Pages

Sunday, November 4, 2018

วิชาธรรมกาย กับประวัติศาสตร์ (6)

บทความตอนนี้ มาถึงปี พ.ศ. 2561 แล้ว ห่างจากความตอนที่ 5 ถึง 6 ปี
ณ จุดนี้ มีเหตุการณ์อะไรต่อเนื่องมาจากเมื่อ 6 ปี ก่อน

20 ม.ค. 2554 ครูอาจารย์ประกาศวันสำคัญในธาตุในธรรม ว่าเป็นวันแห่ง "มารสิ้นเชื้อ" และอีก 3 วันต่อมา มีการประกาศให้เข้านิพพาน ด้วยกายมนุษย์ หรือนิพพานเป็น หรือสอุปปาทิเสสนิพพาน นั่นเอง
ลูกศิษย์ลุง เชื่อในเหตุการณ์เหล่านี้เพียงไร?

เพราะ เหตุการณ์ทางโลกที่ผ่านมา เราพบว่า บุคคลสำคัญต่างแยกย้ายกลับ และไปทำหน้าที่ใหม่เกือบจะหมดแล้ว ในสายตาของบางท่าน อาจจะเห็นว่า โลกเราดูเหมือนไม่มีอะไรเปลี่ยนไปในทางที่ "ดีขึ้น" ซักเท่าไหร่

การมองอะไรให้ออกตามความเป็นจริง หากเราอยู่ "ติด" กับมันจนเกินไป เรามักจะไม่เห็นมัน เพราะเราจะยังใช้ตัวชี้วัดแบบที่ยังติดโลก ที่ว่า มารหมด โลก "น่าจะ" ถูกพลิกเป็นโลกใบใหม่ ทุกข์ภัยโรคเหือดหาย (ผลของ)ปิฏกมารไม่มีอีก บางครั้งคิดไปถึงว่า จะไม่มีคนแก่คนเจ็บหลงเหลืออยู่อีกเลยด้วยซ้ำ คือกลับเป็นหนุ่มเป็นสาวเป็นคนแข็งแรงหมด นี่คือความคิดเฉพาะหน้าแบบมนุษย์ที่ยังติดอยู่ในโลกใบนี้

แต่ หากเรามองแบบถอยห่างจากโลกออกมา โดยสมมุติว่า เราเดินวิชชาเข้านิพพานให้ลึกมากๆ แล้วมองกลับมาที่โลกมนุษย์ใบนี้อีกครั้ง เราจะพบว่า

โลกปัจจุบัน อยู่ในยุคภัทรกัปป์ กำเนิดมาจากยุคทุกข์สมุทัยที่เริ่มต้นมายาวนาน ตอนต้นยุคมีดอกบัวทำนายว่ากัปป์นี้จะมีพระพุทธเจ้าอุบัติขี้น 5 พระองค์ ระยะห่างระหว่างพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ยาวนานยิ่งนักในสายตามนุษย์ ปัจจุบันมีพระพุทธเจ้าอุบัติไปแล้ว 4 พระองค์ องค์ที่ 5 กำลังรอการจัดสรรอยู่

ในสายตาธาตุธรรม โลกเก่าใบนี้ กำลังใช้เวลาในช่วงท้ายๆ เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ก็ตั้งอยู่ แลัวดับไป ตามหลักไตรลักษณ์อันมีมานานแสนนาน เป็นธรรมดาของยุคที่ผ่านมา หากเราเป็นธาตุธรรมซึ่งเป็นเสมือนผู้บริหาร และจะต้องจัดการสิ่งที่ยังหลงเหลืออยู่ หลังการพลิกฟื้นจากอำนาจปกครองเดิม เราจะบริหารโลกใบนี้ ที่กำลังใกล้หมดอายุขัยลงอยู่แล้ว อย่างไร? หากเราจะทุ่มเทแก้ไขโลก เราต้องทุ่มเททรัพยากรอย่างมากมาย สู้รอให้มันหมดอายุลงไปตามกาลเวลา แล้วเริ่มต้นกับโลกใบใหม่ จะดีกว่าไหม

ระหว่างนี้ ก็เป็นการเก็บเกี่ยวของผู้รู้ หากมีอะไรเฉพาะหน้าก็แก้ไขกันไปตามเกม ตามหน้าตัก ผู้ที่ยังสร้างบารมีก็อาศัยกายมนุษย์อันเดิมนี้ ทำบารมีไปก่อน ทุกข์ภัยโรคดั้งเดิมมันยังไม่หมด แต่เราอยู่ด้วยความรู้ ว่าข้างหน้าจะต้องดี อย่างแน่นอน

สำหรับผู้สร้างบารมี ท่านลงมาเกิดเพื่อสร้างบารมีตั้งแต่ยังมีมารเต็มอัตราศึก และเขาเป็นผู้ปกครองใหญ่ในยุคนั้น
แน่นอน ท่านมาเกิดในสายตาของผู้ที่รู้ว่าจะมาต่อต้านเขา เขาก็ต้องเตรียมทุกอย่างไว้ขัดขวางท่านมาตั้งแต่แรก เมื่อผ่านมาถึงยุคใหม่ "สิ่ง" ทั้งปวงเหล่านี้ยังอยู่กับท่าน ยังเป็นตัวท่าน เป็นสิ่งแวดล้อมบุตรบริวารของท่าน ยังไม่ได้ไปไหน ท่านต้องอดทน กายมนุษย์ปัจจุบันนี้เป็นเพียง "เครื่องมือ" ใช้สอยมาเก่าแก่ ก็ใช้มันต่อไปก่อน แต่เราอยู่ด้วย "ความรู้" เรามีตัวชี้วัดซึ่งไม่ใช่ตัวชี้วัดตื้นๆ เรายังมีงานสอนที่ยังเกิดธรรมอย่างอัศจรรย์ ซึ่ง​ชี้วัดได้แม้ไม่ต้องใช้รู้ญาณ

ความชนะของธรรมภาคขาว ยังไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ เราเคยเห็นแต่ความชนะศึกสงครามของมนุษย์ทั้งในโลกแห่งความเป็นจริงและในภาพยนตร์ ผู้ชนะจะทำลายผู้แพ้ไม่ให้กลับมาตั้งตัวเป็นศัตรูได้อีก แต่ความชนะของธาตุธรรมที่เราเห็นอยู่นี้ ซึ่งเราก็เห็นได้แค่โลกของหุ่นมนุษย์เท่านั้น มันไม่เหมือนในประวัติศาสตร์ไหน เพราะเรายังเห็นหุ่นเดิมๆ ที่มารเคยใช้สอยเหมือนยังลอยนวล เป็นเพราะเรายึดมั่นถือมั่นหุ่น หรือเราจะมองให้ลึกถึงความเป็นจริงในอีกระดับหนึ่ง ให้เราพิจารณา

ขอให้ทุกท่าน โชคดีมีชัย โชคดีมีสุข ครับ

Monday, August 13, 2018

สุญญตา

ผมพยายามหาที่มา และความหมายของคำๆ นี้ หลายแห่งพยายามอธิบายอย่างยืดยาว ใช้ศัพท์ที่ดูยุ่งยาก ว่ามันมีความหมายลึกซึ้งมากๆ แต่เมื่อผมรวบยอดคำแปลมาจากหลายแห่ง สรุปได้เพียงว่า สุญญตา แปลว่า สูญ หรือศูนย์ หรือไม่มี นั่นเอง ตำราหลายแห่งบอกที่มาที่ไปว่า คำนี้เป็นศัพท์เฉพาะของพุทธศาสนา ซึ่งหมายถึง การว่างจากความมีตัวตน หรือมีอีกความหมายหนึ่งคือ ว่างจากกิเลส แต่ผู้รู้บางท่านก็ตีความต่อเนื่องเอาจากตัวหนังสือ หรือจินตนาการที่ไม่ได้รู้​ไม่ได้เห็นจากการปฏิบัติจริง (ปฏิเวธ)

สุญญตา ที่ผมอยากจะกล่าวถึงตามหลักวิชชาธรรมกาย คือ

หากเปรียบว่า สุญญตาคือ ความไม่มีตัวตน เมื่อมองจากกายมนุษย์เป็นหลัก กายมนุษย์ก็ไม่ใช่กายถาวร ที่ควรยึดมั่นถือมั่น เพราะมีความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ จึงเป็นอนัตตา ยึดมั่นถือมั่นไม่ได้ มีบทเรียนชัดเจนที่จะพิสูจน์ว่ากายนี้ตกอยู่ในไตรลักษณ์ ว่าเกิดจากเหตุอะไร ท่านต้องไปเรียน แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่มีสิ่งที่เที่ยงแท้กว่า เหตุที่เชื่อกันว่าไม่มีเพราะยังไม่มีความรู้ที่จะแสวงหาสิ่งเหล่านั้น เท่านั้นเอง

หากเปรียบว่า สุญญตา คือความว่างจากกิเลส อันนี้น่าฟัง หลายท่านก็บอกว่า จะว่างจากกิเลส ก็ต้องเข้านิพพาน แต่เมื่อมาเชื่อในเรื่องความไม่มีตัวตนจนเกินขอบเขต เลยนึกว่านิพพานพลอยไม่มีตัวตนไปด้วย แต่ไม่นึกว่า นิพพานอาจจะเป็นสถานที่ที่ว่างจากกิเลส ซึ่งไม่ได้หมายความ​ว่าตัวนิพพานคือความว่าง​

แก้วใบนี้ว่าง คือแก้วไม่ได้ใส่น้ำไว้ แก้วว่างจากน้ำ ไม่ใช่ไม่มีแก้ว

ถ้าเทียบสุญญตา เท่ากับศูนย์ หรือ เลข 0 ก็น่าคิด
สุญญตาเป็น เป้าหมาย ของการปฏิบัติธรรมในยุคทุกข์สมุทัย เพราะเป็นยุคแห่งการติดลบไปเสียทุกอย่าง เราจึงตั้งเป้าให้พ้นจากความติดลบนั้น ให้กลับมาเป็นศูนย์เสียก่อน เราติดลบจากทุกข์สมุทัย และปิฎกมาร (กิเลส) นั่นเอง จึงตั้งเป้าการสร้างบารมี เพื่อความพ้นทุกข์ และเพื่อความดับกิเลส

แต่เมื่อภาคกิเลสถูกกำจัดไปแล้ว การสร้างบารมีจะทำเพื่ออะไร เพราะก่อนยุคทุกข์สมุทัย คือยุคทานศีลภาวนา เขาก็สร้างบารมี​ และทำเพื่ออะไร

แก้วน้ำที่เดิมมีน้ำสกปรก เราเทน้ำสกปรกทิ้ง ล้างแก้วให้สะอาด แก้วนั้นว่างแล้ว เป็นสุญญตาแล้ว ต่อไปเราก็ต้องเติมน้ำสะอาดเข้าไปในแก้ว ถึงตรงนี้ ยังมีงานให้เราทำต่อ ไม่ใช่ไปมีสภาพ หลับไม่ตื่น ฟื้นไม่มี ตลอดกัลปวสาน

Saturday, May 26, 2018

ข้อผิดพลาด​ของ​คน​ศึก​ษา​ศาสนา​

ไม่เข้าใจ​การตั้ง​ตัว​ชี้​วัด​ สร้าง​บารมี​แล้ว​ยัง​ใช้​ตัว​ชี้​วัด​ที่​เป็น​โลกธรรม​

มุม​มอง​ชีวิต​ ใกล้ ไกล ไกลมาก ไกลสุด ไกลเลย

ความจริง​ทั้ง​หลายอาจ​ไม่ปรากฏ​ในยุค​เรา​ เราต้อง​ฉลาดในการชั่งระหว่าง​ ความรู้​กับการเอาตัวรอด​

เมื่อ​ศรัทธา​อะไรแล้ว​ พยายาม​หาหรือมอง เฉพาะ​เหตุผล​ที่​เข้า​กับความเชื่อ​ตน

บางทีก็​ถ่อมตัว​จนเกินไป​ กลัวเกินครูเกินศาสดา การครองกายมนุษย์​ ทำให้​เรา​ยังมี​กิเลส​มนุษย์​ ซึ่ง​เป็น​เรื่อง​ปกติ​ คล้ายเรื่องการตั้งตัวชี้วัด ไม่กล้า​ตั้งตัว​ชี้​วัด​ที่ยิ่งใหญ่​ เข้าใจว่าโพธิสัตว์เป็นสิ่งที่สูงจนไม่อาจเอื้อม​

ความรู้​ กับการปฏิบัติ​จนเข้าถึง​ ต่างกัน เหมือน​โค็ช​กับนักกีฬา​ ซึ่ง​ต้อง​พึ่ง​พิงกัน​ ผู้​ปฏิบัติ​ได้​อาจจนความรู้​ ผู้​มีความ​รู้​อาจทำอย่าง​ที่​รู้​ไม่ได้​

ศิษย์​ต้อง​เก่งกว่าอาจารย์​ โลกและ​ธรรม​จึง​จะเจริญ​

เราเรียน​รู้​ทางโลก​ให้สูง ทางธรรม​ก็ต้องพยายาม​แบบเดียวกัน​

มนุษย์​ไม่รู้​เลย​ว่า​ ตัวเอง​เกิดมาเพื่​อ​แสวงหา​อะไร​

เอาความรู้​ที่ไม่สมบูรณ์​ มาโต้เถียง​

มีเศรษฐานะ ชาติตระกูล ยศศักดิ์ ที่สูงเกินกว่าจะยอมรับความจริงด้านอื่น เพราะอยู่ในสถานะที่ดีอยู่แล้ว ต้นธาตุมาเกิดเป็นมนุษย์ จึงต้องมาเกิดเป็นคนจน

Tuesday, October 3, 2017

เครื่องเดิม วิชชาเดิม

ในหนังสือมรรคผลพิสดาร 2 บทที่ว่าเรื่องเครื่อง ให้ลักษณะ เครื่อง ของธรรมภาคขาวไว้ว่า เครื่องคือธาตุ 6 ที่เอามาหมุนขวา ของภาคมารก็หมุนตรงข้าม คือหมุนซ้าย

ในตำราปราบมาร 1 พูดถึงการปกครองของมารว่า มารปกครองด้วยเครื่อง

เครื่อง ก็เหมือนกฏหมายบ้านเมืองที่มีอำนาจปกครอง ประกอบด้วยธาตุทั้ง 6 คือ น้ำ ดิน ไฟ ลม อากาศ และวิญญาณ นั่นเอง ความสำคัญอยู่ตรงที่มีวิญญาณธาตุ ทำให้เครื่อง มีชีวิต สามารถปรับปรุงตัวเองได้ในระดับหนึ่ง เหมือนต้นไม้ที่มีชีวิต สามารถเจริญเติบโต หันกิ่งใบเข้าหาแสงแดด ซึ่งเป็นการแสดงอาการของการมีชีวิตนั่นเอง แต่ต้นไม้ ไม่มี เห็นจำคิดรู้ หรือ ใจ ของตนเอง การมีชีวิตของต้นไม้จึงเป็นกลไกที่ไม่เหมือนคนและสัตว์ ผมเคยเขียนเรื่อง วิญญาณธาตุไม่ใช่เห็นจำคิดรู้ ไว้ก่อนหน้านี้แล้ว ท่านไปหาอ่านได้

ครูบาอาจารย์จะสอนเรา เวลาทำเครื่อง ให้เอา กาย (ซึ่งก็มีใจอยู่ด้วย) ของเราไปปกครองเครื่องด้วย เครื่องจึงจะมีกำลัง ไม่ถูกระเบิดได้ง่ายๆ ไม่เช่นนั้น วิชชาที่ทำ จะไม่ได้ผล เพราะอีกภาคจะระเบิดเครื่องของเราทิ้งไปเสียก่อนโดยง่าย เพราะไม่มีกายคุม

แต่ไหนแต่ไรมา มารปกครองเราตั้งแต่ยุคนิพพานกายธรรม ด้วยวิชชาทุกข์สมุทัย และปิฎก ด้วยเครื่องของมาร เข้ามาในลักษณะ เอิบอาบซึมซาบปนเป็นสวมซ้อนร้อยไส้ อย่างแนบแน่น จนทุกข์ภัยโรค กิเลสทั้งปวง แทบจะเป็นตัวตนของเราอย่างแยกไม่ออก มานานแสนนาน จนทุกข์ภัยโรคถูกพิจารณาให้เป็นธรรมดาของสังขาร การสร้างบารมีเปลี่ยนจากการยกระดับธาตุธรรม เป็นการกำจัดทุกข์ภัยโรค กำจัดกิเลส ซึ่งทำได้ยากยิ่งจนบางหมู่คณะพิจารณายอมรับ และ ปล่อยวางให้มันเป็นไปโดยไม่ฝืนธรรมชาติ แต่ก็ว่าเป็นการพิจารณาอย่างมีสติ

โดยความรู้ เครื่องปกครองของมาร ย่อมต้องมีกายมารคุมเครื่องเสมอ หากท่านเคยได้ยินได้ฟังมาบ้าง ท่านจะรู้ว่า เขาวางการปกครองลงมาเป็นชั้นๆ ต้นกลางปลาย อ่อนแก่หยาบละเอียด ตั้งแต่ ผู้ต้นคิดวิชชา ผู้สอด ผู้ส่ง ผู้สั่ง ผู้บังคับ ผู้ปกครอง ผู้ปกครองย่อย ผู้ปกครองใหญ่ เครื่องรวมย่อย เครื่องรวมใหญ่ หัวใจเครื่องรวมใหญ่ของผู้ปกครองใหญ่

จะเห็นได้ว่า มีทั้งเครื่อง มีทั้งกายที่คุมเครื่อง หนาแน่นจนแทบไม่มีประตูสู้ เขาจึงปกครองมาได้อย่างยาวนาน จนการถูกปกครองกลายเป็น ธรรมดาของสังขาร

หากมีการปฏิวัติการปกครองขึ้นได้ หากมีการดับกายมารทั้งปวงได้ ถามว่าทุกข์ภัยโรค และปิฎกมารจะเป็นเช่นไร? จะยังปกครองกายใจของเราในรูปแบบใดต่อไป หรือไม่?

เราคงต้องนึกภาพบ้านเมืองที่เคยถูกข้าศึกปกครองมาเป็นร้อยเป็นพันปี จนแนบแน่นไปกับการปกครองนั้นอย่างไม่มีอะไรที่เป็นของเดิมเหลืออยู่เลย แล้วเรากำลังพยายามปฏิวัติพลิกฟื้น ซึ่งต้องใช้เวลา แต่การปกครองของมารนานกว่านั้นมาก

กายและใจของเราเกิดมาในยุคทุกข์สมุทัย ถูกเครื่อง(ที่มีชีวิต) ปกครองมาก่อนอย่างเอิบอาบฯ จึงเป็น รังเก่า ของทุกข์สมุทัยและปิฎกมาร หากสงครามถูกสรุปจบไป เพราะเราจับต้นตอมาดับได้แล้ว เครื่องปกครองยังมีหลงเหลืออยู่ เพียงแต่ ไม่มีเห็นจำคิดรู้มากำกับไว้เท่านั้น เราจึงยังเห็นผลของเครื่องเดิมวิชชาเดิม ที่เขาเคยทำไว้แก่เราที่อาจดูคุกรุ่นขึ้น เหมือนปลวกแตกรัง ตอนที่เราทำลายนางพญาปลวกได้ นั่นเอง

แล้วมันจะสิ้นสุดตอนไหน คำตอบคือไม่ทราบเหมือนกัน เพียงแต่เรารู้ว่า เครื่องปกครองที่ไม่มีกายคุม ย่อมไม่แข็งแรง ผู้เป็นวิชชา น่าจะ เข้าไประเบิดออกได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม ไม่ว่ามันจะกำลังแสดงอานุภาพให้ปรากฏปานใด แต่จะหมดจดเกลี้ยงเกลาขนาดไหน คงต้องมีความรู้ดั้งเดิมพอสมควร ว่าเขาปกครองอะไรของเราไว้บ้าง กายที่เรายังดำรงอยู่ ซึ่งเป็นกายทุกข์สมุทัย มีส่วนประกอบคือขันธ์ 5 เป็นต้น หรือเรามีสมบัติคุณสมบัติอะไรที่ต้องไปดูแล ควรไปแก้ไขให้หมด อันนี้คือเฉพาะหน้า แต่อนาคตก็อาจมีการสะสางล้างไพ่โลกทั้ง 3 ให้หมดไปก่อน โลกใบใหม่คงไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว

Wednesday, December 28, 2016

การได้พบของจริงนั้นยากยิ่ง

ผมมีโอกาสอยู่ในแวดวงของคนทำอาชีพเกษตร ในละแวกนี้คนของเราทำน้ำตาลมะพร้าวขาย ปัจจุบันน้ำตาลมะพร้าวที่ไม่มีการปนเป็นเลยนั้น หายากมาก ส่วนใหญ่จะปนน้ำตาลทราย ซึ่งเป็นสัดส่วนที่มากกว่าน้ำตาลมะพร้าวจริงๆ หลายเท่า บางแห่งถึงขนาดไม่มีน้ำตาลมะพร้าวแท้ปนอยู่เลย แต่อาศัยผสมแบะแซ แป้ง สี แล้วใส่กลิ่นมะพร้าว ใส่น้ำตาลทรายซึ่งหาซื้อได้ง่ายกว่า ออกมาเป็นน้ำตาลปึกวางขาย เป็นสีน้ำตาลอ่อน บางทีออกใสๆ ค่อนข้างแข็ง ติดป้ายว่า น้ำตาลมะพร้าวแท้ ก็ขายได้ในราคาไม่แพงนัก ประมาณกิโลกรัมละ 30 บาท

แต่เมื่อเราได้มาเห็นน้ำตาลมะพร้าวแท้ ที่เคี่ยวจากน้ำตาลสด ที่ได้จากการปีนขึ้นต้นมะพร้าว ปาดงวงตาล รองน้ำตาล รอเก็บ แล้วเอามาเคี่ยวโดยไม่ปนอะไรเลย ยกเว้นใส่สารกันบูดธรรมชาติคือไม้พะยอม ซึ่งปัจจุบันหาคนขายไม้พะยอมยากมากแล้ว ปัจจุบันเขาใช้สารเคมีกันบูดกันหมดแล้ว การจะมีน้ำตาลหรือไม่ ก็ขึ้นกับฤดูกาล บางฤดูมะพร้าวไม่ออกงวง ก็ไม่มีน้ำตาลมะพร้าวให้เคี่ยว ต้องเว้นไปหลายเดือน พอเริ่มมี วันๆ หนึ่งอาจเคี่ยวตาล (มะพร้าว) ได้แค่ 1-6 กิโลกรัม และจำเป็นต้องขายในราคา กก ละ 50 บาท ลักษณะก้อนน้ำตาลปึก ออกสีน้ำตาลเข้มบ้างอ่อนบ้าง ตามลักษณะงานที่ทำด้วยมือ นิ่มๆ เอามือบี้พอได้ หากวางซ้อนกันอาจจะเสียรูปทรง โดนความร้อนอาจจะละลาย ซึ่งปัจจุบันนี้เราไม่ชินตากับน้ำตาลในลักษณะนี้เลย เพราะตั้งแต่เกิดมาบางท่านเข้าใจลักษณะน้ำตาลปี๊บ น้ำตาลมะพร้าวในแบบสีน้ำตาลอ่อนดังที่กล่าวมาข้างต้น แถมราคาขายก็ถูกกว่าเกือบเท่าตัว แต่น้ำตาลมะพร้าวแท้ มีรสชาติและกลิ่นที่หอมหวานมาก การเป็นของธรรมชาติจึงน่าจะมีคุณประโยชน์กว่า

ความไม่รู้ ทำให้เราเลือกซื้อน้ำตาลที่มีการปนเป็น มากกว่าจะยอมซื้อน้ำตาลมะพร้าวแท้ที่วางขายในราคาแพงกว่า เราเอาราคามาเป็นเครื่องตัดสินใจ และเอาความเคยชินที่เคยเห็นลักษณะของผสมโดยเข้าใจผิดว่าเป็นของแท้มาโดยตลอด

ผมเคยไปเที่ยวจังหวัดแถบชายแดนอิสาน มีตลาดใหญ่ขายหมูยอเป็นมัด ห่อใบตอง มัดละ 10 อัน 100 บาท (ในสมัยนั้น) เขาให้ลองชิม หมูยอที่เขาเอามาตัดแบ่งให้เรากิน เป็นเนื้อหมูก้อนใหญ่ มีรสชาติอร่อย เราจึงซื้อกันคนละมัดสองมัด เมื่อกลับมาเปิดที่บ้าน ปรากฏว่าหมูยอที่ได้ ถูกห่อมาในเปลือกใบตองอย่างหนา ส่วนเนื้อหมูเป็นแค่เส้นหมูผอมเรียวเหมือนนิ้วมือ ผิดกับชิ้นที่เขาตัดให้เราชิม มีขนาดใหญ่เท่าแขนเด็ก แม้เพื่อนเราที่ซื้อจากเจ้าอื่นใกล้เคียงก็มีลักษณะแบบเดียวกัน

จริงๆ แล้ว วันนั้นผมก็เดินไปพบร้านแห่งหนึ่ง ซึ่งขายในราคา 10 อัน 150 บาท เขาบอกว่าของเขาเนื้อเต็ม ถ้าจะเอาราคาถูกก็จะได้แต่ใบตอง เราพยายามต่อรองให้เขาลดราคาลงมา เขาก็ไม่ยอมลด จนดูเหมือนคนขายเริ่มออกอาการหงุดหงิดที่เราต่อราคา สุดท้ายเราไม่ได้ซื้อมา แต่เมื่อเรามาเจอของหลอกลวงเข้าแล้ว จึงหวนกลับไปคิดถึงแม่ค้าท่านนี้ ท่านคงเจอะเจอการต่อราคาจนเบื่อที่จะเจรจา เพราะราคาขายสูงกว่าคนอื่น ผมไม่รู้ว่าปัจจุบันท่านจะยังคงขายของเต็มชิ้นแบบเดิมอยู่อีกหรือเปล่า

นั่นเป็นตัวอย่างเรื่องเล็กๆ ทั่วไปในทางโลก หากเป็นเรื่องทางธรรม ยิ่งยากกว่าหลายเท่านัก เพราะตัวชี้วัดความจริงในทางธรรม ดูยากกว่า คนส่วนใหญ่ต้องการความเจริญก้าวหน้าที่เห็นผลในทันที จึงเอาหลักโลกธรรม 8 มาเป็นตัวชี้วัดเฉพาะหน้า แม้สถานภาพผู้สอนธรรม หากไม่มีภาพลักษณ์อันแสดงถึงความน่าเชื่อถือในทางโลกอยู่บ้าง ก็อาจจะไม่อยู่ในสายตาของผู้เรียนเท่าใดนัก

การค้นพบความจริงแท้ ไม่ว่าในสิ่งใด จึงเป็นเรื่องยากอย่างยิ่ง อุปสรรคสำคัญที่สุด คือ การตัดสิน ใจของเราเอง นั่นแหละ

Saturday, October 15, 2016

เงื่อนเวลา กับรู้ญาณ

ผมมีเพื่อนคนหนึ่งที่มักเห็นเหตุการณ์ต่างๆ ล่วงหน้าอยู่เสมอ เคยบอกผมว่าร้านผมจะเปลี่ยนรูปแบบใหม่ เป็นลักษณะอย่างอื่นที่ไม่เหมือนเวลานั้น อีกไม่นาน ผมก็ต้องย้ายร้าน เขาเคยบอกเพื่อนอีกคนว่าที่ทำงานจะต้องเปลี่ยนทางเข้าออก จะต้องขึ้นป้ายใหญ่สีเขียว มีข้อความอย่างนั้นๆ แต่ที่ทำงานก็ยังไม่เปลี่ยนแปลงซักที จนเขาไปเรียนต่อและไม่ได้กลับมาทำงานที่เดิมอีก แต่เขาก็ยังเฝ้าถามถึงสิ่งที่เขาเห็นในรู้ญาณมาตลอด จนเหตุการณ์ผ่านไปเกือบ 20 ปี ที่ทำงานแห่งนี้จึงเปลี่ยนภูมิทัศน์เป็นแบบที่เขาเห็นมาก่อนหน้าทุกประการ

แต่การรู้เห็นอีกส่วนหนึ่ง กลับเป็นเหตุการณ์ที่น่าสะพรึงกลัว จนทำให้ผู้รู้เห็นอยู่ไม่เป็นสุข เหมือนเราเห็นผี และลางไม่ดีอยู่ตลอดเวลา เราเคยไปปรึกษาอาจารย์ทางวิชชาธรรมกายที่วัดปากน้ำ ท่านบอกว่าเป็นรู้ญาณของภาคมาร จึงทำให้เราไม่เป็นสุข ต้องแก้ไข

หลังจากเราไม่ได้ติดต่อกันมานาน เขาก็กลับมาเล่าเรื่องราวรวบยอดให้เราฟังอีกครั้ง มีรู้ญาณสำคัญที่มีผลต่อการสร้างบารมี คือ ธรรมภาคมารได้มาต่อรองไม่ให้มาอยู่กับหมู่คณะสอนธรรม มิฉะนั้นเขาจะขัดขวางทุกอย่าง หากไม่มา เขาจะไม่ยุ่งด้วย เพื่อนท่านนี้ได้หลีกจากคณะสอนธรรมไประยะหนึ่ง แต่เหตุการณ์ไม่ได้เป็นอย่างที่ตกลงกัน ภาคมารยังเข้ามาเกี่ยวข้องวุ่นวายอยู่เสมอ จนต้องตัดสินใจกลับมาเล่าเหตุการณ์ทั้งปวงให้เราได้รับรู้กันอีกครั้ง

ข้อมูลที่เล่ามา ทำให้เราพิจารณาได้ ดังนี้

บางที การไม่รู้อะไรเสียบ้าง (เมื่อยังไม่ถึงเวลา) ก็อาจจะดีเหมือนกัน

หากเราสร้างบารมีโดยเรามองเห็น สิ่งน่ากลัวที่จ้องขัดขวางเราอย่างชัดเจนอยู่ตลอดเวลา เราคงทำงานอย่างลำบากยากยิ่ง เมื่อเราเริ่มสร้างบารมีใหม่ๆ เราอาจจะต้องอาศัยการชิงไหวชิงพริบกับธรรมคนละภาคซึ่งปนเป็นอยู่กับเรา ต้องอาศัย ต้องสร้างบารมีต่อยอดมาจากผู้คนมากหน้าหลายตา ตอนยังมีมารเต็มอัตราศึก ย่อมทำให้เราทำงานได้ไม่สนิทใจ

บางครั้งจึงต้องขอบคุณ ที่เรายังไม่มี รู้ญาณที่คมกล้าขนาดนั้น ในเวลาที่เรายังไม่แข็งแรง เราจึงต้องอาศัยหลัก เหตุผลทำงานไปจนกว่าเราจะบรรลุเป้าหมาย โดยอาศัยครูบาอาจารย์ที่คอยประคับประคองเรามาโดยตลอด

เหตุการณ์ที่จะเกิดแก่ ขันธโลก สัตว์โลก หรืออากาสโลก สามารถรู้เห็นล่วงหน้าเป็นสิบๆ ปี เชียวหรือ?

การเปลี่ยนแปลงของสถานที่ทำงานอย่างที่เพื่อนผมเห็นมาก่อนถึง 20 ปี เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในชีวิตจริง หากไม่เกิดแก่ตัวเรา ก็คงเชื่อยาก ในทางวิชชามีการคำนวณ อดีต ปัจจุบัน อนาคต กล่าวไว้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใด เงื่อนเวลาเหล่านี้อาจจะอยู่ในจุดเดียวกัน และเราคำนวณเห็นได้ในตอนเดินวิชชา จึงเป็นเรื่องไม่แปลก แต่เหตุการณ์จะขยายออกมาสู่ชีวิตภายนอกเมื่อไหร่ เท่านั้นเอง

นี่เป็นเรื่องในโลกมนุษย์ หากเป็นเรื่องในธาตุในธรรมจะเป็นอย่างไร

ทำให้ผมนึกถึงงานของคุณลุง ที่หลายครั้งธาตุธรรมจะบอกอะไรแก่ลุงเกี่ยวกับเหตุการณ์สำคัญหลายอย่าง แต่เมื่อเราซึ่งเป็นมนุษย์ปุถุชน ได้รับทราบ เรายังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนนัก จึงน่าจะเปรียบเทียบกับกรณีที่ผมเล่าให้ฟังข้างต้น

เมื่อธาตุธรรมเป็นผู้รู้เห็น เราจะเห็นความชัดเจนของเหตุการณ์เหล่านั้นได้เมื่อไหร่ เป็นเรื่องน่าคิด เวลาของเรา กับเวลาของธาตุธรรม น่าจะเป็นมิติที่มนุษย์มองได้ยากขึ้น

คำว่าชัดเจน คือ เห็นผลในโลกมนุษย์เราโดยไม่ต้องตีความ ซึ่งผมเชื่อมั่นว่า เหตุการณ์ทั้งปวงจะต้องเกิดขึ้น อย่างแน่นอน

Monday, November 9, 2015

เราคือใคร ?

เราคือใคร?
ถ้าเราตอบคำถามนี้ได้ ความรู้ของเราจะแตกตัว
ผมจะให้ข้อมูลตามความรู้ของผม ดังนี้
เมื่อเราเกิดมาในโลกมนุษย์ เราเคยสงสัยหรือไม่ว่า เราเป็นใคร เรามาจากไหน ทำไมคนเราไม่เหมือนกัน เราจะต้องทำอะไร ที่สำคัญคือ สุดท้ายเราต้องจากไป และเดินทางต่อ ทำไมชีวิตเราจึงต้องดับสูญเมื่อถึงกาลเวลาอันหนึ่ง ความรู้ของเราไม่สามารถทำให้ชีวิตเราที่บางท่านดีอยู่แล้ว ให้อยู่ต่อไปได้อย่างถาวรเลยหรือ
มีความรู้ที่ซ่อนอยู่ ดังนี้



ความเป็นตัวตนของเรา ประกอบด้วยโลก 3 คือ สัตว์โลก ขันธโลก อากาศโลก


ตัวตนใหญ่ๆ ของเราคือ สัตว์โลก หรือใจจิตวิญญาณของเรา นั่นเอง เป็นส่วนละเอียดที่มองไม่เห็นด้วยตามนุษย์ แต่รู้สึกถึงได้ เพราะใจ(จิตวิญญาณ)มีหน้าที่อยู่ 4 อย่าง คือ เห็นจำคิดรู้ บางครั้งจึงเรียก สัตว์โลกว่า เห็นจำคิดรู้ หรือวิญญาณ หรือถ้าสูงหน่อยก็เรียก ธาตุธรรม ของเรา นั่นเอง สัตว์โลกมีความเป็นตัวตนของเรามากที่สุด แต่เป็นส่วนที่เข้าใจและรู้เห็นยากที่สุด
เมื่อถึงคราวที่สัตว์โลกเวียนมาเกิดในโลกมนุษย์ ต้องมีกายหยาบ คือกายมนุษย์(หยาบ)แบบเรานี่แหละรองรับ


กายที่รองรับสัตว์โลก (หรือเห็นจำคิดรู้) ก็คือ ขันธโลก นั่นเอง การเกิดขึ้นของขันธโลก มีพิธีรีตอง หากเป็นมนุษย์ต้องอาศัยพ่อแม่ เมื่อประกอบธาตุธรรมกัน จึงเกิดเป็นกายมนุษย์ของบุตรขึ้น กายมนุษย์เป็นส่วนหยาบ ที่ถูกสร้างขึ้นจากธาตุดินน้ำไฟลมอากาศวิญญาณ (ธาตุ 6) ซึ่งเป็นทรัพยากรจากสิ่งแวดล้อมของโลกมนุษย์นั่นเอง เอามาเป็นร่างกายของเรา ซึ่งก็คือเครื่องมือใช้สอยของสัตว์โลกที่เวียนมาเกิดในชาตินี้
รายละเอียดต่างๆ มีบรรยายไว้หมด แม้การประกอบธาตุธรรมของบิดามารดา การประสมกำเนิดเดิมของทั้ง บิดามารดาและบุตร มีความรู้อยู่แล้ว จะไม่ขยายความในที่นี้
เมื่อสัตว์โลกเข้าสรวมในขันธโลก ซึ่งเปรียบเสมือนเครื่องพันธนาการอย่างหนึ่ง เห็นจำคิดรู้ถูกจำกัดอยู่กับเครื่องมือใช้สอยอันนี้ หากได้ขันธโลกที่เป็นสัตว์เดียรัจฉาน การพันธนาการก็ยิ่งอุกฤต ท่านจะต้องใช้กายหยาบนี้ ทำหน้าที่ต่อไปก่อน จนกว่าจะถึงเวลาที่โลกใบนี้เอากลับคืนไป
ความเป็นไตรลักษณ์ทั้งปวง อยู่ในขันธโลกนี้แหละ ที่สำคัญคือ ความเห็น ความจำ ความคิด ความรู้ ถูกปิดกั้น เราเห็นแต่เรื่องราวภายในโลกมนุษย์ คิดถึงอนาคต ก็ไม่พ้นอนาคตแค่กายมนุษย์ ซึ่งหยุดอยู่แค่ความตาย หากจะคิดเผื่อ ก็ไปในเรื่องของลูกหลาน เรื่องของตัวเองไปต่อไม่ได้ เพราะไม่มีความรู้เรื่องโลกทั้ง 3 นี้ บางท่านคิดว่ามีแค่กายมนุษย์เท่านั้น ตายไปคือจบ คือสูญ จึงไม่ได้คิดทำอะไรเผือความเป็นอยู่ในภพข้างหน้า เพราะหลังจากกายมนุษย์ตาย สัตว์โลก หรือใจจิดวิญญาณ ต้องแสวงหาที่อยู่ใหม่ ไม่สามารถเอาสมบัติของกายมนุษย์ติดตัวไปได้เลย แม้แต่ชิ้นเดียว
สิ่งที่จะเอาติดตัวไปได้ คือสิ่งที่สามารถติดเข้าไปในเห็นจำคิดรู้ หรือใจจิตวิญญาณ หรือกมลสันดาน ของเราเท่านั้น ซึ่งเป็นส่วนละเอียด ง่ายๆ ก็คือความดี ความชั่ว นั่นเอง อายตนะของกายมนุษย์สัมผัสไม่ได้ แต่พอรู้สึกได้ เราจะทำอย่างไร มีตำราให้ศึกษาอีกมากมาย ซึ่งไม่ยากเกินที่จะเรียนรู้

โลกที่ 3 ที่เกี่ยวข้องกับความเป็นตัวตนของเรา คือ อากาศโลก บางตำราเรียก โอกาสโลก เป็นเรื่องใหญ่อีกเรื่องหนึ่ง มันคือสิ่งแวดล้อมรอบตัวเรา ธาตุดินน้ำไฟลมอากาศ หรือแม้วิญญาณ ที่อยู่รอบตัวเรา ที่สัมผัสกับตัวเรา โลกใบนี้ถ้ามองดีๆ มีความลึกซึ้ง มีการเปลี่ยนแปรไปทุกวินาที เมื่อสัมผัสมาที่เรา เราบันทึกเป็นความทรงจำไว้ในเห็นจำคิดรู้ของเรา เป็นโลกส่วนตัวของเรา โลกใบนี้มีความแปรเปลี่ยนได้ง่ายมาก จังหวะเวลาโอกาสทั้งปวง ก็เป็นโลกใบนี้ เช่นวันนี้เราขับรถออกจากบ้าน เจอรถมาเฉี่ยวชนรถเรา แล้วก็มีเรื่องราวต่อเนื่องจากวันนี้เป็นต้นมา ถ้าคิดย้อนเวลากลับไปได้ หากเราออกจากบ้านช้าไปอีก 1 นาที รถคันนั้นผ่านเวลานั้นไปแล้ว ไม่มาเฉี่ยวชนกับเรา เหตุการณ์ก็เปลี่ยนใหม่ ถูกบันทึกใหม่ เหตุการณ์ต่างๆ เหล่านี้แหละ เป็นเรื่องของความละเอียด อะไรจะเกิดกับเรา มันถูกควบคุมโดยสิ่งอะไร ที่เรามองไม่เห็น อันนี้เป็นเรื่องของอากาศโลกในอีกระดับหนึ่ง
เหตุการณ์ทั้งปวงที่เราพบปะเจอะเจอมาตลอดชีวิต ส่งผ่านกายมนุษย์หยาบ หล่อหลอมตัวตนของเรา และฝังเข้าไปในใจจิตวิญญาณ ซึ่งนำติดตัวเราไป เป็นสิ่งที่เรามองไม่เห็น

แต่เหตุการณ์อย่างเดียวกัน เกิดกับคนแต่ละคน ทำไมตอบสนองไม่เหมือนกัน ชอบ ไม่ชอบ หรือเฉยๆ มีคำอธิบายอีกมากมายซึ่งเป็นความรู้ทางพุทธศาสนา แต่เริ่มลึกซึ้งในระดับวิปัสสนา คือเราต้องรู้ส่วนละเอียดของใจจิตวิญญาณของเราเพิ่มเติม ว่ามีการสั่งสมกันมานับภพนับชาติไม่ถ้วน เราต้องรู้กายวิภาค (น่าจะเรียกจิตวิภาค แต่อุปมาอุปมัย) ของใจว่าส่วนประกอบที่ละเอียดๆ มันลึกไปถึง ขันธ์ อายตนะ ธาตุ อินทรีย์ อริยสัจจ์ อินทรีย์ที่อ่อนแก่หยาบละเอียดต่างกัน ของแต่ละสรรพสัตว์ ทำให้การตีความเหตุการณ์ที่ผ่านเข้ามาทางอายตนะของแต่ละคน ไม่เหมือนกัน

แล้วความรู้เหล่านี้มาจากไหน
สัตว์โลกทั่วไปไม่สามารถมีความรู้เหล่านี้ขึ้นมาเองได้ ต้องอาศัยสัตว์โลกระดับสัพพัญญูเท่านั้น ที่จะเอาความรู้นี้มาสอนสัตว์โลกอื่นได้ ท่านจึงไม่ใช่คนธรรมดา เมื่อท่านมาโปรดสัตว์ สัตว์โลกในระดับสัพพัญญูของท่าน มาเกิดเป็นมนุษย์เช่น เป็นเจ้าชายสิทธัตถะ (ขันธโลก) แล้วอาศัยขันธโลกนั้นเพื่อโปรดสัตว์โลก ให้รู้ ให้ตื่น ให้เบิกบาน ตามท่านไปนั่นเอง


เมื่อมีความรู้มาถึงตรงนี้ เราจะทำอะไรได้บ้าง


หากเรามองอนาคตของเราได้แค่ขันธโลก เราก็จะแสวงหา เพลิดเพลิน อยู่กับสมบัติคุณสมบัติของกายมนุษย์

หากเรามองอนาคตไปไกลในระดับสัตว์โลก เราจะต้องเรียนรู้วิธีการยกระดับใจจิตวิญญาณของเรา เพิ่มระดับความรู้สึกนึกคิดของเรา เพื่อนำติดตัวไปข้างหน้า จึงเป็นความรู้เรื่องการสร้างบุญบารมี สืบต่อไป

หากเรามองอนาคตไกลขึ้นไปอีก ถึงระดับธาตุระดับธรรม ทำอย่างไรธาตุธรรมที่อุดหนุนเกื้อกูลเรา จะอยู่รอด ต้องศึกษากันอีกยาว แต่ก็ไม่ไกลเกินเอื้อม

มีบทความที่คล้ายกันเขียนอยู่ก่อนหน้านี้ ถือเป็นการอธิบายในอีกลักษณะหนึ่ง เช่น ความเข้าใจเรื่องโลก 3 กับคำทำนาย 2012 ลองดูนะครับ