Pages

Monday, July 18, 2011

สามัญสำนึกในการท่องสอบวิปัสสนาจารย์ (2)

ผมเคยเขียนเรื่องเกี่ยวกับการท่องสอบวิปัสสนาจารย์ไว้แล้วในตอนที่ 1 สามัญสำนึกในการท่องสอบวิปัสสนาจารย์ ท่านสามารถอ่านทบทวนได้ แม้ระยะนี้ ก็ยังมีวิทยากรใหม่ๆ สับสนในการท่องสอบอยู่เสมอ อาจเป็นนิมิตหมายที่ดีที่แสดงว่ามีผู้ให้ความสนใจจะมาเป็นวิทยากรสอนธรรมปฏิบัติกันมากขึ้น

จุดที่ดูสับสนมากที่สุดมักจะเป็นตอนสรุปจบ ที่ปิดท้ายด้วยการเห็นดวงธรรมของกายมนุษย์ แล้วนึกให้เกิดกายธรรมพระอรหัตต์ในท้องกายมนุษย์ ซึ่งผมได้อธิบายไว้มากพอสมควรในบทความเก่า แต่บางครั้งวิทยากรใหม่ก็ยังงงอยู่ บางท่านปฏิโลมกายกลับมาเรื่อยๆ จากนิพพาน มาจนถึงกายมนุษย์ละเอียด หรือกายฝัน ลำดับดวงธรรมของกายฝัน 6 ดวง 6 5 4 3 2 1 เห็นกายมนุษย์(หยาบ) เมื่อเห็นกาย เราก็ส่งใจมองปากช่องจมูก (หยุดในหยุด .. ละคำท่องบางส่วนไว้ในฐานที่เข้าใจนะครับ) มองเพลาตา มองจอมประสาท มองผ่านปากช่องลำคอ ลัดฐานลงไปในท้องกายมนุษย์หยาบนั้น เห็นดวงธรรม ตรงนี้เราเห็นดวงธรรมชองกายมนุษย์หยาบแล้ว วิปัสสนาจารย์ที่สอบกันมาแต่ดั้งเดิมก็ให้ส่งใจนิ่งไปกลางดวงธรรม เห็นจุดเล็กใสเท่าปลายเข็ม ส่งใจนิ่งไปกลางจุดเล็กใสเท่าปลายเข็ม ท่องใจดับอธิษฐานถอนปาฏิหาริย์ ถอนปาฏิหาริย์ดับอธิษฐาน นึกให้จุดเล็กใสเท่าปลายเข็มว่างออกไป นึกให้เกิดกายธรรมพระอรหัตต์ ขึ้นมาได้เลย

แต่บางท่าน เมื่อเห็นดวงธรรมของกายมนุษย์หยาบแล้ว กลับไล่ดวงธรรมในท้องกายมนุษย์หยาบอีก 6 ดวง 6 5 4 3 2 1 แล้วจึงให้มาเห็น ดวงธรรมของกายมนุษย์อีกครั้ง (ดวงที่ 7) ซึ่งดูซ้ำซ้อน และกายมนุษย์หยาบก็เป็นกายที่หยาบที่สุดในแกน 18 กาย การไล่ดวงธรรมปฏิโลมไปอีก จึงไม่มีเหตุผลว่าจะไปยังกายใดได้อีก กรณีนี้หากเราเผลอเรอ ก็คงพอกล้อมแกล้มทำไปด้วยความเผลอเรอนั้นและแก้กลับมาให้เห็นดวงธรรมได้ แต่ไม่ควรใช้เป็นบรรทัดฐานในการสอบทุกครั้ง

หากมีอะไรเพิ่มเติม จะนำมาเล่าสู่กันฟังอีกครับ
Dr. Niphon Longpradit  M.D.

Saturday, June 25, 2011

การฝึกจิต (Mind Practice Concept)

นานมาแล้ว ผู้รู้ได้จัดหมวดหมู่วิธีการใดใดที่กระทำต่อจิตมนุษย์ไว้ 4 อย่างคือ Concentration, Relaxation, Hypnosis, และ Meditation เป็นการเรียบเรียงโดยนักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาการฝึกจิตอย่างจริงจัง ผมจำที่มาไม่ได้เพราะนานเกินกว่า 10 ปีแล้ว จึงไม่อาจอ้างอิงไว้ตรงนี้ แต่ผมขอพูดถึงหลักการแต่ละอย่าง ดังนี้

Concentration คือการรวมใจ การจดจ่อใจ ของเราในสิ่งที่เรากระทำในชีวิตประจำวันทั่วๆ ไป เช่นจดจำสิ่งของที่เราจะไปซื้อ คำนวณค่าอาหารที่เราจะต้องจ่าย นึกเค้นคำตอบในเวลาทำข้อสอบ เป็นต้น การรวมใจในระดับนี้ยังไม่เข้มข้นพอที่จะเป็นการทำสมาธิ (Meditation) ซึ่งเป็นระดับการออกกำลังทางใจที่จะกล่าวต่อไป ถ้าเปรียบเทียบกับงานทางกาย ก็คือการออกแรงทำงานทั่วๆ ไปในชีวิตประจำวัน เราเคยได้ยินคนบางคนพูดว่าเขาทำงานหนัก ออกแรงทั้งวัน ถือเป็นการออกกำลังกายอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายใดใดอีก ซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะการออกแรงทำงาน ไม่ได้ใช้งานกล้ามเนื้ออย่างเป็นระบบเหมือนการออกกำลังกาย ผมยกตัวอย่างให้เข้าใจง่าย

Relaxation การผ่อนคลายทางจิต อันนี้เป็นการปล่อยใจไปตามสบายโดยไม่ให้ใจทำหน้าที่อะไรสักระยะหนึ่ง เหมือนการนอนหลับพักผ่อนของร่างกาย ถือเป็นวิธีคลายเครียดอย่างหนึ่ง แต่ไม่ได้ทำให้จิตมีกำลังขึ้น วงการแพทย์มักใช้วิธีนี้ในคลินิกคลายเครียด โดยจัดให้คนไข้นั่งในเก้าอี้โซฟาสบายๆ เปิดเพลงคลาสสิค หรือเปิดเสียงประเภท White noise ที่ปัจจุบันเราพบว่าช่วยปรับคลื่นสมองให้ผ่อนคลายอย่างมีนัยสำคัญ แล้วให้คนไข้จินตนาการถึงสิ่งที่ผ่อนคลายเช่น การไปท่องเที่ยวตากอากาศ บางทีอาจมีการกระตุ้นด้วยแสงสีต่างๆ สลับไปมาด้วย

Hypnosis การสะกดจิต การเหนี่ยวนำทางจิต การครอบงำทางจิต วิธีการนี้ต้องแยกแยะให้ดีระหว่างการสะกดจิตกับการทำสมาธิที่ถูกต้อง หลักการในตอนนี้คือ จิตมนุษย์แบ่งเป็น จิตสำนึก กับจิตใต้สำนึก จิตสำนึกคือจิตเราขณะมีสติตื่นตัวอยู่ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์พบว่ามีปริมาณแค่ 10 % เท่านั้น ที่เหลืออีก 90 % เป็นจิตใต้สำนึกที่นอนเนื่องอยู่ภายใน หลักการของการสะกดจิตส่วนใหญ่คือการเข้าไปควบคุมจิตใต้สำนึกของผู้ถูกสะกด ซึ่งมีปริมาณมหาศาล และสั่งคำสั่งใดใดไว้ ในวงการแพทย์อาจสั่งให้คนไข้ เลิกบุหรี่ เลิกเหล้า เลิกยาเสพติด ซึ่งเป็นไปในทางสร้างสรรค์ แต่ผลลัพธ์อยู่ได้ไม่นาน ต้องกลับมาสะกดกันบ่อยๆ ทำให้ต้องปลุกจิตใต้สำนึกขึ้นมา และกดจิตสำนึกลงไป

ต่อมาเริ่มมีความคาบเกี่ยวเรื่องการเหนี่ยวนำทางจิตไปสู่การทำสมาธิ (Meditation) โดยใช้หลักการคล้ายการสะกดจิตมาก แต่เป็นการเหนี่ยวนำจิตสำนึก (สติ) ของเราให้ทำตามรอยใจที่เป็นแบบฉบับที่พิสูจน์มาดีแล้ว นั่นคือ การบอกวิชชา ให้ผู้ฝึกทำตามนั่นเอง ไม่ได้เหนี่ยวนำให้ผู้ฝึกเกิดความง่วงซืม (จิตสำนึกอ่อนกำลัง) แล้วเข้าครอบงำจิตใต้สำนึกแบบการสะกดจิตดั้งเดิม จึงนำเข้าสู่การฝึกสมาธิในยุคใหม่ ที่มีทั้งการสั่งวิชชาไม่ว่าจะโดยครูอาจารย์ หรือการสั่งวิชชาด้วยใจของตัวผู้ฝึกเอง และอีกใจหนึ่งทำตามการสั่งวิชชานั้น

Meditation การทำสมาธิ คือการออกกำลังทางใจ นั่นเอง เทียบกับร่างกายก็ละม้ายกับการออกกำลังทางกาย เราออกกำลังทางกายโดยการนำหน้าที่ของกล้ามเนื้อมาทำให้ดีขึ้น โดยการเพิ่มแรงเพิ่มน้ำหนักให้กล้ามเนื้อ ยกให้ได้มากขึ้นทีละน้อย จาก 2 กิโลกรัม ไปเป็น 5 กิโลกรัม ไปเรื่อยๆ จนถึงเป้าที่เราต้องการเช่น 10 กิโลกรัม เราก็วัดผลได้ว่ากล้ามเนื้อเราแข็งแรงขึ้น

การฝึกใจ ก็เอาหลักการเดียวกันนี้มาใช้ แต่ใจไม่มีรูปร่างไม่มีตัวตน จึงต้องรู้ว่าใจมีหน้าที่อะไรบ้าง แล้วเอาหน้าที่ของใจมาพัฒนา หลวงพ่อวัดปากน้ำบอกเราว่าใจมีหน้าที่ 4 อย่างคือ เห็น จำ คิด รู้ เราจึงเอา เห็นจำคิดรู้ นี่แหละมาพัฒนา เหมือนกล้ามเนื้อมีหน้าที่ออกแรง เราก็เอาการออกแรงมาพัฒนาอย่างเป็นระบบ โดยการยกน้ำหนักเป็น Set

วิธีการพัฒนาเห็นจำคิดรู้ที่เป็นระบบมากที่สุด คือวิธีการทำสมถะในพุทธศาสนา ซึ่งมีให้เลือกถึง 40 วิธีตามจริตอัธยาศัยเป็นการปั้นใจเราขึ้นมา ให้ใจเราเริ่มทำงานง่ายๆ เช่นนึกดวงใส จนพัฒนาแข็งแรงขึ้นเป็นลำดับ ผมจะไม่พูดรายละเอียด เพราะไม่ใช่เนื้อหาของบทความตอนนี้

เมื่อใจแข็งแรงจนถึงจุดที่เหมาะสม (ควรมีการวัดผล) เราจึงเอาใจนั้นไปทำงานทางใจต่อไป เหมือนร่างกายที่ฝึกจนได้ที่แล้ว ก็เอาไปทำงานทางกาย เช่นเล่นกีฬาให้ชนะ เป็นต้น แต่ในพุทธศาสนา ส่งเสริมให้เอาจิตที่เป็นขึ้นดีแล้วนั้น ไปศึกษาให้รู้โลกอย่างแจ่มแจ้งในภาควิปัสสนา นั่นเอง

ขอจบบทความเรื่อง Mind Practice Concept ไว้เพียงนี้ก่อน
Dr. Niphon Longpradit  M.D.

Wednesday, June 8, 2011

การยกระดับธาตุธรรม

ผมห่างการเขียน Blog มานาน โดยตั้งใจจะเขียนแต่เรื่องที่สำคัญจริงๆ เท่านั้น เพราะเท่าที่ผ่านมา ผมเห็นว่าได้เขียนเนื้อหาที่อยากถ่ายทอดไว้พอสมควรแล้ว ท่านที่เคยติดตามขอได้โปรดทบทวน เพราะเนื้อหาบางอย่างเกี่ยวข้องกัน ซึ่งผมไม่ได้กล่าวซ้ำ และในบางครั้งเราอาจเกิดความคิดใหม่ๆ ต่อยอดขึ้นมา ในขณะทบทวน ทั้งที่เราเคยอ่านมาแล้วแต่อาจเร่งรีบจนไม่ทันได้พิจารณาเนื้อหาในส่วนลึก

วันนี้ เรามาเริ่มกัน เราคงเคยสงสัยว่า การสร้างบุญบารมีแต่ละอย่าง จะเทียบได้อย่างไรว่า บุญบารมีไหนมีอานิสงค์มากกว่ากัน หากเราเอาหลักของ การยกระดับธาตุธรรม มาพิจารณา จะช่วยให้เราตัดสินได้ง่ายขึ้น

การกระทำใดใดที่ทำให้เกิดการยกระดับธาตุธรรมของเรา หรือของผู้อื่นให้สูงขึ้น ถือเป็นบุญบารมีใหญ่ และการให้ความช่วยเหลือผู้บำเพ็ญบารมีในลักษณะนี้ ย่อมได้บารมีไปด้วย ตามส่วน


ในวิชชาธรรมกาย การยกระดับธาตุธรรมมีรูปแบบที่เข้าใจง่ายๆ ก็คือการเดิน(วิชชา) 18 กายนั่นเอง (ดูข้อ 1 ประกอบ) ซึ่งเป็นการยกระดับธาตุธรรมจาก ความเป็นมนุษย์ ไปเป็น ทิพย์ พรหม อรูปพรหม และกายธรรมในระดับต่างๆ

หากเราไม่เดินวิชชา แต่อาศัยการบำเพ็ญเพียรเพื่อยกระดับธาตุธรรม ต้องใช้การประพฤติธรรมในระดับที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งต้องยอมรับว่า ยาก และอาศัยเวลาในการบำเพ็ญเพียรมาก เมื่อเทียบกับการมาเรียนวิชชาธรรมกายและเดินวิชชา 18 กาย เสียอีก เช่น จากมนุษย์ปุถุชน จะไปเป็นเทวดา ต้องบำเพ็ญเทวธรรมคือ หิริโอตตัปปะ จากเทวดาจะไปเป็นพรหม ต้องบำเพ็ญ พรหมวิหาร 4 จนเกิดฌานสมาบัติ ทำเช่นนี้ไปในแต่ละระดับ

ผู้ใดสามารถทำให้ใครๆ เกิดการยกระดับธาตุธรรมขึ้น ไม่ว่าในขั้นตอนไหน ย่อมได้บารมีมหาศาล ในบันทึกของครูสมัยโบราณ ยกตัวอย่างเช่น หากเราใช้รู้ญาณกายธรรมของเราตรวจดู จะพบว่า มีผู้ที่ติดอยู่ในขั้นของ กายธรรมโคตรภูหยาบมากมายมหาศาล หากเราทำให้เขาเหล่านั้นก้าวต่อไปถึง กายธรรมโคตรภูละเอียดได้ เราย่อมได้บารมีสูง ในทำนองเดียวกัน ยังมีผู้ที่ติดอยู่ในลักษณะเช่นนี้ในขั้นอื่นๆ อีกมากมายนัก

หากเราให้ความสนใจมาที่กายมนุษย์หยาบ ข้อ 2 และข้อ 3 ในรูป จะพบว่าแค่เราเปลี่ยนให้มนุษย์คนหนึ่งที่ยังไม่มีการศึกษาไม่ว่าทางโลกหรือทางธรรม กลายเป็นมนุษย์ที่มีการศึกษา ด้วยการให้วิทยาทาน เราก็ได้บุญมากกว่าการให้อามิสทานแล้ว ยิ่งหากเราสามารถสอนมนุษย์ที่ยังไม่เห็นธรรม ให้มีดวงตาเห็นธรรมได้ คือให้ธรรมทาน แต่เป็นธรรมะระดับปฏิบัติ จนเกิดปฏิเวธ ย่อมเลิศกว่าการให้ทั้งปวง "สัพพะทานัง ธัมมะทานัง ชินาติ" นั่นเอง

การทำบุญแก่ผู้บำเพ็ญเพียรในเส้นทาง ของการยกระดับธาตุธรรม ย่อมมีอานิสงค์กว่ากันเป็นชั้นๆ เช่น การให้ทานแก่มนุษย์ย่อมมีอานิสงค์มากกว่าการให้ทานแก่สัตว์เดียรัจฉาน การให้ทานแก่มนุษย์ผู้บำเพ็ญตนเพื่อเป็นพระโสดาบัน ย่อมมีอานิสงค์มากกว่าการให้ทานแก่มนุษย์ทั่วไป ฯลฯ เราคงเคยได้ยินข้อมูลเหล่านี้มาบ้างแล้ว

การสอนธรรมปฏิบัติของเรา เป็นการยกระดับธาตุธรรมของผู้เรียนอย่างชัดเจน ให้เกิดดวงตาเห็นธรรม ให้เป็นธรรมกาย คุณลุงเคยบอกว่า "ไอ้ตอนที่ธรรมมันกำลังจะเกิดน่ะ บารมีมันมากมายก่ายกองเชียวนะ" แม้เราไม่ได้ไปสอนเองโดยตรง แต่ช่วยเหลือค่ารถ หรือไปช่วยจัดแถวเด็ก ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของการทำบารมีเหล่านี้แล้ว

หวังว่าเราคงเปรียบเทียบความ อ่อน แก่ ของบารมีที่เราทำ ได้พอสมควร

Wednesday, March 9, 2011

โลก 3


ในช่วงนี้มีอัศจรรย์เกิดขึ้นมากมาย ยังไงผมขอให้เราทบทวนเรื่อง เมื่ออัศจรรย์บังเกิด กับเรื่องศพไม่เน่า ไว้บ้าง อัศจรรย์ทั้งปวงเป็นแค่ ตัวชี้วัด ถึงอะไรบางอย่าง แต่มันหลอกให้เราหลงเชื่อได้ เช่น แต่เดิมเราตั้งเป้า  การเป็นผู้มีการศีกษาด้วย การเรียนจบมหาวิทยาลัย และชี้วัดด้วย ใบปริญญา แต่ปัจจุบันมีการแก่งแย่งกันมาก ก็เกิดมีใบปริญญาปลอมขึ้น สมมุติว่าอาจซื้อได้ด้วยเงิน ใบปริญญาซึ่งเคยชี้วัดความรู้แต่ดั้งเดิม จึงหลอกเราได้ ถ้าไม่ทันพิจารณา

วันนี้จะพูดถึงเรื่อง โลก 3 คือ สัตว์โลก ขันธโลก อากาศโลก ไม่ใช่ ภพ 3 ซึ่งหมายถึงกามภพ รูปภพ อรูปภพ นะครับ

โลกคือที่อยู่อาศัย โลกทั้ง 3 ก็เป็นที่อยู่อาศัยของธาตุธรรมทั้งปวง สุดแต่ฝ่ายไหนจะเข้ามามีอำนาจปกครอง เหตุการณ์ต่างๆ ก็จะผันแปรไปตามลักษณะธาตุธรรมที่มาปกครองนั้น


สัตว์โลก

หมายถึง ธาตุธรรมของเรา(เห็นจำคิดรู้) ที่เวียนมาเกิดในโลกมนุษย์นี้
สัตว์โลกถูกปกครองด้วยภาคปิฎก คือวิชชาที่มาบังคับใจสัตว์ ปิฎกภาคมารที่บังคับมนุษย์อยู่ คือ อภิชชา พยาบาท มิจฉาทิฐิ ผู้รู้พยายามแก้ให้ภาคพระปกครองด้วย ทาน ศีล ภาวนา

ขันธโลก

ตำราบางแห่ง เรียกว่า สังขารโลก
หมายถึง ร่างกายมนุษย์ของเรา เมื่อสัตว์โลกเวียนมาเกิดในโลกมนุษย์ ก็ต้องรวบรวมธาตุ ดิน น้ำ ไฟ ลม อากาศ อันเป็นธาตุธรรมตายของโลกใบนี้ มาสร้างเป็นเนื้อหนังมังสาส่วนต่างๆ ของร่างกายของเรา กลายมาเป็นขันธโลกซึ่งเป็นธาตุธรรมเป็น คือเนื้อตัวกายมนุษย์ของเรานั่นเอง
ขันธโลก ถูกปกครองด้วย ภาคทุกข์สมุทัย เราโดนปกครองมานานมาก จนเราต้องพิจารณาความเป็นไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) ว่าเป็นธรรมดาของสังขารของเรา ผู้รู้พยายามแก้ไขให้อำนาจปกครองกลับมาอยู่ข้าง นิจจัง สุขัง อัตตา โดยอาศัย นิโรจ กับมรรค เป็นแกนนำ

อากาศโลก

บางแห่งเรียกว่า โอกาสโลก
เป็นธาตุธรรมตาย(ดิน น้ำ ไฟ ลม อากาศ) ที่มนุษย์(สัตว์โลก+ขันธโลก) มาอาศัยอยู่ คิดง่ายๆ ก็คือโลกใบนี้นั่นเอง อากาศโลกเป็นภพภูมิสำคัญในการส่งวิชชาปกครองเข้ามาในสัตว์โลกและขันธโลก อากาศโลกสามารถแปรปรวนไปตามการปกครองของธาตุธรรมแต่ละฝ่าย รายละเอียดที่ลึกซึ้งกว่านี้ ขอให้ศึกษาเพิ่มเติมจากตำราที่เกี่ยวข้องนะครับ

คำอธิบายที่กล่าวมา ผมใช้การมาเกิดเป็นมนุษย์ เป็นบรรทัดฐาน หวังว่าผู้อ่านคงทำความเข้าใจเรื่องโลก 3 ได้ในระดับหนึ่ง

Thursday, February 17, 2011

เมื่ออัศจรรย์บังเกิด

ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาใด เรามักได้ยินข่าวคราวของอัศจรรย์ตามสถานที่ต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติ อธิบายด้วยเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้ บางอย่างก็เป็นข่าวโคมลอย บางอย่างก็เป็นเรื่องจริง ตัวอย่างเช่น หากเกิดมีแท่งภูเขาทองคำโผล่ขึ้นมาในสถานที่แห่งหนึ่ง เราจะมองเหตุการณ์เหล่านี้อย่างไร

ขอให้เราพิจารณาดังนี้

อย่าเพิ่งเชื่อ
ตามหลักกาลามสูตร หากพิสูจน์ว่าเชื่อถือได้แล้ว จึงพิจารณาต่อ

อย่าให้ศรัทธาอยู่เหนือเหตุผล
ขอให้มองที่มาที่ไป เช่นการเกิดเหตุแบบนี้สามารถอธิบายด้วยหลักวิชชา(ธรรมกาย)ของเราได้อย่างไร? ผู้ที่ทำให้เกิดซึ่งมักเป็นจักรพรรดิ์กายสิทธิ์หวังผลเช่นไร ผู้ปกครองหรือผู้คนในสถานที่แห่งนั้นมี Vision และ Mission หลักปฏิบัติในชีวิตของตนอย่างไร เทียบความรู้ที่มี สามารถทำให้เกิดอัศจรรย์เหล่านั้นได้แค่ไหน


หากไม่มีเหตุผลเพียงพออันคู่ควรกับการเกิดอัศจรรย์เหล่านั้น ก็เป็นเรื่องน่าคิด อาจเป็นการหลอกลวงให้เราไปหลงติดกับความเชื่ออย่างใดอย่างหนึ่ง และไม่พบความจริงแท้ในที่แห่งอื่นก็เป็นได้ เพราะการเกิดอัศจรรย์ก็มีได้ทั้งฝ่ายพระและฝ่ายมาร

แม้การมี Vision ว่าจะไปนิพพาน (ซึ่งสูงสุดในศาสนา) เราก็ต้องดูทางปฏิบัติ (Mission) ด้วยว่า ท่านสอนหนทางไปนิพพานได้ตรงแค่ไหน หรือว่าแวะเวียนระหว่างทางมากไปหน่อย มัวแต่จะไปเป็นเทพบุตร นางฟ้าในสรวงสวรรค์ หรือแม้ให้เกิดแค่ความร่ำรวยในโลกมนุษย์ซึ่งไม่จิรังยั่งยืน เป็นการเสียเวลาไป ก็ต้องดูด้วย

จักรพรรดิ์กายสิทธิ์(ภาคขาว) ท่านก็อยากมาสร้างบารมี โดยมาช่วยมนุษย์หรือหมู่คณะที่ทำความดี ท่านอาจมาทำอัศจรรย์เพื่อเรียกผู้คนให้มาทำบุญในสถานที่แห่งนั้น ซึ่งการจะมาช่วยใครได้หรือไม่ ย่อมมีตัวแปรอีกมากมาย เช่น การได้รับอาราธนา ความสะดวก ความปลอดภัย หรือแม้การที่ท่านจะรับรู้ได้ บางแห่งอาจเป็นคุณงามความดีสุดยอด แต่มาช่วยแล้วยังลำบากแก่ท่าน เกิดอันตรายแก่ท่าน หรือเกิดการกำบังจนท่านไม่อาจมาช่วยหมู่คณะนั้นได้ ก็เป็นเหตุผลที่น่าใส่ใจ

ครูในวิชชาธรรมกายของผม เคยปรารภมานาน ถึงอัศจรรย์ต่างๆ ซึ่งมีประปรายมาตลอดทุกยุคทุกสมัย ทำนองว่า ท่านมีฤทธิเดชานุภาพถึงขนาดนี้ ทำไมท่านไม่มาช่วยปราบมาร

ในบางครั้ง คุณงามความดีเป็นไปคนละแบบ อาจเป็นทางเลือกของจักรพรรดิ์ท่านก็ได้ เช่นภาคโปรด กับภาคปราบ เป็นต้น

สุดท้าย ผมเป็นแพทย์ ก็อยากยกตัวอย่างของแพทย์คือ ผมเห็นอาจารย์แพทย์ในโรงเรียนแพทย์ ท่านมีความรู้ความชำนาญมากกว่าแพทย์ที่ออกไปทำงานในชนบทมากมายหลายเท่านัก ส่วนหนึ่งอาจไม่ร่ำรวยเหมือนแพทย์ในชนบทซึ่งมีความรู้น้อยกว่า แต่พบปะผู้คนมากกว่า เราคิดว่าการเป็นอาจารย์แพทย์ กับการเป็นแพทย์ปฏิบัติงานในชนบท อย่างไหนดีกว่ากัน

ผมว่าตอบไม่ได้ ขึ้นกับมุมมองความต้องการของแต่ละคน


แต่ถ้ามองระยะยาว ผมว่าความรู้เป็นสิ่งสำคัญที่สุด ถ้าขาดความรู้ทางการแพทย์ ความเป็นแพทย์ก็ไม่เกิดขึ้น หากขาดอาจารย์โรงเรียนแพทย์ให้การอบรมสั่งสอน แม้แพทย์ชนบทก็จะไม่มีอีกต่อไป

ท่านที่ติดตามคงเปรียบเทียบเอาเองต่อนะครับ

Friday, January 21, 2011

เหตุที่เกิดแก่วิทยากร

เมื่อเร็วๆ นี้ มีเหตุเกิดแก่คนสำคัญของวิทยากรของเรา เป็นเหตุไม่คาดฝันทำให้ถึงแก่ความตาย ในช่วงเฉพาะหน้าที่อารมณ์ยังอยู่เหนือเหตุผล หลายท่านเกิดความสับสนว่าทำไมจึงเกิดเหตุอย่างนี้แก่พวกเราผู้สร้างบารมีได้ ผมเองก็สับสนไปเหมือนกัน แต่เราก็ต้องพยายามหาเหตุผลทั้งปวงมาอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นให้ได้ในระดับหนึ่ง ในฐานะที่เรายังพอมีสติ ไม่ได้เป็นผู้สูญเสียโดยตรง

เรามาเรียนรู้ในทางศาสนาทำไม? เราเข้าใจหลักการของศาสนาพุทธของเราแค่ไหน?

ตอบง่ายๆ คือ เพราะเราอยากพ้นทุกข์ ภัย โรค แต่เรารู้ว่าการวางแผนให้พ้นจากทุกข์ภัยโรค เอาแค่เฉพาะหน้านั้นไม่พอ ศาสนาทำให้เราเชื่อว่ามันยังมีภพหน้า การแก้ทุกข์ภัยโรคเฉพาะหน้าอาจใช้วิธีหาเงินให้รวยเข้าไว้ ก็พอจะแก้ได้ แต่มันอาจไม่ใช่คำตอบในระยะยาว จึงต้องมีการวางแผนที่ไกลขึ้นไปอีก

ผมเคยเขียนเรื่องความเชื่อของพุทธศาสนิกชน มี 3 แบบใหญ่ๆ คือเชื่อเรื่องไตรลักษณ์ เชื่อเรื่องกฏแห่งกรรม เชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไม่ได้แปลว่าเมื่อเราเชื่อหนักไปในแบบหนึ่งแล้ว เราจะไม่เชื่อในส่วนที่เหลืออีก 2 แบบ แต่หมายความว่ามันแบ่งกันเป็นส่วนๆ ที่มีความมากน้อยต่างๆ กัน ผู้ที่เชื่อหนักไปทางไตรลักษณ์ เขาก็มีความเชื่ออีกบางส่วนในเรื่องกฏแห่งกรรม และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ผมขอทำความเข้าใจไว้ตรงนี้ก่อน

วิชชาธรรมกายมีความเชื่อหนักไปทางสิ่งศักดิ์สิทธิ์ รู้ว่ากายมนุษย์ของเราก็ยังตกอยู่ในไตรลักษณ์ แต่เรามีความคาดหวังว่าสิ่งที่ไม่ตกอยู่ในไตรลักษณ์ยังมี และเรากำลังพยายามหาหนทางไปสู่ความไม่เป็นไตรลักษณ์นั้น การที่เราอยู่ระหว่างเดินทาง ไม่ได้แปลว่าเราพ้นไปจากไตรลักษณ์แล้ว เราคงต้องพิจารณาตามหลักวิปัสสนาญาณ 10 ในหนังสิอแนวเดินวิชชาหลักสูตรวิชชามรรคผลพิสดาร 1 หน้า 226-227 ถึงความไม่เที่ยงของสังขารด้วย เมื่อยังหนีกันไม่พ้นก็เกิดอารมณ์ของ สังขารุเปกขาญาณ คือ เมื่อกลืนไม่เข้า คายไม่ออก ก็ต้องอมไว้ก่อน เรารู้ว่ากายมนุษย์ไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตา เรากำลังพยายามเข้าสู่เส้นทางที่ไปให้ถึงความเป็นนิจจังสุขขังอัตตาให้ได้ในที่สุด แต่ตอนนี้ยังไม่มีใครไปถึง เราก็ต้องทนอยู่กับกายมนุษย์ที่ยังจ้องแต่จะแตกดับนี้ไปก่อน

เราลองพิจารณาว่าหากเหตุนั้นเกิดแก่คนในสายไตรลักษณ์ซึ่งเขาพิจารณาเนืองๆ ว่าสังขารทั้งหลายล้วนไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตา อยู่เป็นประจำ ไม่ได้มีความคาดหวังแบบเรา เขาย่อมยอมรับทุกข์นี้ได้ในระดับหนึ่ง ไม่ต้องมานึกว่า ทำไมสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่ช่วยเขา เขาก็จะปรับตัว และยังคงใช้ชีวิตในแบบที่เป็นอยู่ต่อไป ทำบุญ ทำทาน รักษาศีล กันต่อไป

หากเหตุเกิดแก่ผู้พิจารณากฏแห่งกรรมอยู่เนืองๆ เขาย่อมนึกถึงกรรมเก่าของแต่ละบุคคลซึ่งสร้างมาไม่เหมือนกันนับภพนับชาติไม่ถ้วน กรรมไม่ดีแต่ปางก่อนก็เป็นเหตุมาตัดรอนอายุขัยลง เหตุนี้เป็นผังวางมาก่อนแล้ว แต่รู้ญาณมนุษย์เราไม่อาจรับรู้ได้ง่ายๆ ไม่ว่าเขาจะไปอยู่ในความเชื่อแบบใดก็หนีกรรมปริมาณมากมายนี้ได้ยาก พวกเราต้องเสียใจกับเหตุเหล่านี้มากี่ภพกี่ชาติแล้ว สำหรับเรา เราต้องหาหนทางแก้ไขวัฏฐจักรนี้ให้ได้

แต่เมื่อเราเชื่อมั่นในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เราอาจผิดหวังที่ดูเหมือนว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยเราไม่ได้ อย่างไรก็ตามเรายังก้าวไปไม่ถึงขั้น นิจจัง สุขขัง อัตตา ที่แท้จริง เรายังครองกายมนุษย์ที่ยังตกอยู่ใน อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อยู่ เราจึงต้องมองความจริงอันนี้ประกอบด้วย

แน่นอน ไม่มีใครอยากเป็นทุกข์ ไม่มีใครอยากพลัดพราก แต่มันก็เกิดเหตุแก่เราแล้ว เกิดแก่กายมนุษย์ที่ยังแก่ได้ เจ็บได้ ตายได้ ของพวกเรา เราจึงต้องทำใจว่า การมาอยู่ในโลกมนุษย์ของเรา เป็นเพียงการมาอยู่ชั่วคราว โลกใบนี้ยังไม่ใช่บ้านที่ถาวรของเรา เรามาอาศัยพักพิงสร้างบารมีกันชั่วคราวเท่านั้น แล้วเราก็ต้องคืนสังขารร่างกายอันประกอบด้วยธาตุดินน้ำไฟลมให้แก่โลก และกลับไปยังที่อยู่ที่ถาวรกว่า

ข้อคิดสุดท้ายสำหรับวิทยากรก็คือ
  • ภัยมาใกล้ตัวแล้ว ถึงเวลาที่เราจะศึกษาวิชชาและสร้างบารมีกันอย่างจริงจังหรือยัง ทั้งนี้เพื่อป้องกันทุกข์ภัยโรคให้แก่ตัวเอง แล้วยังเผื่อแผ่ดูแลคนของเราให้ทั่วถึงด้วย และถึงแม้เราจะพลาดพลั้งตายไป ก็ไม่เสียดายแล้ว
  •  เดินวิชชา 18 กายทุกวัน อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง
  • พวกเราดูแลกันพอหรือยัง? หรือว่าเราดูแลอยู่ข้างเดียว อีกข้างยังไม่ปรบมือพร้อมกันกับเรา ก็ต้องพิจารณาด้วย
  • ให้ความสำคัญกับลางบอกเหตุ และพิจารณาแก้ไข ครูอาจารย์ในวิชชาธรรมกายสอนให้เราสังเกตว่าวันไหนมี ฟ้าแดง เกิดคราส เกิดดาวหาง มีดาวมาเคียงจันทร์ ฯลฯ ต้องเข้าวิชชาแก้ไข อันนี้เราก็อย่าปล่อยปละละเลย

สุดท้าย ขอไว้อาลัยแด่ผู้ที่จากเราไป และขอแสดงความเสียใจแก่ผู้สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก ท่านทำให้พวกเราไม่ประมาทในสิ่งที่เราทำอยู่ มันเป็นบทเรียนอันมีค่ายิ่งที่แลกมาด้วยชีวิต

Wednesday, January 19, 2011

หญ้าปากคอก (1)

วันนี้ เป็นเรื่องทั่วๆ ไป ที่ผมได้พบความตกหล่น หรือเข้าใจผิดในวิชชาของเรา จึงขอยกตัวอย่างซัก 2 เรื่อง ดังนี้

หมุนขวาในหมุนขวา หมุนขวาทับทวีในหมุนขวาทับทวี ๆ ๆ

ไม่น่าเชื่อว่าหลายท่านเข้าใจการหมุนขวาผิด คือหมุนผิดทางกลายเป็นการหมุนซ้าย ถ้าเราถือผลลัพธ์เป็นเกณฑ์ นับว่าเป็นความผิดที่ร้ายแรงมาก เพราะมันย่อมกลายเป็นทิศทางตรงกันข้ามกับการเดินวิชชาของธาตุธรรมภาคขาว กว่าผมจะรับรู้ว่ามีกรณีแบบนี้เกิดขึ้นในหมู่เรา พวกเราก็เข้ามาเดินวิชชากันอยู่หลายปี ส่วนหนึ่งอ้างว่าเขาถนัดซ้าย เขาเลยยกมือซ้ายขึ้น แล้วหมุนๆ ให้เราดู เราจึงได้รู้ว่ามันผิดทางมาตลอด
เราจะอธิบายอย่างไร การหมุนขวาคือการหมุนตามเข็มนาฬิกา การเดินเวียนขวาก็คือเดินวนรอบตามเข็มนาฬิกา หรือให้แขนขวาของเราหันไปหาจุดที่เราเดินรอบนั้น พูดยังไงให้ง่าย ก็ลองดูรูปประกอบนะครับ

ครบสี ครบสาย ครบกาย ครบองค์ ครบวงศ์ ครบชั้น ครบตอน ครบธาตุ ครบธรรม

ปรากฏอยู่ในคำอาราธนาพระพุทธเจ้าและจักรพรรดิ์
บางท่านเห็นมีสี มีสาย ครบๆ เกรงว่าจะอาราธนาธรรมภาคอื่นมาด้วย ก็เลยตัดบทขยายส่วนนี้ออกไปเองตามลำพัง ทั้งนี้คุณลุงได้รับรู้ความนี้แล้ว และได้อธิบายมาแล้ว ก็เกิดความเข้าใจกันแล้วว่าไม่ต้องตัดออก เพราะความตอนนี้เป็นส่วนขยายของภาคผู้เลี้ยงหรือจักรพรรดิ์นั่นเอง โดยเราอาราธนานำหน้ามาก่อนว่า อีกทั้ง จุลจักร มหาจักร บรมจักร และอุดมบรมจักร ของธรรมภาคขาวทั้งปวง เราขยายด้วยธรรมภาคขาวแล้วจึงต่อด้วย ครบสี ครบสาย ครบกาย ครบ...ซึ่งหมายถึงจักรพรรดิ์คงมีการแบ่งเป็นหลายรูปแบบ หลาย categories นั่นเอง
คำพูดวิชชาเหล่านี้มีมาแต่สมัยหลวงพ่อวัดปากน้ำแล้ว ทบทวนดูได้ในบทเรียนมรรคผลพิสดารตั้งแต่ภาคแรก ในบทเกี่ยวกับการหัดทำกายมนุษย์พิเศษ ก็มี
วันนี้เอา 2 เรื่องก่อนนะครับ