Pages

Wednesday, September 7, 2011

วิชชาธรรมกาย กับคณิตศาสตร์ (3)


ตอนนี้ ขอคุยไปเรื่อยๆ ต่อยอดจากพื้นฐานที่ได้คุยไว้เมื่อ 2 ตอนที่แล้ว การต่อยอดต้องระวังความเพี้ยน ความเฝือไว้ด้วยเสมอ สำหรับผม จะอ้างอิงความรู้จากตำราที่อ้างอิงได้ แต่บางเรื่องก็เป็นเรื่องที่เคยคุยส่วนตัวกับครูบาอาจารย์ ซึ่งครูของเรา ก็คือคุณลุง ท่านย้ำเสมอว่า เราจะรู้กันแค่ 2 คนไม่ได้ หมอต้องเอาไปพูดในที่ประชุม ผมจึงถือโอกาสใช้ blog นี้เป็นเครื่องมือสื่อสารอันหนึ่ง


ข้อ 1 เรื่องแกน X กับแกน Y


คุณลุงเคยถามผมเป็นการส่วนตัวว่า ทำอย่างไร เราจึงจะเอากำเนิดทั้ง 3 มาเดินวิชชาให้ครบ ให้ผมไปค้นคว้ามาเป็นการบ้าน

ภายหลังผมตอบคุณลุงไป 2 นัย ดังนี้

นัยที่ 1 มีความรู้ปรากฏอยู่ในมรรคผล 1 บทท้ายๆ เรื่องการถอยพืด เป็นการซ้อนสับกำเนิดเดิมทั้ง 3 ในตัวเรา คือทำไปทั้งอนุโลมและปฏิโลม เป็นการดึงกำเนิดเดิมทั้งหมดเข้ามาอยู่ในศูนย์ของเรา จากนั้นเราจึงเดินวิชชา 18 กาย คุณลุงรับรองความรู้นี้แล้ว

นัยที่ 2 ผมตอบคุณลุงทางโทรศัพท์ คือ ก่อนเดินดวงธรรมของกายมนุษย์หยาบ ให้อธิษฐานเอากายมนุษย์ของเราทุกกาลเวลา มาเดินวิชชา 18 กายด้วยกันกับเรา คุณลุงก็รับรองคำตอบข้อนี้ และชื่นชมว่ากว่าความรู้แต่ละอย่างจะเกิดขึ้น ใช้เวลาเนิ่นนานเหลือเกิน หมอค้นพบได้ จะทำให้กายของเราแข็งแรงขึ้น

ผมจะคุยตรงนัยที่ 2 นี่แหละ

หากเราเลื่อนจุด O ไปตามแกน X ที่เป็นกำเนิดเดิมของเรา เลื่อนมาทางซ้ายไปหากำเนิดที่เป็นต้นมากขึ้น คล้ายเราทำวิชชาปุพเพนิวาสญาณ ไปหยุดที่กำเนิดต้นที่อายุประมาณ 7 ขวบ มีอะไรน่าคิดหลายอย่าง เช่น กายมนุษย์เด็ก  7 ขวบนี้ ก็เป็นกายเรา แต่ไม่เหมือนเราในตอนนี้เลย มีเพียงความละม้ายกันเท่านั้น ไม่เหมือนแม้กระทั่งความคิดอ่าน แต่ก็เป็นกายเรา ตอนนี้เขาไปอยู่เสียที่ไหน ตอนนั้นเขายังไม่ได้เรียนวิชชาธรรมกาย เขาไม่มีโอกาสได้เดินวิชชา 18 กายเหมือนกับเราในตอนนี้ ทำอย่างไรกายของเราทั้งปวงจึงจะมีโอกาสมาเดินวิชชา 18 กายได้ ถึงตอนนี้ท่านจะเห็นความมากมายของธาตุธรรมแม้เป็นของเราเอง นี่แค่ชาตินี้ ยังมีชาติอื่นอีก การอธิษฐานเอากายมนุษย์ทุกกาลเวลาของเรามาเดินวิชชา 18 กายด้วย จึงต้องกระดิกจิตนึกเอามาให้หมด

วิชชา 18 กายสำคัญอะไรมากมายนัก ผมอยากให้พวกเราอ่านในปราบ 6 ตอนท้ายๆ ที่ว่า วิชชาสำคัญมีเพียง 2 อย่างคือ 1. วิชชา 18 กาย และ 2. วิชชาปราบมาร เปิดหาอ่านดูนะครับ


ตัวอย่างในข้อ 2 เรื่องการซ้อนกันเป็นชั้นๆ


ผมได้ยกตัวอย่างเกี่ยวกับการทำวิชชาของภาคเขา เราอาจมีความคิดต่อยอดหลายอย่าง เช่น


อย่ายึดถืออะไรเป็นกฏเกณฑ์ตายตัวจนเกินไป การซ้อนกันของวิชชาของเขาอาจสลับตำแหน่ง หรือมีเพิ่มเติมขยายความขึ้นอีกในตอนไหนก็ได้ เช่นวิชชาอธิษฐานกับปาฏิหาริย์ของเขา ก็อาจมีแทรกอยู่แทบทุกชั้น เราจึงต้องท่องดับอธิษฐาน ถอนปาฏิหาริย์ ไว้บ่อยๆ

เนื่องจากเขาเป็นผู้รุกราน เขาจึงมีวิชชาเชิงรุกมากมายมหาศาล เราได้แต่เดินวิชชาเพื่อแก้วิชชาของเขาเท่านั้น วิชชาเชิงรุกของเราแทบไม่มีเลย ยกเว้นเราจะพยายามฟื้นวิชชาของเราขึ้นมาเสียใหม่ เช่น วิชชาปิฎก วิชชาพรหมวิหาร วิชชาอิทธิบาท ให้มีโอกาสเข้ามาปกครองในเชิงรุกบ้าง

เขามีทีมงานที่เก่งฉกาจ และรู้หน้าที่ของตนเป็นอย่างดี ฝ่ายเราต้องพัฒนาให้มากขึ้น

เขาฉลาดรอบคอบ ไม่ทำวิชชาแค่ชั้นเดียว เก่งในการหลบหลีกมาแต่ไหนแต่ไร เรียกว่าเป็นมวยมาก่อน เราต้องเรียนรู้ศึกษาให้ทัน มิฉะนั้นเขาจะก้าวต่อไปถึงไหนๆ

เขาซ่อนกาย แต่เราไม่ซ่อน
ฯลฯ

ชักจะลึกมากขึ้น เอากันพอหอมปากหอมคอนะครับ

วิชชาธรรมกาย กับคณิตศาสตร์ (2)


3.    หากเราวางแผนการเดินวิชชา ด้วยลักษณะ Flowchart หรือ Diagram จะมองภาพรวมได้ง่ายขึ้น


เช่น การเดินวิชชา 18 กายประจำวัน ดังรูปข้างล่าง

การเดินวิชชา 18 กายขาอนุโลมโดยทั่วไป ก็เดินวิชชาจาก กายมนุษย์หยาบ (กายที่ 1) เดินดวงธรรม 6 ดวง ไปที่กายฝัน (กายที่   2) แล้วไล่ไปจนถึงกายธรรมพระอรหัตต์ละเอียด (กายที่ 18) ตามบรรทัดบนในรูป

แต่เมื่อสิ้นยุคหลวงพ่อวัดปากน้ำ คุณลุงบอกว่าไม่มีใครเลยที่สามารถเดินวิชชา 18 กายได้ตลอดรอดฝั่ง สมัยหลวงพ่อยังอยู่ หลวงพ่อคุมวิชชาให้เรา ยุคหลังๆ บางทีต่อวิชชาให้ผู้ที่เห็นดวงธรรม ไปได้แค่ดวงธรรมที่ 3 (ดวงสมาธิ) ของกายมนุษย์หยาบ ก็หยุดแล้ว บางทีต่อวิชชาไปแค่กายฝัน สอนให้ดูกายฝันเดินเหิรไปเหนือยอดหญ้า ก็มี การเห็นวิชชาในลักษณะนี้ยังอยู่ในขั้นของกายโลกีย์ จะถูกภาคมารตัดวิชชาให้เลือนไปได้ง่ายมาก ครั้นจะกลับมาให้เห็นใหม่ก็ยากขึ้นเสียแล้ว เพราะวิชชาจะซ้ำรอยเดิม ถูกปิฎกของภาคมารขวางไว้แน่นหนาแล้ว

คุณลุงดัดเหลี่ยมนี้ โดยให้เราสร้างบารมีสอนให้เต็มที่ทั้งที่วิทยากรหลายท่านก็ยังไม่เห็นวิชชา แต่เอาสิทธิอำนาจในการเปิดดวงปฐมมรรคไปใช้ก่อน ให้ดูเรื่องการกู้ยืมบารมีประกอบ ส่วนการเดินวิชชา 18 กายประจำวัน ให้ใช้วิธีท่องจำเอา ตามรอยใจที่เรียบเรียงไว้อย่างถูกต้องดีแล้ว เมื่อบารมีเรามากเข้า จากงานสอน จากการหมั่นเดินวิชชาประจำวันอยู่เสมอ และอื่นๆ ที่เราทำกันอยู่เป็นประจำนั้น ปิฎกภาคมารก็ขวางเราไม่ได้ เราจะเห็นธรรมได้ด้วยตัวเองเป็นธรรมชาติ เป็นธรรมดา ถึงตอนนั้นเราก็ทำอะไรมาได้เยอะแล้ว

อีกอันหนึ่ง ซึ่งเป็นความรู้ในสายแม่ชีถนอม และสืบเนื่องมาในยุคคุณลุง คือตอนที่เรายังไม่ไปสู่ขั้นตอนของการเดินวิชชา  18 กาย ตรงดวงธรรมที่ 1 (ดวงปฐมมรรค) ของกายมนุษย์หยาบ (ดูรูปประกอบ) เรามาเดินวิชชาให้เห็น 4 กายธรรมเบื้องต้นก่อน คือ ”Loop 4 กายธรรม ในรูป ถ้าเวลาไม่พอ หรือผู้เรียนยังไม่พร้อม ก็ยังไม่ต้องไปเดิน 18 กาย ขั้นตอนนี้มักเป็นขั้นตอนที่เราออกไปสอนตามโรงเรียน

แต่เมื่อเราจะเดินวิชชา 18 กายต่อ เราก็ออกจาก Loop คือให้กายธรรมต่อรู้ต่อญาณให้เห็นดวงธรรมของกายมนุษย์ (หยาบ) ตอนนี้ขอให้ทำความเข้าใจว่า เราจะใช้กายธรรมใดก็ได้ ต่อรู้ต่อญาณให้เรา ใช้ได้ตั้งแต่กายธรรมพระโสดา จนถึงกายธรรมพระอรหัตต์ แต่เรามักใช้กายธรรมพระอรหัตต์ และการเดินวิชชา 18 กายต่อจากนี้ ถือเป็นการเดินวิชชาโดยอาศัยรู้ญาณของกายธรรมชูช่วยเรา จะทำให้เดินวิชชาได้ตลอดรอดฝั่ง

มาถึงตรงนี้ หลายสำนัก เข้าใจผิดว่าเราเห็น  (เกิด) กายธรรมแล้วในช่วง Loop 4 กายธรรม (ในพระมีดวง ในดวงมีพระ) ก็ไม่จำเป็นต้องย้อนมาเดินวิชชา 18 กายอีก ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด ถ้าเราวาดผัง หรือ Diagram แบบข้างต้น เราจะเห็นได้ชัดเจนว่าเรายังอยู่ในขั้นตอนใด อีกอย่างคือความเข้าใจยุคเก่า ไม่ให้ความสำคัญกับกายโลกีย์ เมื่อหลุดมาเห็นกายธรรมแล้วก็เหมือนดีใจ และไม่อยากกลับไปเดินวิชชาที่กายโลกีย์อีก เป็นการ set priority ที่ผิด ผมจะคุยเรื่องนี้อีกทีในบทความถัดๆ ไป

การวาดผัง Flowchart หรือ Diagram ช่วยให้เราเห็นภาพรวม และทำให้วิชชาที่ดูซับซ้อน มองดูง่ายขึ้น บางท่านไม่จำเป็นต้องใช้วิธีนี้เพราะจำได้ชัดเจนในสมองแล้ว แต่หลายๆ ท่านคงช่วยได้บ้าง ไม่มากก็น้อย

เดิมว่าจะต่อยอดบทความที่แล้วไปด้วยกัน แต่จะยาวไปสำหรับบทความตอนนี้ เอาไว้เที่ยวถัดไปนะครับ

Monday, September 5, 2011

วิชชาธรรมกาย กับคณิตศาสตร์ (1)

จริงๆ แล้ววิชชาธรรมกายเป็นทั้งหมดของวิชชาทั้งปวง ผมเคยคุยกับวิทยากรว่า วิชชาธรรมกายเป็นทั้งหมดของพุทธศาสนา หากเราไม่คิดเช่นนั้นแสดงว่าเรายังมีความรู้น้อยไป วันนี้ผมจะยกตัวอย่างความเกี่ยวข้องกับคณิตศาสตร์ ไว้พอสังเขป

วิชชาธรรมกายเป็นคณิตศาสตร์

เราคงเคยได้ยินเรื่อง การคำนวณ ในวิชชาธรรมกาย แต่ผมจะให้ข้อมูลบางส่วน ดังนี้


1.       แกนตั้ง กับแกนนอน ( แกน X กับ แกน Y)


ผมคิดว่าแกนอย่างน้อย 2 แกนนี้มีความสำคัญมากในความเข้าใจวิชชาธรรมกาย ขอให้ดูรูปประกอบ
เราต้องจับแกนหลัก X กับ Y ให้ได้ก่อน

จุด O (Origin) คือจุด หรือธาตุธรรมใดใดที่เราพิจารณา

หากเราให้จุด O เป็น กายมนุษย์หยาบ แกนตั้ง หรือแกน Y ก็คือแกน 18 กาย โดยเดินวิชชาอนุโลม จากจุด O คือกายมนุษย์หยาบ ไปยัง Y+ คือกายธรรมพระอรหัตต์ละเอียด ถ้าเดินปฏิโลมก็เดินกลับจาก Y+ มาที่จุด O นั่นเอง

ส่วนแกนนอน คือแกน X ก็คือ แกนกายพิสดารของกายมนุษย์ (หยาบ)  ซึ่งมีสุดหยาบ ไปทาง X- และสุดละเอียด ไปทาง X+ นั่นเอง

แกนนอนมีได้หลายแกนสุดแต่เราจะพิจารณาอะไร ผมจึงเขียนภาพให้มี X1-, X1+ ซึ่งจะมี X2 X3 ไปได้เรื่อยๆ ตัวอย่างสำหรับกายมนุษย์หยาบก็คือ เราอาจพิจารณา กำเนิดต้นกลางปลาย พิจารณาจักรพรรดิ์ในกาย และอื่นๆ ได้อีกมาก สุดแต่ความรู้ในเรื่องสมบัติ คุณสมบัติ ของกายที่เราค้นคว้าได้

ที่สำคัญคือ เมื่อเราเลื่อนจุด O ไปวางยังตำแหน่งใด ไม่ว่าจะเป็นจุดใดใดบนแกนทั้งปวงนั้น จะเกิดจุด Origin ใหม่ ซึ่งมีแกนตั้งแกนนอนแบบเดียวกันได้อีกมากมายนับไม่ถ้วน นั่นคือเป็น set ซ้ำแล้วซ้ำอีกในเชิงคณิตศาสตร์ จึงเป็นความมากที่เราพอจะมองเห็นได้ โดยการพิจารณาแกนตั้งแกนนอนนั่นเอง

ความมากในทางคณิตศาสตร์ อาจเรียกว่าเป็นอนันต์ (Infinity) แต่ความมากในทางวิชชาเรียกได้หลายรูปแบบ แต่มักได้ยินคำว่า นับอสงไขยไม่ถ้วน อยู่บ่อยๆ ส่วนที่เหลือ ให้ไปหาดูในหนังสือทางมรรคผลของหลวงพ่อวัดปากน้ำถือเป็นการบ้านนะครับ

สมมุติ หากจุด O เป็น กำเนิดเดิม แกน X ก็เป็นกำเนิดต้น กลาง ปลาย ของชาตินี้ แกน Y ก็น่าจะเป็น กำเนิดเดิมในภพชาติต่างๆ ที่เราเกิดมาแล้ว (ต้น ในทางแกนตั้ง) กำลังเกิดอยู่ (กลาง ในทางแกนตั้ง) และที่จะเกิดต่อไป (ปลาย ในทางแกนตั้ง) นั่นเอง

หากให้จุด O เป็น จักรพรรดิ์ แกนตั้ง เราอาจให้เป็นแกน 18 กายของท่าน แกนนอนที่ 1 อาจเป็น จุลจักร มหาจักร บรมจักร อุดมบรมจักร แกนนอนที่ 2 อาจเป็น ช้างแก้ว ม้าแก้ว ขุนพลแก้ว ขุนคลังแก้ว นางแก้ว จักรแก้ว แก้วมณี สุดแต่เราจะพิจารณา

ยังเอามาใช้ได้อีกมากมาย และช่วยในการคำนวณทางวิชชาให้ครอบคลุม


2.       มองวิชชาให้ครอบคลุมด้วยลักษณะของการซ้อนกันเป็นชั้นๆ


ต่อไปนี้ ขอให้ถือเป็นการยกตัวอย่างให้ดูเท่านั้นนะครับ ที่เหลือคือการต่อยอดทางความคิดของท่านต่อไป

สมมุติว่า W คือวิชชาอะไรก็ตามที่ภาคมารเขาจะส่งมายังมนุษย์ เช่น โรค W

ในตัว W จะมีความมากมายไปทางแกน X และแกน Y เหมือนดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น แกน Y อาจเป็นแกน 18 กายของผู้ต้นคิดวิชชา แกน X หรือแกนนอน ก็อาจมี ผู้สอด ผู้ส่ง ผู้สั่ง ผู้บังคับ ผู้ปกครองย่อย ผู้ปกครองใหญ่ เครื่องรวมย่อย เครื่องรวมใหญ่ หัวใจเครื่องรวมใหญ่ของผู้ปกครองใหญ่ สุดแต่เราจะจับวาง ตัวตนเหล่านี้มีภพอยู่อาศัย กระจายความละเอียดของภพไปเป็น นิพพาน ภพ โลกันตร์ คิดโรคมาแล้วก็ทำเป็น เครื่อง คือวงกลม A นั่นเอง

ปรุงเครื่อง (โรค) เสร็จ เขายังไม่ส่งมา เขาหุ้มด้วยวงกลม B คือเหตุ 19 เพื่อให้ยากต่อการรู้เห็น คือหากรู้ญาณของธรรมภาคขาวเข้าไปสัมผัส ก็จะเห็นเป็นเหตุว่างทั้งปวง 19 รูปแบบ สาวไปไม่ถึงตัว W เรามองเห็นรอบตัวเราเป็นว่างไปหมด ไม่รู้เลยว่ามีอะไรถูกส่งมาบ้าง มองไปทางไหนก็มีแต่ว่างๆๆ จึงจัดเหตุว่างเหล่านี้ว่าเป็น เหตุหลักในตำราเล่ม 1 นั่นเอง ในเหตุว่าง B ก็มีกองกำลังสนับสนุนอีกมากมาย เป็นเหตุจร เหตุสอดแทรก ซึ่งเนื้อหาก็อยู่ในตำรานั่นเอง ส่วนตัว W เป็นเป้าหมายที่เราจะต้องไปพิชิต คือเหตุที่เราจะไปประจัญข้างหน้า นั่นแหละ

มาถึงขนาดนี้ เขาก็ยังไม่ส่ง W มา เขาหุ้มด้วยวงกลม C อีกชั้นหนึ่ง คือเหตุอธิษฐาน กับเหตุปาฏิหาริย์ คืออธิษฐานไว้อีกชั้นว่า ไม่ให้ธรรมภาคขาวแก้ได้ เขาสลับเหตุในวงกลม C นี้ไปมาอะไรมาก่อนมาหลังไม่แน่นอน เราจึงต้องท่อง ดับอธิษฐาน ถอนปาฏิหาริย์ แล้วปฏิโลมอีกว่า ถอนปาฏิหาริย์ ดับอธิษฐาน บางทีต้องสลับคำด้วย เช่น ดับปาฏิหาริย์ ถอนอธิษฐาน ถอนอธิษฐาน ดับปาฏิหาริย์ หากเราได้ยินใครเขาท่อง ก็อย่าเพิ่งไปว่าเขาผิด

เขาส่งมาหรือยัง ถ้าวิชชาไม่แก่นัก ก็อาจส่ง W มาได้แล้ว ถ้าวิชชาแก่ขึ้นอีก ก็ยังไม่ส่งมา เขากลั่นทั้งหมดให้ละเอียดมากเข้าๆ จนทั้งปวงนี้ เล็กเป็นฝุ่นเป็นผงเหมือนฝุ่นยานัดถุ์ หรือที่เรียกว่าจุดดำ นั่นเอง ถึงตอนนี้เขาจึงจะส่งโรค W มา

เพิ่งได้ 2 เรื่องของคณิตศาสตร์ แต่เนื้อหายังไม่หมด ต้องยกไปคราวหน้า เพราะตอนนี้ยาวมากแล้ว หวังว่าท่านผู้อ่านคงเริ่มสนุกกับการอ่านตำราวิชชาธรรมกายบ้างนะครับ เราต้องจัดหมวดหมู่ให้ดี จึงจะเกิดความเข้าใจ และจดจำได้ง่าย มาถึงตอนนี้ จะเห็นได้ว่า วิชชาไม่ใช่ของยาก แต่ต้องเรียนรู้อย่างถูกหลักและมีเหตุมีผล

เจอกันคราวหน้าครับ

Tuesday, August 2, 2011

ผู้มาใหม่

เมื่อท่านเลือก หรือจะลองเข้ามาศึกษาวิชชาธรรมกายในสายนี้ หรือแม้เราจะเข้าไปสู่หมู่คณะใหม่ๆ ที่ไหนก็ตาม ผมมีข้อคิดสำหรับผู้มาใหม่ ดังนี้


อย่าทำตัวเป็นน้ำเต็มแก้ว คือใส่อะไรใหม่ๆ เข้าไปไม่ได้อีกแล้ว ผู้มาใหม่อาจผ่านประสบการณ์ชีวิตมามาก แต่ท่านต้องยอมวาง ยอมพักสิ่งเหล่านั้นไว้ก่อน จงมีความอ่อนน้อมถ่อมตน ซึ่งเป็น 1 ในมงคลชีวิต ที่จะทำให้เราสามารถดึงดูดสิ่งใหม่ๆ เข้ามาในตัวเราได้ หมายรวมถึงความรู้อื่นใดที่ท่านเคยได้ยินได้ฟังมา แม้จะเป็นความรู้เกี่ยวกับวิชชาธรรมกายก็ตาม ก็ต้องวางไว้ชั่วคราว เพื่อรับฟังหลักการใหม่ๆ ได้อย่างไม่ขัดเขิน

ตรวจดูเป้าหมาย (Vision) และวิธีการ (Mission) ของหมู่คณะใหม่นั้น เพื่อทบทวนว่าท่านยอมรับได้หรือไม่เพียงใด เป้าหมายของเราง่ายๆ ก็คือการสร้างบารมีเข้านิพพานให้ได้เร็ว ไม่ตกหล่น วิธีการที่เราเน้น คือการสอนธรรมปฏิบัติ จนผู้เรียนเกิดดวงตาเห็นธรรม ดังนั้นผู้มาใหม่ต้องไปดูงานสอน อันเป็นหัวใจหลักในการสร้างบารมีสายเรา

อย่ายึดติดกับตัวชี้วัดที่เคยชิน เราทุกคนมีบรรทัดฐานของตนติดตัวมานาน เราต้องพยายามปล่อยวางไปก่อน ความรู้เรื่องวิชชาธรรมกาย เป็นความรู้ข้ามภพ ข้ามชาติ ขอให้ท่านพิจารณาเลือกเอาเองว่า จะอยู่ข้างผู้ชนะที่เห็นกันทางโลก หรืออยู่ข้างความรู้

ศึกษา ตำราที่มีอยู่ โดยเลือกเฟ้นตำราที่ถูกต้อง เลือกตำราที่เป็นของหลวงพ่อวัดปากน้ำจริงๆ มีอยู่กี่เล่ม ตำราคุณลุง มีอยู่กี่เล่ม และตรวจสอบแสวงหาผู้มีความรู้ที่จะเป็นที่ปรึกษาให้ท่านได้ ท่านจะได้สร้างบารมีได้ตลอดรอดฝั่ง การได้เจอของจริงนั้นยาก แต่การได้อยู่อย่างตลอดรอดฝั่งกับของจริงนั้นยากยิ่งกว่า

สุดท้าย ให้เรียนรู้หลักเรื่อง กาลามสูตร ไว้ด้วย


ขอท่านผู้มาใหม่จงประสบโชคดีในการเดินทางสร้างบารมีให้ได้ตลอดรอดฝั่ง บรรลุในสิ่งดีๆ ที่ท่านแสวงหาด้วยเถิด

Monday, August 1, 2011

วิชชา 18 กาย (2) - หลักการเบื้องต้น

ยังมีข้อโต้แย้งในการท่องสอบวิปัสสนาจารย์อยู่ประปราย ผมเองก็สอบผ่านมาจากแบบฉบับที่ผมบอกไว้ในบทความก่อนหน้านี้หลายบทความ เช่น วิชชา 18 กาย (1), สามัญสำนึกในการท่องสอบวิปัสสนาจารย์, สามัญสำนึกในการท่องสอบวิปัสสนาจารย์ (2) โดยใช้บทท่องสอบดั้งเดิม กับหนังสือทางรอดของมนุษย์ เป็นข้อมูลและพื้นฐานหลักในการเดินวิชชาเสมอมา ขอท่านผู้อ่านได้โปรดทบทวนความรู้เดิมด้วยนะครับ วันนี้ผมขอเพิ่มเติมรายละเอียดบางขั้นตอน รวมถึงประเด็นต่างๆ ที่ผมเคยได้ยินได้ฟังจากครูบาอาจารย์ในช่วงต้นๆ เพื่อไม่ให้ลืมเลือนไป

การเดินดวง เดินกาย

คือการเอาใจกายมนุษย์ของเราเดินวิชชาให้สัมผัสถึงดวงธรรมต่างๆ ของกาย และสัมผัสถึงกายแต่ละกาย ในที่นี้เราเดินดวงธรรม 6 ดวง และกาย 18 กาย

ครูบาอาจารย์พบว่า การเดินวิชชา 18 กายหลังยุคหลวงพ่อวัดปากน้ำนั้น แทบไม่มีใครเดินวิชชานี้ได้ตลอดรอดฝั่งเลย เราจึงต้องใช้รู้ญาณของกายธรรมช่วยในการเดิน 18 กาย เริ่มตั้งแต่ เราเดินวิชชาไล่ฐาน 7 ฐานของกายมนุษย์หยาบของเรา จนสุดท้ายใจเราไปท่อง "สัมมาอะระหัง" ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 จนเกิดดวงธรรมของกายมนุษย์ขึ้น ขั้นตอนนี้แต่ละท่านใช้เวลาช้าเร็วต่างกันไป เมื่อเกิดดวงธรรมแล้ว หากเป็นยุคแรกๆ หรือสำนักทั่วไป ก็จะไล่ดวงธรรมของกายมนุษย์ไปเรื่อยๆ จากดวงปฐมมรรค (ดวงธรรม 1) ไปยัง ดวงศีล (ดวงธรรม 2) ดวงสมาธิ (ดวงธรรม 3) ดวงปัญญา (ดวงธรรม 4) ดวงวิมุตติ (ดวงธรรม 5) ดวงวิมุตติญาณทัศนะ (ดวงธรรม 6) แล้วเกิดกายมนุษย์ละเอียด หรือกายฝัน ทำดังนี้ไปเรื่อยๆ  บางทีไปไม่ถึงกายที่ 18 คือกายธรรมพระอรหัตต์ละเอียด อาจารย์บางท่านหยุดการเดินวิชชาไว้แค่กายฝันบ้าง กายทิพย์หยาบบ้าง หรือแม้ แค่ดวงศีล ดวงสมาธิ ของกายมนุษย์ด้วยซ้ำ


ในสายคุณลุง ตอนที่เกิดดวงธรรมของกายมนุษย์ครั้งแรกนี้ ท่านสั่งวิชชาให้เกิดกายธรรมพระโสดา กายธรรมพระสกิทาคามี กายธรรมพระอนาคามี กายธรรมพระอรหัตต์ 4 กายธรรมนี้ขึ้นมาก่อน แล้วใช้รู้ญาณของกายธรรม (กายธรรมใดก็ได้) เดินวิชชา 18 กายต่อไป ก็คือ ให้กายธรรมต่อรู้ต่อญาณให้เห็นดวงธรรมของกายมนุษย์ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่เราค้างไว้แต่เดิม แล้วจึงลำดับดวงธรรม 6 ดวงไปหากายฝัน ต่อไป การเดิน 18 กายในตอนนี้ใช้รู้ญาณของกายธรรมมาชูช่วย ทำให้การเดินวิชชาสามารถทำได้ตลอดรอดฝั่งยิ่งขึ้น

ข้อน่าสังเกตุอีกอันก็คือ ปัจจุบัน เราพบว่า ในบรรดากายทั้ง 18 กาย กายมนุษย์(หยาบ) มีความแข็งแรงที่สุด เพราะเป็นกายที่ระเบิดไม่แตก ส่วนใจของกายมนุษย์(หยาบ)  ก็มีฤทธิ์ทางใจมากที่สุด เพียงแต่เป็นกายที่มีรู้ญาณอ่อนที่สุด จึงต้องพึ่งรู้ญาณของกายที่ละเอียดกว่า  ผมเคยเขียนเรื่อง กายมนุษย์นั้นสำคัญไฉน มาแล้ว

การเดินวิชชาเพื่อให้ใจของกายมนุษย์สัมผัสไปถึงกายต่างๆ จึงทำให้กายเหล่านั้นมีกำลัง ผมเคยถามคุณลุงว่า หากเราตกหล่นกายใดกายหนึ่งไปในระหว่างเดินวิชชา จะเป็นอย่างไรครับ คุณลุงตอบว่า กายนั้นก็ไม่สะอาด สำหรับการเดินวิชชาในวันนั้น

การเดินวิชชาอนุโลมปฏิโลม

คือการเดินวิชชาไปกลับ ขาไปคืออนุโลม ขากลับคือปฏิโลม หากเป็นการเดินวิชา 18 กาย อนุโลมปฏิโลม ก็ต้องเป็นดังนี้
เดินวิชชา 18 กายอนุโลม คือ เดินวิชชาจากกายมนุษย์หยาบ ไปถึงกายธรรมพระอรหัตต์ละเอียด ครบ 18 กาย
เดินวิชชา 18 กายปฏิโลม คือ เดินวิชชาจาก กายธรรมพระอรหัตต์ละเอียด กลับมาที่กายมนุษย์หยาบ ครบ 18 กาย

ส่วนดวงธรรมในแต่ละกายก็เดินอนุโลมปฏิโลมเช่นกัน ขาอนุโลมจาก ดวงปฐมมรรค(ดวงธรรม 1) ไปยังดวงวิมุตติญาณทัศนะ(ดวงธรรม 6) ขาปฏิโลมก็ไล่จากดวงวิมุตติญาณทัศนะ(ดวงธรรม 6) กลับมายังดวงปฐมมรรค(ดวงธรรม 1)

การเดินวิชชาอนุโลมปฏิโลมนั้น ถือว่ายิ่งมากเที่ยวยิ่งดี โบราณอาจถือเคล็ด 7 เที่ยว จะทำถึง หรือทำเกิน 7 เที่ยว ก็แล้วแต่ความสะดวก คุณลุงให้ยึดอารมณ์เราว่า บันเทิงหรือยัง ถ้าบันเทิงก็เป็นอันใช้ได้ ถ้าอย่างนั้นก็แสดงว่า ตอนเราเริ่มนั่ง เราอาจยังไม่ได้กำหนดตายตัวว่าเราจะเดินวิชชากี่เที่ยว แต่เราจะมารู้ตอนเราเดินวิชชาว่าบันเทิงหรือยังในตอนหลัง ดังนั้น เราจึงต้องพร้อมที่จะเดินวิชชาในเที่ยวถัดๆ ไปเสมอ จนกว่าจะเกิดอารมณ์บันเทิงขึ้น

ในความเป็นจริง เราอาจติดเงื่อนไขเรื่องเวลา เช่น เป็นการเดินวิชชาตอนเช้า ต้องรีบให้เสร็จ เพื่อไปทำงานต่อ นั่นก็ต้องทำไปตามเงื่อนไขเวลา จะไปกำหนดอารมณ์บันเทิงตายตัวนัก ยังไม่ได้

การนับจำนวนเที่ยว มักนับว่า ครบ 18 กาย ก็นับเป็น 1 ดังนั้น ขาอนุโลมเข้านิพพาน ก็ได้ 1 เที่ยว ขากลับคือปฏิโลมจากนิพพานมา ก็นับเป็นเที่ยวที่ 2 ถ้านับไป 7 เที่ยว เที่ยวที่ 7 ก็จะเป็นขาอนุโลมอีกครั้ง

หลายท่านที่ท่องสอบวิปัสสนาจารย์ เวลาปฏิโลมกายกลับจากนิพพาน ซึ่งถือว่าเป็นการเดิน 18 กายเที่ยวที่ 2 คือขาปฏิโลม อาจมีปัญหาตอนจบ และขาดกายมนุษย์หยาบกายสุดท้ายไป 1 กาย คือ เมื่อปฏิโลมกายกลับมาถึงกายฝันแล้ว ไล่ดวงธรรม 6 ดวง 6 5 4 3 2 1 บางท่านก็เดินวิชชาต่อว่า จุดเล็กใสเท่าปลายเข็มกลางดวงธรรม 1 ว่างออกไป เห็นดวงธรรมของกายมนุษย์หยาบ ซึ่งผมเคยให้ข้อคิดเห็นไว้แล้วว่า น่าจะให้เห็นกายมนุษย์หยาบก่อน แล้วเดินฐานกายมนุษย์หยาบไปที่ดวงธรรมของกายมนุษย์หยาบในท้องเสียก่อน เพื่อให้การเดินวิชชาขากลับ เป็นการเดินวิชชาให้ครบ 18 กาย และในที่นี้ ก็เป็นการเตรียมตัวเผื่อเดินวิชชาอนุโลมต่อในเที่ยวที่ 3 ได้ด้วย ซึ่งน่าจะลงตัว ผมไม่ขอฟันธงว่าความเข้าใจของผมถูกต้องที่สุด เพราะหลายท่านก็โต้เถียงกลับด้วยเหตุผลมากมาย

เหตุผลหนึ่งที่ได้ยินมาก็คือ การกลับมาที่กายมนุษย์หยาบทำให้เราเดินวิชชาถอยหยาบออกมา ซึ่งอันนี้ก็สุดแต่เราจะยกมากล่าวอ้าง เพราะหากใช้เหตุผลนี้ การเดินวิชชาในขาปฏิโลม เราก็เริ่มจากกายธรรมพระอรหัตต์ละเอียด มาที่กายธรรมพระอรหัตต์หยาบ มาที่กายธรรมพระอนาคามีละเอียด ซึ่งเป็นกายที่หยาบกว่าเดิมเรื่อยๆ มาอยู่แล้ว แต่มันไม่ใช่การถอนใจออกจากวิชชาที่เราเดินอยู่ ส่วนการที่เราส่งใจมองปากช่องจมูกกายมนุษย์หยาบในเที่ยวถัดๆ มานั้น ถ้าดูให้ดีๆ เราเดินวิชชาใน "ไส้" ทั้งนั้น มันไม่ใช่การถอยหยาบออกมา

สุดท้าย ผมยังเขียนไปไม่ถึง การเดินวิชชา เลย แค่อารัมภบท ก็ยืดยาวเสียแล้ว ขอจบตอนนี้ไว้ก่อนครับ

Monday, July 18, 2011

สามัญสำนึกในการท่องสอบวิปัสสนาจารย์ (2)

ผมเคยเขียนเรื่องเกี่ยวกับการท่องสอบวิปัสสนาจารย์ไว้แล้วในตอนที่ 1 สามัญสำนึกในการท่องสอบวิปัสสนาจารย์ ท่านสามารถอ่านทบทวนได้ แม้ระยะนี้ ก็ยังมีวิทยากรใหม่ๆ สับสนในการท่องสอบอยู่เสมอ อาจเป็นนิมิตหมายที่ดีที่แสดงว่ามีผู้ให้ความสนใจจะมาเป็นวิทยากรสอนธรรมปฏิบัติกันมากขึ้น

จุดที่ดูสับสนมากที่สุดมักจะเป็นตอนสรุปจบ ที่ปิดท้ายด้วยการเห็นดวงธรรมของกายมนุษย์ แล้วนึกให้เกิดกายธรรมพระอรหัตต์ในท้องกายมนุษย์ ซึ่งผมได้อธิบายไว้มากพอสมควรในบทความเก่า แต่บางครั้งวิทยากรใหม่ก็ยังงงอยู่ บางท่านปฏิโลมกายกลับมาเรื่อยๆ จากนิพพาน มาจนถึงกายมนุษย์ละเอียด หรือกายฝัน ลำดับดวงธรรมของกายฝัน 6 ดวง 6 5 4 3 2 1 เห็นกายมนุษย์(หยาบ) เมื่อเห็นกาย เราก็ส่งใจมองปากช่องจมูก (หยุดในหยุด .. ละคำท่องบางส่วนไว้ในฐานที่เข้าใจนะครับ) มองเพลาตา มองจอมประสาท มองผ่านปากช่องลำคอ ลัดฐานลงไปในท้องกายมนุษย์หยาบนั้น เห็นดวงธรรม ตรงนี้เราเห็นดวงธรรมชองกายมนุษย์หยาบแล้ว วิปัสสนาจารย์ที่สอบกันมาแต่ดั้งเดิมก็ให้ส่งใจนิ่งไปกลางดวงธรรม เห็นจุดเล็กใสเท่าปลายเข็ม ส่งใจนิ่งไปกลางจุดเล็กใสเท่าปลายเข็ม ท่องใจดับอธิษฐานถอนปาฏิหาริย์ ถอนปาฏิหาริย์ดับอธิษฐาน นึกให้จุดเล็กใสเท่าปลายเข็มว่างออกไป นึกให้เกิดกายธรรมพระอรหัตต์ ขึ้นมาได้เลย

แต่บางท่าน เมื่อเห็นดวงธรรมของกายมนุษย์หยาบแล้ว กลับไล่ดวงธรรมในท้องกายมนุษย์หยาบอีก 6 ดวง 6 5 4 3 2 1 แล้วจึงให้มาเห็น ดวงธรรมของกายมนุษย์อีกครั้ง (ดวงที่ 7) ซึ่งดูซ้ำซ้อน และกายมนุษย์หยาบก็เป็นกายที่หยาบที่สุดในแกน 18 กาย การไล่ดวงธรรมปฏิโลมไปอีก จึงไม่มีเหตุผลว่าจะไปยังกายใดได้อีก กรณีนี้หากเราเผลอเรอ ก็คงพอกล้อมแกล้มทำไปด้วยความเผลอเรอนั้นและแก้กลับมาให้เห็นดวงธรรมได้ แต่ไม่ควรใช้เป็นบรรทัดฐานในการสอบทุกครั้ง

หากมีอะไรเพิ่มเติม จะนำมาเล่าสู่กันฟังอีกครับ
Dr. Niphon Longpradit  M.D.

Saturday, June 25, 2011

การฝึกจิต (Mind Practice Concept)

นานมาแล้ว ผู้รู้ได้จัดหมวดหมู่วิธีการใดใดที่กระทำต่อจิตมนุษย์ไว้ 4 อย่างคือ Concentration, Relaxation, Hypnosis, และ Meditation เป็นการเรียบเรียงโดยนักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาการฝึกจิตอย่างจริงจัง ผมจำที่มาไม่ได้เพราะนานเกินกว่า 10 ปีแล้ว จึงไม่อาจอ้างอิงไว้ตรงนี้ แต่ผมขอพูดถึงหลักการแต่ละอย่าง ดังนี้

Concentration คือการรวมใจ การจดจ่อใจ ของเราในสิ่งที่เรากระทำในชีวิตประจำวันทั่วๆ ไป เช่นจดจำสิ่งของที่เราจะไปซื้อ คำนวณค่าอาหารที่เราจะต้องจ่าย นึกเค้นคำตอบในเวลาทำข้อสอบ เป็นต้น การรวมใจในระดับนี้ยังไม่เข้มข้นพอที่จะเป็นการทำสมาธิ (Meditation) ซึ่งเป็นระดับการออกกำลังทางใจที่จะกล่าวต่อไป ถ้าเปรียบเทียบกับงานทางกาย ก็คือการออกแรงทำงานทั่วๆ ไปในชีวิตประจำวัน เราเคยได้ยินคนบางคนพูดว่าเขาทำงานหนัก ออกแรงทั้งวัน ถือเป็นการออกกำลังกายอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายใดใดอีก ซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะการออกแรงทำงาน ไม่ได้ใช้งานกล้ามเนื้ออย่างเป็นระบบเหมือนการออกกำลังกาย ผมยกตัวอย่างให้เข้าใจง่าย

Relaxation การผ่อนคลายทางจิต อันนี้เป็นการปล่อยใจไปตามสบายโดยไม่ให้ใจทำหน้าที่อะไรสักระยะหนึ่ง เหมือนการนอนหลับพักผ่อนของร่างกาย ถือเป็นวิธีคลายเครียดอย่างหนึ่ง แต่ไม่ได้ทำให้จิตมีกำลังขึ้น วงการแพทย์มักใช้วิธีนี้ในคลินิกคลายเครียด โดยจัดให้คนไข้นั่งในเก้าอี้โซฟาสบายๆ เปิดเพลงคลาสสิค หรือเปิดเสียงประเภท White noise ที่ปัจจุบันเราพบว่าช่วยปรับคลื่นสมองให้ผ่อนคลายอย่างมีนัยสำคัญ แล้วให้คนไข้จินตนาการถึงสิ่งที่ผ่อนคลายเช่น การไปท่องเที่ยวตากอากาศ บางทีอาจมีการกระตุ้นด้วยแสงสีต่างๆ สลับไปมาด้วย

Hypnosis การสะกดจิต การเหนี่ยวนำทางจิต การครอบงำทางจิต วิธีการนี้ต้องแยกแยะให้ดีระหว่างการสะกดจิตกับการทำสมาธิที่ถูกต้อง หลักการในตอนนี้คือ จิตมนุษย์แบ่งเป็น จิตสำนึก กับจิตใต้สำนึก จิตสำนึกคือจิตเราขณะมีสติตื่นตัวอยู่ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์พบว่ามีปริมาณแค่ 10 % เท่านั้น ที่เหลืออีก 90 % เป็นจิตใต้สำนึกที่นอนเนื่องอยู่ภายใน หลักการของการสะกดจิตส่วนใหญ่คือการเข้าไปควบคุมจิตใต้สำนึกของผู้ถูกสะกด ซึ่งมีปริมาณมหาศาล และสั่งคำสั่งใดใดไว้ ในวงการแพทย์อาจสั่งให้คนไข้ เลิกบุหรี่ เลิกเหล้า เลิกยาเสพติด ซึ่งเป็นไปในทางสร้างสรรค์ แต่ผลลัพธ์อยู่ได้ไม่นาน ต้องกลับมาสะกดกันบ่อยๆ ทำให้ต้องปลุกจิตใต้สำนึกขึ้นมา และกดจิตสำนึกลงไป

ต่อมาเริ่มมีความคาบเกี่ยวเรื่องการเหนี่ยวนำทางจิตไปสู่การทำสมาธิ (Meditation) โดยใช้หลักการคล้ายการสะกดจิตมาก แต่เป็นการเหนี่ยวนำจิตสำนึก (สติ) ของเราให้ทำตามรอยใจที่เป็นแบบฉบับที่พิสูจน์มาดีแล้ว นั่นคือ การบอกวิชชา ให้ผู้ฝึกทำตามนั่นเอง ไม่ได้เหนี่ยวนำให้ผู้ฝึกเกิดความง่วงซืม (จิตสำนึกอ่อนกำลัง) แล้วเข้าครอบงำจิตใต้สำนึกแบบการสะกดจิตดั้งเดิม จึงนำเข้าสู่การฝึกสมาธิในยุคใหม่ ที่มีทั้งการสั่งวิชชาไม่ว่าจะโดยครูอาจารย์ หรือการสั่งวิชชาด้วยใจของตัวผู้ฝึกเอง และอีกใจหนึ่งทำตามการสั่งวิชชานั้น

Meditation การทำสมาธิ คือการออกกำลังทางใจ นั่นเอง เทียบกับร่างกายก็ละม้ายกับการออกกำลังทางกาย เราออกกำลังทางกายโดยการนำหน้าที่ของกล้ามเนื้อมาทำให้ดีขึ้น โดยการเพิ่มแรงเพิ่มน้ำหนักให้กล้ามเนื้อ ยกให้ได้มากขึ้นทีละน้อย จาก 2 กิโลกรัม ไปเป็น 5 กิโลกรัม ไปเรื่อยๆ จนถึงเป้าที่เราต้องการเช่น 10 กิโลกรัม เราก็วัดผลได้ว่ากล้ามเนื้อเราแข็งแรงขึ้น

การฝึกใจ ก็เอาหลักการเดียวกันนี้มาใช้ แต่ใจไม่มีรูปร่างไม่มีตัวตน จึงต้องรู้ว่าใจมีหน้าที่อะไรบ้าง แล้วเอาหน้าที่ของใจมาพัฒนา หลวงพ่อวัดปากน้ำบอกเราว่าใจมีหน้าที่ 4 อย่างคือ เห็น จำ คิด รู้ เราจึงเอา เห็นจำคิดรู้ นี่แหละมาพัฒนา เหมือนกล้ามเนื้อมีหน้าที่ออกแรง เราก็เอาการออกแรงมาพัฒนาอย่างเป็นระบบ โดยการยกน้ำหนักเป็น Set

วิธีการพัฒนาเห็นจำคิดรู้ที่เป็นระบบมากที่สุด คือวิธีการทำสมถะในพุทธศาสนา ซึ่งมีให้เลือกถึง 40 วิธีตามจริตอัธยาศัยเป็นการปั้นใจเราขึ้นมา ให้ใจเราเริ่มทำงานง่ายๆ เช่นนึกดวงใส จนพัฒนาแข็งแรงขึ้นเป็นลำดับ ผมจะไม่พูดรายละเอียด เพราะไม่ใช่เนื้อหาของบทความตอนนี้

เมื่อใจแข็งแรงจนถึงจุดที่เหมาะสม (ควรมีการวัดผล) เราจึงเอาใจนั้นไปทำงานทางใจต่อไป เหมือนร่างกายที่ฝึกจนได้ที่แล้ว ก็เอาไปทำงานทางกาย เช่นเล่นกีฬาให้ชนะ เป็นต้น แต่ในพุทธศาสนา ส่งเสริมให้เอาจิตที่เป็นขึ้นดีแล้วนั้น ไปศึกษาให้รู้โลกอย่างแจ่มแจ้งในภาควิปัสสนา นั่นเอง

ขอจบบทความเรื่อง Mind Practice Concept ไว้เพียงนี้ก่อน
Dr. Niphon Longpradit  M.D.