแสงแดด ซึ่งเป็นการแสดงอาการของการมีชีวิตนั่นเอง แต่ต้นไม้ ไม่มี “เห็นจำคิดรู้” หรือ “ใจ” ของตนเอง การมีชีวิตของต้นไม้จึงเป็นกลไกที่ไม่เหมือนคนและสัตว์ ผมเคยเขียนเรื่อง วิญญาณธาตุไม่ใช่เห็นจำคิดรู้ ไว้ก่อนหน้านี้แล้ว ท่านไปหาอ่านได้

ครูบาอาจารย์จะสอนเรา เวลาทำเครื่อง ให้เอา “กาย” (ซึ่งก็มีใจอยู่ด้วย) ของเราไปปกครองเครื่องด้วย เครื่องจึงจะมีกำลัง ไม่ถูกระเบิดได้ง่ายๆ ไม่เช่นนั้น วิชชาที่ทำ จะไม่ได้ผล เพราะอีกภาคจะระเบิดเครื่องของเราทิ้งไปเสียก่อนโดยง่าย เพราะไม่มีกายคุม

แต่ไหนแต่ไรมา มารปกครองเราตั้งแต่ยุคนิพพานกายธรรม ด้วยวิชชาทุกข์สมุทัย และปิฎก ด้วยเครื่องของมาร เข้ามาในลักษณะ เอิบอาบซึมซาบปนเป็นสวมซ้อนร้อยไส้ อย่างแนบแน่น จนทุกข์ภัยโรค กิเลสทั้งปวง แทบจะเป็นตัวตนของเราอย่างแยกไม่ออก มานานแสนนาน จนทุกข์ภัยโรคถูกพิจารณาให้เป็นธรรมดาของสังขาร การสร้างบารมีเปลี่ยนจากการยกระดับธาตุธรรม เป็นการกำจัดทุกข์ภัยโรค กำจัดกิเลส ซึ่งทำได้ยากยิ่งจนบางหมู่คณะพิจารณายอมรับ และ “ปล่อยวาง” ให้มันเป็นไปโดยไม่ฝืนธรรมชาติ แต่ก็ว่าเป็นการพิจารณาอย่างมีสติ

โดยความรู้ เครื่องปกครองของมาร ย่อมต้องมีกายมารคุมเครื่องเสมอ หากท่านเคยได้ยินได้ฟังมาบ้าง ท่านจะรู้ว่า เขาวางการปกครองลงมาเป็นชั้นๆ ต้นกลางปลาย อ่อนแก่หยาบละเอียด ตั้งแต่ ผู้ต้นคิดวิชชา ผู้สอด ผู้ส่ง ผู้สั่ง ผู้บังคับ ผู้ปกครอง ผู้ปกครองย่อย ผู้ปกครองใหญ่ เครื่องรวมย่อย เครื่องรวมใหญ่ หัวใจเครื่องรวมใหญ่ของผู้ปกครองใหญ่

จะเห็นได้ว่า มีทั้งเครื่อง มีทั้งกายที่คุมเครื่อง หนาแน่นจนแทบไม่มีประตูสู้ เขาจึงปกครองมาได้อย่างยาวนาน จนการถูกปกครองกลายเป็น “ธรรมดา” ของสังขาร

หากมีการปฏิวัติการปกครองขึ้นได้ หากมีการดับกายมารทั้งปวงได้ ถามว่าทุกข์ภัยโรค และปิฎกมารจะเป็นเช่นไร? จะยังปกครองกายใจของเราในรูปแบบใดต่อไป หรือไม่?

เราคงต้องนึกภาพบ้านเมืองที่เคยถูกข้าศึกปกครองมาเป็นร้อยเป็นพันปี จนแนบแน่นไปกับการปกครองนั้นอย่างไม่มีอะไรที่เป็นของเดิมเหลืออยู่เลย แล้วเรากำลังพยายามปฏิวัติพลิกฟื้น ซึ่งต้องใช้เวลา แต่การปกครองของมารนานกว่านั้นมาก

กายและใจของเราเกิดมาในยุคทุกข์สมุทัย ถูกเครื่อง(ที่มีชีวิต) ปกครองมาก่อนอย่างเอิบอาบฯ จึงเป็น “รังเก่า” ของทุกข์สมุทัยและปิฎกมาร หากสงครามถูกสรุปจบไป เพราะเราจับต้นตอมาดับได้แล้ว เครื่องปกครองยังมีหลงเหลืออยู่ เพียงแต่ ไม่มีเห็นจำคิดรู้มากำกับไว้เท่านั้น เราจึงยังเห็นผลของเครื่องเดิมวิชชาเดิม ที่เขาเคยทำไว้แก่เราที่อาจดูคุกรุ่นขึ้น เหมือนปลวกแตกรัง ตอนที่เราทำลายนางพญาปลวกได้ นั่นเอง

แล้วมันจะสิ้นสุดตอนไหน คำตอบคือไม่ทราบเหมือนกัน เพียงแต่เรารู้ว่า เครื่องปกครองที่ไม่มีกายคุม ย่อมไม่แข็งแรง ผู้เป็นวิชชา “น่าจะ” เข้าไประเบิดออกได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม ไม่ว่ามันจะกำลังแสดงอานุภาพให้ปรากฏปานใด แต่จะหมดจดเกลี้ยงเกลาขนาดไหน คงต้องมีความรู้ดั้งเดิมพอสมควร ว่าเขาปกครองอะไรของเราไว้บ้าง กายที่เรายังดำรงอยู่ ซึ่งเป็นกายทุกข์สมุทัย มีส่วนประกอบคือขันธ์ 5 เป็นต้น หรือเรามีสมบัติคุณสมบัติอะไรที่ต้องไปดูแล ควรไปแก้ไขให้หมด อันนี้คือเฉพาะหน้า แต่อนาคตก็อาจมีการสะสางล้างไพ่โลกทั้ง 3 ให้หมดไปก่อน โลกใบใหม่คงไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว

Wednesday, December 28, 2016

การได้พบของจริงนั้นยากยิ่ง

ผมมีโอกาสอยู่ในแวดวงของคนทำอาชีพเกษตร ในละแวกนี้คนของเราทำน้ำตาลมะพร้าวขาย ปัจจุบันน้ำตาลมะพร้าวที่ไม่มีการปนเป็นเลยนั้น หายากมาก ส่วนใหญ่จะปนน้ำตาลทราย ซึ่งเป็นสัดส่วนที่มากกว่าน้ำตาลมะพร้าวจริงๆ หลายเท่า บางแห่งถึงขนาดไม่มีน้ำตาลมะพร้าวแท้ปนอยู่เลย แต่อาศัยผสมแบะแซ แป้ง สี แล้วใส่กลิ่นมะพร้าว ใส่น้ำตาลทรายซึ่งหาซื้อได้ง่ายกว่า ออกมาเป็นน้ำตาลปึกวางขาย เป็นสีน้ำตาลอ่อน บางทีออกใสๆ ค่อนข้างแข็ง ติดป้ายว่า “น้ำตาลมะพร้าวแท้” ก็ขายได้ในราคาไม่แพงนัก ประมาณกิโลกรัมละ 30 บาท

แต่เมื่อเราได้มาเห็นน้ำตาลมะพร้าวแท้ ที่เคี่ยวจากน้ำตาลสด ที่ได้จากการปีนขึ้นต้นมะพร้าว ปาดงวงตาล รองน้ำตาล รอเก็บ แล้วเอามาเคี่ยวโดยไม่ปนอะไรเลย ยกเว้นใส่สารกันบูดธรรมชาติคือไม้พะยอม ซึ่งปัจจุบันหาคนขายไม้พะยอมยากมากแล้ว ปัจจุบันเขาใช้สารเคมีกันบูดกันหมดแล้ว การจะมีน้ำตาลหรือไม่ ก็ขึ้นกับฤดูกาล บางฤดูมะพร้าวไม่ออกงวง ก็ไม่มีน้ำตาลมะพร้าวให้เคี่ยว ต้องเว้นไปหลายเดือน พอเริ่มมี วันๆ หนึ่งอาจเคี่ยวตาล (มะพร้าว) ได้แค่ 1-6 กิโลกรัม และจำเป็นต้องขายในราคา กก ละ 50 บาท ลักษณะก้อนน้ำตาลปึก ออกสีน้ำตาลเข้มบ้างอ่อนบ้าง ตามลักษณะงานที่ทำด้วยมือ นิ่มๆ เอามือบี้พอได้ หากวางซ้อนกันอาจจะเสียรูปทรง โดนความร้อนอาจจะละลาย ซึ่งปัจจุบันนี้เราไม่ชินตากับน้ำตาลในลักษณะนี้เลย เพราะตั้งแต่เกิดมาบางท่านเข้าใจลักษณะน้ำตาลปี๊บ น้ำตาลมะพร้าวในแบบสีน้ำตาลอ่อนดังที่กล่าวมาข้างต้น แถมราคาขายก็ถูกกว่าเกือบเท่าตัว แต่น้ำตาลมะพร้าวแท้ มีรสชาติและกลิ่นที่หอมหวานมาก การเป็นของธรรมชาติจึงน่าจะมีคุณประโยชน์กว่า

ความไม่รู้ ทำให้เราเลือกซื้อน้ำตาลที่มีการปนเป็น มากกว่าจะยอมซื้อน้ำตาลมะพร้าวแท้ที่วางขายในราคาแพงกว่า เราเอาราคามาเป็นเครื่องตัดสินใจ และเอาความเคยชินที่เคยเห็นลักษณะของผสมโดยเข้าใจผิดว่าเป็นของแท้มาโดยตลอด

ผมเคยไปเที่ยวจังหวัดแถบชายแดนอิสาน มีตลาดใหญ่ขายหมูยอเป็นมัด ห่อใบตอง มัดละ 10 อัน 100 บาท (ในสมัยนั้น) เขาให้ลองชิม หมูยอที่เขาเอามาตัดแบ่งให้เรากิน เป็นเนื้อหมูก้อนใหญ่ มีรสชาติอร่อย เราจึงซื้อกันคนละมัดสองมัด เมื่อกลับมาเปิดที่บ้าน ปรากฏว่าหมูยอที่ได้ ถูกห่อมาในเปลือกใบตองอย่างหนา ส่วนเนื้อหมูเป็นแค่เส้นหมูผอมเรียวเหมือนนิ้วมือ ผิดกับชิ้นที่เขาตัดให้เราชิม มีขนาดใหญ่เท่าแขนเด็ก แม้เพื่อนเราที่ซื้อจากเจ้าอื่นใกล้เคียงก็มีลักษณะแบบเดียวกัน

จริงๆ แล้ว วันนั้นผมก็เดินไปพบร้านแห่งหนึ่ง ซึ่งขายในราคา 10 อัน 150 บาท เขาบอกว่าของเขาเนื้อเต็ม ถ้าจะเอาราคาถูกก็จะได้แต่ใบตอง เราพยายามต่อรองให้เขาลดราคาลงมา เขาก็ไม่ยอมลด จนดูเหมือนคนขายเริ่มออกอาการหงุดหงิดที่เราต่อราคา สุดท้ายเราไม่ได้ซื้อมา แต่เมื่อเรามาเจอของหลอกลวงเข้าแล้ว จึงหวนกลับไปคิดถึงแม่ค้าท่านนี้ ท่านคงเจอะเจอการต่อราคาจนเบื่อที่จะเจรจา เพราะราคาขายสูงกว่าคนอื่น ผมไม่รู้ว่าปัจจุบันท่านจะยังคงขายของเต็มชิ้นแบบเดิมอยู่อีกหรือเปล่า

นั่นเป็นตัวอย่างเรื่องเล็กๆ ทั่วไปในทางโลก หากเป็นเรื่องทางธรรม ยิ่งยากกว่าหลายเท่านัก เพราะตัวชี้วัดความจริงในทางธรรม ดูยากกว่า คนส่วนใหญ่ต้องการความเจริญก้าวหน้าที่เห็นผลในทันที จึงเอาหลักโลกธรรม 8 มาเป็นตัวชี้วัดเฉพาะหน้า แม้สถานภาพผู้สอนธรรม หากไม่มีภาพลักษณ์อันแสดงถึงความน่าเชื่อถือในทางโลกอยู่บ้าง ก็อาจจะไม่อยู่ในสายตาของผู้เรียนเท่าใดนัก

การค้นพบความจริงแท้ ไม่ว่าในสิ่งใด จึงเป็นเรื่องยากอย่างยิ่ง อุปสรรคสำคัญที่สุด คือ การตัดสิน “ใจ” ของเราเอง นั่นแหละ