Pages

Friday, May 25, 2012

แก่น หรือ กระพี้


ความยากของการเรียนรู้ความจริงในสิ่งต่างๆ คือการแยกแยะว่า อะไรสำคัญ อะไรไม่สำคัญ แม้สิ่งทั้งปวงนั้นจะเป็นความจริง ไม่ใช่ความหลอกลวงก็ตาม

ผมเคยสัมผัสกับผู้มีรู้มีญาณมามาก รู้เห็นทุกอย่างรอบตัวจนเป็นปกติ แถมรู้เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ แต่ส่วนใหญ่มักมาบอกเราเมื่อเหตุการณ์เกิดไปแล้ว มีคราวหนึ่งเราไปเที่ยว แล้วเด็กทำรองเท้าตกน้ำ เขาก็ไปซุบซิบกับคนมีรู้ญาณด้วยกันเองว่า เขาเห็นเหตุการณ์นี้มาก่อนตั้งแต่ย่างเท้าเข้ามาในบริเวณนั้นก็รู้สึกได้ทันที เธอเห็นหรือไม่ แล้วเขาเหล่านั้นก็คุยกันด้วยความบันเทิงใจว่าเขาสามารถเห็นเหตุการณ์ได้ก่อนที่มันจะเกิด แต่ผมกลับหงุดหงิดว่าหากเธอรู้ว่าสิ่งไม่ดีจะเกิด ทำไมไม่แก้ให้มันไม่เกิด หรือกลัวว่าหากทำให้มันไม่เกิด ตัวเองจะมาคุยเขื่องไม่ได้ ที่สำคัญคือหากเป็นเหตุการณ์การตัดสินใจสำคัญๆ เขามักเข้าข้างกลุ่มคนที่เราเห็นว่าเป็นภัยด้วยซ้ำ แสดงว่ารู้ญาณนั้นเปิดในเรื่องไร้สาระเพื่อให้เขาหลงติดในความสามารถของเขา แต่การตัดสินถูกผิดในเรื่องสำคัญจริงๆ กลับเอาเหตุเอาผลไม่ได้

แน่นอน ความรู้บางอย่างที่ระลึกรู้ขึ้นมาได้ อาจเป็นชนวนให้เกิดความรู้สำคัญขึ้นในอนาคต แต่อะไรจะเป็นตัวตัดสิน และมันคุ้มที่จะซื้อหรือไม่

วงการแพทย์ มีความรู้ใหม่ๆ เกิดขึ้นทุกวัน แต่วงการแพทย์มีกลไกควบคุมความรู้เหล่านั้น เริ่มต้นให้ทดลองกันในหมู่เล็กๆ หากจะเผยแพร่ ก็นำลงในวารสารท้องถิ่นระดับโรงพยาบาลก่อน ถ้าได้รับการยอมรับ ก็เผยแพร่ออกสู่โลกที่กว้างขึ้น โดยลงบทความในวารสารระดับจังหวัด ระดับประเทศ ระดับโลก หากเกิดการยอมรับจึงมีสิทธิ์นำลงในตำรามาตรฐานให้แพทย์และนักเรียนแพทย์ได้ศึกษากัน แม้ตำรามาตรฐานก็ต้องตรวจสอบเป็นระยะๆ ทุกๆ 5 ปี 10 ปีก็ว่ากันไป การอ้างอิงความรู้ทั้งปวง ต้องกล่าวอ้างได้ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร ตำราของท่านทันสมัยหรือโบราณขนาดไหน

หากวงการธรรมะทำได้อย่างวงการแพทย์ซึ่งเป็นเรื่องทางโลก ก็คงดีไม่น้อย แต่จะมีความละเอียดอ่อนกว่าเพราะกล่าวถึงสิ่งที่ไม่อาจรู้เห็นกันตรงหน้าได้ง่ายนัก

ปัญหาทั้งปวงในโลกใบนี้ เกิดจากความเชื่อ เกิดจากรู้ญาณ(ความรู้ภายใน)ที่หลากหลายทั้งสิ้น เกิดเป็นแขนงแห่งความเชื่อแตกออกไปไม่รู้จบ ความเชื่อทำให้คนเราทำได้ทุกอย่าง พลีชีพตัวเองได้ ฆ่าคนอื่นได้ มีพฤติกรรมแปลกๆ ที่มนุษย์ทั่วไปเขาไม่ทำกันก็ได้ แล้วอะไรคือความถูกผิด หากเราไม่มีหลักยึดประจำใจกันไว้ก่อนแต่เนิ่นๆ หลักยึดเหล่านั้นเป็นพื้นฐานที่อาจต้องเพาะบ่มมาจากครอบครัว หรือโรงเรียน หรือองค์กรอะไรก็ตาม หรือแม้เป็นบารมีเก่าที่ติดตัวมา นั่นเอง

เช่น เรายึดปิฎกของธรรมภาคขาวสำหรับมนุษย์ คือ ทาน ศีล ภาวนา หากปลูกสำนึกนี้มาแต่เด็ก เราเชื่อโดยหลักเหตุผลว่า หากทุกคนมีทานศีลภาวนาประจำใจ โลกย่อมร่มเย็นเป็นสุข นี่เป็นแก่น คุณความดีอื่นๆ ที่จะแตกแขนงออกไป ก็ให้ยึดหลักปิฎกนี้ เหมือนรัฐธรรมนูญเป็นแก่น กฎหมายลูกต่อๆ มาก็ต้องเป็นไปตามแนวรัฐธรรมนูญ

เมื่อเราค้นพบวิชาใหม่ๆ เราต้องเชื่อมโยงความรู้ว่ามันต่อยอดจากหลักการเดิมตรงไหน หากเราอ้างว่าเราพบวิธีปราบมารแบบใหม่ เราก็ต้องอ้างได้ว่าของเก่าเป็นอย่างไร เราต่อยอดจากของเก่าตรงไหน หรือแม้ไม่ได้ต่อยอดแต่ต้องรู้ว่ามันต่างมาจากเดิมอย่างไร ภาพรวมขณะนี้เป็นอย่างไร หากจะปราบมารในภพ 3 เรามองภาพรวมอย่างไร เรามีกำลังพอจะสู้เขาไหม กำลังที่จะสู้สรรหามาจากไหน ไปหามารได้ที่ใด ไม่ใช่เอากันแค่เฉพาะที่โผล่มาให้เห็น ใช้ความรู้อะไรในการปราบ ปราบแล้วทำอย่างไรไม่ให้เขากลับมาปกครองธาตุธรรมตรงนั้นได้อีก ต้องคุยกันยาว

สรุปคือ ความเป็นจริงทั้งปวงในโลกใบนี้มีมากมายมหาศาล ทั้งที่เกิดมาก่อนแล้ว กำลังเกิดอยู่ และจะเกิดต่อไป อะไรคือแก่นสาร อะไรคือกระพี้ที่เป็นเรื่องสัพเพเหระเสียเวลาใส่ใจ ต้องแยกแยะให้ดีเพราะเรามีเวลาจำกัด เสียเวลาไปก็ต้องให้คุ้มค่า อย่าให้กระพี้มีความสำคัญเหนือแก่น เช่นให้สัญญากันไว้ แต่ผิดสัญญา แล้วอ้างเหตุผลที่ดูดีในการผิดสัญญา เราจะวินิจฉัยอย่างไร มันก็ต้องผิดมาตั้งแต่เกิดการผิดสัญญาซึ่งเป็นแก่นของเรื่อง ส่วนเหตุผลอื่นที่ตามมาเป็นเพียงกระพี้เท่านั้น

Thursday, March 22, 2012

วิชาธรรมกาย กับประวัติศาสตร์ (5)


ความตอนนี้ ฟังหูไว้หู นะครับ

เรื่อง ปราบมาร ไม่ใช่จะมาพูดกันเล่นๆ เพราะมารขัดขวางเต็มกำลัง ยากแก่การเผยแพร่สู่โลกภายนอก แต่ปัจจุบัน งานปราบมารของคุณลุงซึ่งเป็นครูบาอาจารย์ในทางธรรมของพวกเรา มาถึงจุดสำคัญจริงๆ แล้ว

ในภาค 3 ผมได้เขียนถึงตำราวิชาธรรมกายในยุคของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ในตอน วิชาปราบมาร ว่าไม่มีตำราเขียนไว้ชัดเจน ความรู้ที่สืบทอดมาจึงเป็นเพียงการบอกเล่าต่อๆ กันในหมู่ผู้เป็นวิชาธรรมกายชั้นสูงที่เข้าเวรอยู่ในโรงงานทำวิชา มีผู้เคยถามหลวงพ่อว่าทำไมไม่ทำตำราปราบมารไว้บ้างเลย ท่านตอบว่ามารเขาห้ามไว้

แต่ยุคปัจจุบัน มีตำราปราบมารออกสู่สาธารณะแล้ว 6 ภาค บรรยายทั้งภาควิชาการ และเหตุการณ์ ที่ต่อเนื่องลุ่มลึกไปตามลำดับ ผมไม่อาจบรรยายซ้ำโดยละเอียดได้ เพราะเนื้อหาซับซ้อนมาก ท่านควรหาอ่านให้ครบ หลายแห่งอาจทำตำราในชื่อเดียวกัน ซึ่งผมติดตามหาอ่านและศึกษามาโดยตลอดแทบทุกแห่ง พบว่าส่วนใหญ่ แม้แต่คำจำกัดความของคำว่า มาร ก็ไม่มีอยู่ในหนังสือ ส่วนเนื้อหา ก็เป็นหัวข้อธรรมะทั้งหลายซึ่งเป็นลักษณะคำสอนทั่วไป ให้คนเราอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุข ก็คือภาคโปรดนั่นเอง ไม่ใช่ภาคปราบ

เช่นเดียวกับประวัติศาสตร์ตอนที่ 1 ซึ่งกล่าวถึงอดีต แต่ตอนนี้ กล่าวถึงอนาคต มันอาจไม่เป็นอย่างที่กล่าวก็ได้ แต่มันคือแนวโน้มที่อาจจะเป็นไปได้ โดยอ้างอิงจากหนังสือ ปราบมาร เล่มที่ 1 ถึง 6 ซึ่งท่านไม่จำเป็นต้องเชื่อผม ขอให้ยึดหลักกาลามสูตร เข้าไว้

โดยสรุป มารคือผู้ขัดขวางคุณงามความดี และยังมีความหมายอีกหลายนัยยะ แบ่งเป็นหมวดหมู่ได้หลายรูปแบบ ในพระไตรปิฎกแบ่งไว้ถึง 9 รูปแบบ (ปราบมาร 1 หน้า 1) แต่การปฏิบัติทางญาณทัสสนะ ไม่ว่าอะไร ถ้าไม่ขาวและไม่ใส ถือว่าเป็นมารทั้งนั้น การปราบมาร ก็คือการกระทำใดใด ให้ความไม่ขาวไม่ใสดับไป และทำให้เกิดความขาวใสขึ้นมาแทน

วิธีปกครองของมาร มี 2 อย่าง คือ ปกครองใหญ่ ได้แก่ ปกครองธาตุธรรม ปกครองนิพพาน กับ ปกครองย่อย ได้แก่ ปกครองภพ 3 นั่นคือเขาปกครองหมด ไม่ว่าใคร ตามที่เขียนไว้ในประวัติศาสตร์ภาค 1 นั่นเอง

ในตำรายังมีรายละเอียดอีกมาก แต่ขอกล่าวต่ออย่างรวบรัด

การวางแผนปราบมารของคุณลุง ก็พุ่งเป้าไปที่ ปกครองใหญ่ ก่อน โดยเริ่มรบมาตั้งแต่วันเข้าพรรษาปี พ.ศ.2527 ท่ามกลางความลำบากทั้งปวงที่จะพึงมี แพ้บ้างชนะบ้าง ถึงกับจะประกาศเอกราช (การรบชนะ) มาโดยตลอด แต่ก็ยังไม่ได้สักที บางคราวความชนะปรากฏอยู่นานมาก จนเข้าใจว่ามารหมดแล้ว สักพักก็พบมารอีก ในบันทึกมีเหตุการณ์ขึ้นๆ ลงๆ เช่นนี้มาตลอด ตั้งแต่เริ่มปราบมารปีแรกๆ ประกาศเอกราชและวันสำคัญไปบ้างหลายครั้ง จนกระทั่งถึงยุคตำราปราบมาร 6 ซึ่งอยู่ในช่วงปี พ.ศ.2547-2548 เป็นช่วงที่มีบันทึกว่ามารห่างหายไปจากนิพพานเป็นเวลานาน แม้ยังพบอยู่ประปราย จนธาตุธรรมส่วนใหญ่มีความตั้งใจจะประกาศว่าหมดมารอยู่หลายครั้ง และเป็นช่วงที่การปราบมารเริ่มรุกคืบมายังปกครองย่อย (ภพ 3) แต่เรายังไม่เห็นเหตุการณ์ชัดๆ ในภาคภพ 3 ตามที่จดบันทึกไว้

มาถึงปัจจุบัน ย่างเข้าสู่ปี พ.ศ.2554-2555 ห่างจากยุคในตำราปราบมารภาค 6  มาประมาณ 7-8 ปี มาถึงเวลานี้ หากจะมีประกาศว่า หมดมาร ท่ามกลางความวุ่นวายสับสนในโลกมนุษย์ที่เรายังอาศัยอยู่ เราจะพิจารณาอย่างไร

เราจะวินิจฉัยอะไร เราต้องตั้งตัวชี้วัดขึ้น แต่ก็ต้องรอบคอบว่า เป็นตัวชี้วัดที่ถูกต้องจริงๆ กับเหตุการณ์นั้นๆ ด้วย

เราเปิดตำรารุ่นแรกคือ ปราบมารภาค 1 หน้า 157 เรื่องข้อพิสูจน์ว่าหมดมาร คือเหตุการณ์ทางโลก จะดีขึ้น และเหตุการณ์ทางธรรม จะดีขึ้น

นั่นเป็นผลลัพธ์ที่คาดหวัง แต่ความเป็นไปเหล่านี้จะช้าเร็วทันใจเราขนาดไหน

เมื่อดูความเป็นมาว่า เราถูกปกครอง จนไม่เป็นตัวของตัวเองมานานแสนนาน เปรียบเสมือนประเทศที่เพิ่งโค่นล้มผู้นำเผด็จการ   (แถมต่างถิ่นด้วย) ได้สำเร็จ คงเหลือแต่ประเทศที่บอบช้ำ ที่ต้องการการฟื้นฟูอย่างหนัก

จากประสบการณ์ปราบมารของครู พบว่าท่านเริ่มต้นจาก ปกครองใหญ่ มาก่อน แล้วทะยอยประกาศเอกราชมาเป็นระยะๆ หลายช่วงเวลา ความชนะทั้งปวงที่เราอ่านเจอจากตำรา ล้วนเป็นความชนะที่เกิดจากการไม่พบเห็นมารในปกครองใหญ่แล้ว เป็นส่วนใหญ่

เมื่อเป็นดังนี้ ตัวชี้วัดว่ามารหมดก็น่าจะเริ่มจากตัวชี้วัดในระดับนิพพาน ซึ่งยากแก่การรู้เห็น เพราะต้องอาศัยรู้ญาณของผู้ได้ธรรมกายอย่างแก่กล้ามากๆ เท่านั้น  แม้เรารู้เห็นบ้าง ก็ยังไม่อาจเชื่อรู้ญาณนั้นได้ทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม เราลองพิจารณาตัวชี้วัดเหล่านี้ดู หากนิพพานเป็นบรมสุขขึ้นมาจริงๆ สิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นก็คือ เมื่อเดินวิชชาเข้านิพพาน ก็น่าจะรู้สึกได้ถึงความสว่างไสวอันมากกว่าที่เคยเป็นมา อาจจะเห็นพระพุทธองค์ทรงบันเทิง และช่วงเวลานี้ ก็มีผู้เห็นโดยรู้ญาณเช่นนั้นจริงๆ เวลาเดินวิชชาอาราธนาให้พระพุทธองค์มาชูช่วยเรา ก็เห็นพระองค์และจักรพรรดิ์มากมายก่ายกองมาช่วยเราได้อย่างเต็มกำลัง เกิดผลสำเร็จอัศจรรย์จากการเดินวิชามากขึ้น และง่ายขึ้น

ที่สำคัญ คือ งานใดใดที่เป็นความสำคัญของธาตุธรรม โดยเฉพาะการสอน(ให้เกิด)ธรรม จะมีความศักดิ์สิทธิ์อัศจรรย์กว่าแต่ก่อน รวมถึงงานสอนจะทยอยเกิดขึ้นเรื่อยๆ โดยพบปัญหาและอุปสรรคน้อยลงกว่ายุคก่อน ซึ่งผมสังเกตมาตลอด 10 กว่าปี ว่างานสอนธรรมไม่เคยลดปริมาณ และคุณภาพลงเลย ไม่ว่าผู้สอนจะเปลี่ยนหน้าเปลี่ยนตาไปเช่นไร ผู้สอนหรือผู้เคยสอนจะไปหกคะเมนตีลังกาอย่างไร งานสอนธรรมซึ่งถือเป็นงานของธาตุธรรม ไม่เคยลดลง และผมมีความเชื่อมั่นเสมอมาว่า ไม่มีใครขวางงานสอนได้

ส่วนภาคของภพ 3 เราคงต้องดูกันอีกหน่อย ซึ่งไม่น่ายากแล้ว แม้มารระดับปกครองใหญ่ส่วนหนึ่งจะหนีลงมายังภพ 3 ก็ตาม เกิดความเข้มข้นของผลงานของเขาไปทั่ว ทำให้ตัวชี้วัดในระดับภพ 3 หรือโลกมนุษย์ ยังบอกอะไรเราได้ไม่ดีนัก

ถึงกระนั้น เราต้องทำความเข้าใจว่า หากใครก็ตามสามารถเดินวิชาเข้านิพพานได้อย่างสม่ำเสมอ หรือหากสามารถเดินวิชาอาราธนาธาตุธรรมในนิพพานให้มาชูช่วยเราได้ (ทำวิชชา) ท่านน่าจะปลอดภัยกว่าใคร เพราะโดยหลักการ ธาตุธรรมย่อมมาชูช่วยพวกเราได้สะดวกกว่ายุคก่อนๆ เปรียบเสมือน มีงบประมาณอยู่แล้ว หากผู้ใดผันงบประมาณมาใช้ได้ ผู้นั้นก็เจริญ

เป็นยังไงบ้างครับ มันจะเป็นจริงหรือเปล่าหนอ เราก็ต้องดูกันต่อไป

Monday, March 19, 2012

วิชาธรรมกาย กับประวัติศาสตร์ (4)


เมื่อเราติดตามประวัติศาสตร์มา 3 ตอน เราคงเห็นปัญหาทั้งปวงของธาตุธรรมได้พอสมควร เราลองมาสำรวจกันในตอนนี้

โลกมนุษย์ ก็คือสนามรบ สนามสร้างบารมีของพวกเรา มันไม่ใช่ที่อยู่ถาวรที่เราจะมาอยู่อาศัยกันตลอดไป แม้ในยุคนิพพานเป็น ก็มีการสร้างบารมีมาก่อน ก่อนที่ธรรมภาคมารจะมาก้าวก่ายอำนาจปกครอง การสร้างบารมีก็เพื่อพัฒนาธาตุธรรมของตนให้สูงขึ้น แล้วเปลี่ยนแปรตัวเองให้เข้าสู่ความเป็นธาตุเป็นธรรมที่ถูกยกระดับเข้าไปในนิพพาน (เป็น) หากเข้าใจเช่นนี้ จึงไม่ควรยึดติดกับความเป็นอยู่ในโลกจนเกินไป และมองหนทาง มองอนาคต ให้ไกลเกินกว่าความเป็นมนุษย์ที่เป็นกันอยู่ ในเมื่อชีวิตต้องมีการวางแผน แต่การวางแผนของคนทั่วไปอย่างดีก็วางแผนไว้แค่ตาย แต่ควรมองไกลไปกว่านั้น โดยวางแผนไว้เผื่อประโยชน์ในภายภาคหน้า และประโยชน์สูงสุดด้วย

การพัฒนาธาตุธรรม ทำได้ด้วยการสร้างบารมี ซึ่งมีหลักสูตรหลักคือ การสร้างบารมี 10 ทัศศ์ ตามเส้นทางที่เราเรียกว่า มรรค ในส่วนหยาบของมนุษย์ก็คือ มรรคมีองค์ 8 อันมี สัมมาทิฐิ เป็นต้น ที่เราเคยมีโอกาสเรียนพุทธศาสนาในโรงเรียนกันในสมัยโบราณ ส่วนละเอียด มรรคคือทางเดินของใจ ก่อนจะเดินไป ก็ต้องมีการละลายไปตามเส้นทาง ซึ่งอาศัยอำนาจของมรรคทั้งสิ้น

คนยุคก่อนมีปกติอยู่ในปิฎก 3 คือสุตตันตปิฎก อันมีทาน เป็นต้น วินัยปิฎก อันมีศีล เป็นต้น และอภิธรรมปิฎก อันมีภาวนา เป็นต้น เป็นหลักปฏิบัติ หรือคุณสมบัติพื้นฐานของธรรมภาคขาว

แต่การสร้างบารมี มีปัญหาที่ไม่ตรงไปตรงมา จากการก้าวก่ายอำนาจปกครองของธรรมภาคมาร ความลำบากง่ายๆ ที่เห็นก็เช่น เราเคยประพฤติปิฎกทานศีลภาวนาแก่คนของเราด้วยกัน แต่กลับต้องเจอะเจอกับคนที่มีการปนเป็น และต้องกลายเป็นการประพฤติทานศีลภาวนาให้แก่คนที่ถมไม่เต็ม คนที่พร้อมจะทำร้ายเราแม้เรามีทานศีลภาวนาให้แก่เขา แต่เราก็ยังต้องอยู่ต่อไป และพยายามสร้างบารมีตามหลักสูตรเดิม โดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

การแก้ไขที่ธรรมภาคขาวพอจะกระทำได้ คือการส่งคน (ภาคโปรด) มาสั่งสอนสัตว์โลกถึงวิธีการปฏิบัติดังกล่าว ให้พ้นจากทุกข์ภัยโรคทั้งปวง แก้เขาไม่ได้ก็ต้องหนี และหลีกเลี่ยงจากสิ่งที่โดนทุกข์ภัยโรคเล่นงาน เพียงสถานเดียว ที่ผ่านมา ทำยังไงกายมนุษย์ก็ไม่อาจหนีพ้นจากทุกข์ภัยโรคไปได้ การสร้างบารมีต้องเปลี่ยนหลักการจากการยกระดับธาตุธรรมของตน ไปเป็นการหนีไปให้พ้นจากกองทุกข์ทั้งปวง แล้วเข้านิพพาน (กายธรรม) ที่เชื่อว่าเป็นอมตสุข แต่ต้องถอดกายมนุษย์ออก เพราะกายมนุษย์เป็นศูนย์รวมของทุกข์สมุทัยมาแต่ไหนแต่ไร และเขาก็ไม่ยอมให้นิพพานยุคใหม่เข้าได้ด้วยกายมนุษย์

เห็นปัญหาดังนี้แล้ว เราบอกได้คำเดียวว่า การแก้ปัญหาไม่มีทางอื่นนอกจากการทำให้ธาตุธรรมของเราเป็นอิสระ พ้นจากการปกครองของธรรมภาคมาร และกลับไปใช้ชีวิตให้เป็นปกติสุขได้อย่างเดิม แต่เราจะเป็นคนลักษณะเดิมเสียทั้งหมดไม่ได้ เพราะจะกลับมาแพ้เขาได้อีก

ธาตุธรรมจึงต้องส่งคน (ภาคปราบ) มาเพื่อ ปราบมาร เป็นระยะๆ จนเหตุการณ์ล่วงเลยมาถึงยุคปัจจุบันนี้

Wednesday, March 14, 2012

วิชาธรรมกาย กับประวัติศาสตร์ (3)


เดิมว่าจะเขียนประวัติศาสตร์ในแบบเดิมต่อ แต่คิดว่าเนื้อหาของพุทธศาสนา ทั้งพุทธประวัติ ตลอดถึงการเกิดขึ้นของพระไตรปิฎกหลังพุทธกาลจนมีการสังคายนาไปแล้วประมาณ 8 รุ่น (เมื่อนับที่เข้ามาในประเทศไทย เฉพาะฝ่ายหินยาน) ซึ่งชาวพุทธสามารถศึกษาได้ไม่ยาก จึงขอไม่กล่าวถึงรายละเอียด ผมเพียงกระชับเหตุการณ์เข้ามาสู่ยุคของวิชชาธรรมกายเท่านั้น

ไม่ว่าเราจะเรียนรู้เรื่องใด เราควรมีความเข้าใจประวัติศาสตร์ของเรื่องนั้นๆ ให้ถ่องแท้ หรือไม่ก็ ให้พอรับรู้ ถึงที่มาที่ไปของบัญญัติต่างๆ หรือตำราต่างๆ ได้บ้าง

ศาสนาพุทธก็เช่นกัน เราต้องเรียนพุทธประวัติ ควบคู่ไปกับคำสอน หากเราอ่านจากพระไตรปิฎกจะพบว่าทุกๆ เรื่องของวินัย และคำสอนทั้งปวง จะอ้างอิงเหตุการณ์สถานที่ ตัวละคร และบทสรุปต่างๆ สุดท้ายลงเอยที่พระพุทธองค์ทรงตัดสินอย่างไร ทรงให้ข้อคิดคำสอนอย่างไร เป็นบัญญัติสุดท้ายเสมอ

เป็นที่น่าสังเกตว่า พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้ากลับได้รับการรวบรวมเรียบเรียงหลังพระพุทธองค์ทรงปรินิพพานไปแล้ว ไม่ได้เรียบเรียงไว้ก่อนตั้งแต่พระองค์ยังทรงพระชนม์อยู่ หากมีการเรียบเรียงไว้ก่อน ก็อาจมีการไต่ถามกล่อมเกลาจากพระพุทธองค์ได้ เราก็คงไม่ต้องพะวงถึงพระไตรปิฎกที่แตกแขนงออกมาเป็นฝ่ายหินยาน และมหายาน ตั้งแต่ยุคต้นๆ หลังพุทธปรินิพพานใหม่ๆ กระมัง

การสืบทอดพระไตรปิฎกในช่วง 100-200 ปีแรก อาศัยการท่องจำสืบต่อกันมา ที่เรียกว่า มุขปาฐะ มาเริ่มจารึกเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างจริงจังในยุคพระเจ้าอโศก แต่เดิมเราเข้าใจว่าการท่องจำเอา อาจมีความคลาดเคลื่อน แต่เมื่อดูจากความรู้คุณลุง ไม่ได้มีความเห็นเช่นนั้น ความคลาดเคลื่อนในยุคนั้นสามารถเกิดได้จากการสืบรู้สืบญาณเข้าไปถามความรู้ได้ไม่กี่นิพพาน และยังได้รับคำตอบที่ไม่ชัดเจนมากกว่า ซึ่งเราต้องมาเรียนรู้กันอีกที

พระไตรปิฎกที่สืบทอดมาทางประเทศไทยเป็นฝ่ายหินยาน ผมจำง่ายๆ ว่าเป็นฝ่ายที่รักษาเอกลักษณ์ดั้งเดิมไว้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นวัตรปฏิบัติ การแต่งกาย ฯลฯ แต่ทางฝ่ายมหายาน จะยืดหยุ่นกว่า อาจมีการเปลี่ยนแปลงวัตรปฏิบัติบางอย่างให้เข้ากับยุคสมัย เพราะพระพุทธองค์ทรงอนุญาตไว้ เพียงแต่ไม่ได้บอกกฏเกณฑ์หรือรายละเอียดว่าจะเปลี่ยนแปลงตอนใดได้บ้างเท่านั้น จึงมีความเห็นแตกเป็น 2 ฝ่ายหลังพุทธปรินิพพาน

การศึกษาพุทธศาสนา หากเรามีโอกาส เราก็น่าจะรับรู้ความรู้ของทั้ง 2 ฝ่ายไว้บ้าง เพราะแตกแขนงมาจากที่เดียวกัน
ผมเกริ่นมาถึงตอนนี้ เพื่อชี้นำเข้าสู่วิชชาธรรมกาย ซึ่งมีการกล่าวถึงไว้ค่อนข้างมากในคัมภีร์ฝ่ายมหายาน มีการเน้นเรื่องภพภูมิ และเรื่องกายที่สัมพันธ์ต่อกัน โดยเราอาจเห็นสิ่งปลูกสร้างที่สื่อออกมาได้ เช่น บุโรพุทโธ เป็นต้น

วิชชาธรรมกาย มีการปฎิบัติสืบเนื่องหลังพุทธปรินิพพานได้ 500 ปี จากนั้นไม่มีผู้ปฎิบัติต่อ หลวงพ่อวัดปากน้ำ พระมงคลเทพมุนี มาค้นพบกลับคืนได้ในยุคของท่านเมื่อปี พ.ศ.2460 และมีผู้ปฏิบัติสืบต่อกันมาในยุคใหม่ มีการค้นคว้าความรู้ต่อยอดเพิ่มเติมมาตั้งแต่ยุคของหลวงพ่อ ซึ่งแต่เดิมค้นวิชชาได้ 1 ดวงธรรม 5 กาย มาเป็น 3 ดวงธรรม และ 6 ดวงธรรม และค้นกายได้ถึง 18 กาย ในยุคไม่ถึง 10 ปี ก่อนหลวงพ่อมรณภาพเมื่อปี พ.ศ.2502

มีตำราในยุคหลวงพ่อที่เผยแพร่ชัดเจนจริงๆ คือ
1. วิชชา 18 กาย เป็นพื้นฐาน
2. คู่มือสมภาร วิชชาชั้นสูง
3. คู่มือมรรคผลพิสดาร 1 วิชชาชั้นสูง
4. คู่มือมรรคผลพิสดาร 2 วิชชาชั้นสูง
5. ตำราปราบมาร ไม่ได้ทำเป็นตำราไว้อย่างชัดเจน แต่เป็นการบอกเล่ากันในหมู่ผู้เดินวิชชาในโรงงาน และมีการจดบันทึกเป็นหมายเหตุไว้บ้างเท่านั้น

สิ่งที่ผมอยากเน้นในตอนนี้ก็คือ วิชชาทั้งหลายทั้งปวงไม่ว่าในทางโลกหรือในทางธรรม ยังต้องมีการพัฒนาอยู่เสมอ แม้วิชชาในพุทธศาสนาก็ตาม

อันนี้อาจไม่ตรงกับความเข้าใจของหลายๆ ท่าน ที่มีความเชื่อว่าวิชชาในพุทธศาสนาซึ่งเป็นเรื่องของนามธรรม เรื่องของจิตวิญญาณ น่าจะเป็นวิชชาที่เบ็ดเสร็จ เป็น Absolute truth ที่ไม่น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงใดใดอีกแล้ว ผมคงไม่เถียงท่าน แต่ขอให้ท่านพยายามทำความเข้าใจเสียใหม่ เพราะส่วนใหญ่เราเถียงกันมาก่อนแล้ว แม้เรื่องของสภาพนิพพาน ก็เข้าใจไม่ตรงกันเสียแล้ว เพราะหากเชื่อว่าความหลุดพ้นสุดท้าย (นิพพาน) คือความว่างเปล่า เราก็ไม่ต้องต่อยอดในวิชชาอะไรอีก เพราะไม่มีตัวตนให้ต่อยอด แต่หากเชื่อว่าอมตสุขในนิพพานมีภพมีภูมิอยู่จริง การเรียนรู้ในระดับนิพพานก็น่าจะยังมีอยู่ต่อไป การเข้านิพพานจะเป็นเพียงการสอบผ่านเข้าไป เหมือนเราสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ และไปเรียนรู้ต่อในอีกระดับหนึ่ง

อีกเรื่องหนึ่งก็คือ คำว่าวิชชาชั้นสูงนั้น มันมียุคสมัย หากเราไปเจอตำราที่กล่าวว่าเป็นวิชชาชั้นสูง เราดีใจ เริ่มเปิดอ่านและเริ่มปฏิบัติไปตั้งแต่หน้าแรกจนจบ แต่พบว่าเป็นวิชชาที่เขียนขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2492 เราจะมีความคิดเห็นอย่างไร? จริงๆ แล้วเราก็ควรรับรู้ที่มาที่ไปของตำราด้วย เราควรศึกษาให้เข้าใจว่านี่เป็นความรู้ชั้นสูงของปี 2492 ซึ่งขณะนั้นค้นพบดวงธรรมได้ 3 ดวง และพบกายได้ 5 กายเท่านั้น การเดินวิชชาให้ละเอียดอาศัยการทำฌานสมาบัติเป็นหลัก ปัจจุบันเรายังใช้วิธีนี้อยู่หรือเปล่า หากเราจะเอาวิชชาที่เรียนรู้ในยุคนั้นมาใช้ เราควรปรับแต่งอย่างไรหรือไม่? เหมือนหมอจะเอาวิชชาแพทย์ชั้นสูงในยุค 2492 มารักษาเรา เราจะว่าอย่างไร?

ประวัติศาสตร์จึงมีความสำคัญกับทุกแขนงวิชา โดยเหตุที่กล่าวมา นั่นเอง

Wednesday, January 18, 2012

วิชาธรรมกาย กับประวัติศาสตร์ (2)


ผมขอเล่าต่อเรื่องประวัติศาสตร์สืบเนื่องจากตอนที่ 1 ที่เป็นเรื่องตั้งแต่การกำเนิดธาตุธรรม ซึ่งเป็นประวัติศาสตร์ที่ยาวนานมาก จนไม่มีบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรได้ ทุกอย่างจึงเป็นเรื่องรู้ญาณและการคาดเดาโดยเหตุผลทางวิชา ไม่สามารถพิสูจน์ถูกผิดได้อย่างชัดเจน

แต่ประวัติศาสตร์ตอนต่อๆ มา จะมีที่มาที่ไปมากขึ้น ผมเพียงแต่เรียบเรียงให้อยู่ในเนื้อหาของวิชาธรรมกายเท่านั้น

เมื่อธรรมภาคขาวถูกปกครอง ทุกสิ่งทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของธรรมภาคมาร ต้องยกให้เขาเป็น เจ้าโลก เจ้าต้นธาตุธรรม เจ้ากรรม (มรรคผลพิสดาร 2) แต่เวลาคุยกันก็บอกว่า สัตว์โลกใดทำดี พระปกครอง ตายไปก็ได้ไปเสวยสุขในสรวงสวรรค์ แต่ผู้ใดทำไม่ดี มารก็ปกครอง ตายไปก็ไปอบายภูมิ อันมี นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน เป็นต้น

ดูเหมือนจะถูกต้องตามกฏแห่งกรรมที่ว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว

แต่การณ์กลับปรากฏว่า มารมีวิชาปิฎก อันมี อภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฐิ เป็นต้น ที่มาบังคับใจสัตว์โลก สัตว์โลกสร้างกรรมเพราะถูกบังคับโดยปิฎกของมาร เท่านั้นยังไม่พอ เราพบว่าคนที่ทำความดีมาตลอดชีวิต เมื่อตายไป เราไปงานศพ ตรวจดูพบว่าผู้ตายส่วนใหญ่ไปอบาย จนพูดกันว่าคนขึ้นสวรรค์เท่าจำนวนเขาโค ส่วนคนลงนรกเท่าจำนวนขนโค มันเป็นไปได้ยังไงที่มนุษย์ทั้งปวงจะทำแต่ความดีจนไม่เพลี่ยงพล้ำทำความไม่ดีบ้าง (ปราบมาร 1) หรือการทำไม่ดีนั้น เข้าเกณฑ์อาสัณณกรรม คือกรรมใกล้ตายซึ่งให้ผลก่อน ผู้ตายจึงถูกชิงไปทุคติก่อน

สัตว์โลกทำกรรมไม่ดีกันมากเข้า จนมีคนบอกว่าสวรรค์ร้างไปเลย ธรรมภาคพระจำต้องส่ง ผู้ชี้ทางสว่างให้ มาเป็นรุ่นๆ มาช่วยแนะนำสั่งสอนสัตว์โลก ก็คือสัพพัญญูพุทธเจ้า นั่นเอง ท่านก็ต้องมาบำเพ็ญบารมีไปกับสัตว์โลกทั้งปวงนั่นแหละ แต่แรกมีโอกาสสร้างบารมีได้ยาวนานมาก เป็น 8 16 ... 100 อสงไขยกัปป์ เป็นต้น แล้วมาโปรดสัตว์ สั่งสอนวิธีการสร้างบารมีเพื่อพ้นทุกข์ เข้านิพพาน (ปัจจุบันคือ นิพพานกายธรรม)

ระยะเวลาในการบำเพ็ญบารมีของพระพุทธเจ้า ค่อยๆ ลดเวลาลงเรื่อยๆ เพราะภาคมารเข้าขัดขวางเต็มกำลัง ทำให้หนทางในการสร้างบารมีเหนื่อยยากแสนสาหัสยิ่งนัก หากสร้างบารมีมาก เขาปกครองยาก ยุคท้ายๆ พระพุทธเจ้าสร้างบารมีได้ 4 อสงไขยมหากัปป์ ส่วนอีกแสนมหากัปป์เป็นกำไรของพระองค์

ประวัติศาสตร์ตอนต่อไป จะเป็นเรื่องสังเขปของพุทธประวัติ กับตอนหลังจากพุทธปรินิพพาน จนมาถึงการค้นคืนกลับมาของวิชาธรรมกาย ซึ่งจะค่อยๆ ทะยอยนำลงในบล็อกต่อไปครับ

Sunday, January 15, 2012

วิชชาอาราธนาพระพุทธเจ้าคุมธรรม


ห่างวิชาการเชิงลึกมาพักหนึ่ง วันนี้จะคุยเรื่องสำคัญที่มีอยู่ในตำราคู่มือวิปัสสนาจารย์ คือวิชชาอาราธนาพระพุทธเจ้าคุมธรรมนั่นเอง เนื่องจากปัจจุบันมีการปรับปรุงจากตำราไปมาก ผมยังไม่พบที่ใดกล่าวอ้างอิงไว้ จึงขอมาลงไว้ในบล็อกนี้

ตำราวิชชาธรรมกายทั้งปวง คุณลุงได้จัดทำขึ้นเพื่อให้ออกสู่สาธารณะ โดยนำเข้าตีพิมพ์ในโรงพิมพ์แห่งหนึ่ง และจัดจำหน่าย ผมจึงถือว่าเนื้อหาทั้งปวงตามตำราต้องออกสู่สาธารณะ แต่ผมพยายามทำให้รู้สึกง่าย และกระตุ้นให้อยากกลับไปอ่านตำรามากขึ้น

การสอนธรรมของพวกเรา ก็คล้ายๆ กับการที่ผู้พิพากษาออกนั่งบรรลังก์เป็นตัวแทนของพระเจ้าแผ่นดิน แต่เราไปเป็นตัวแทนพระพุทธเจ้า เพราะการเกิดธรรมทำโดยพระพุทธเจ้า แต่ปัจจุบันพระพุทธเจ้าท่านไม่มีกายมนุษย์ให้เรา จึงต้องอาศัยกายมนุษย์ของพวกเราที่ออกไปทำหน้าที่สอนธรรมนั่นเอง

การทำตัวให้เป็นภาชนะรองรับพระพุทธองค์และจักรพรรดิก่อนไปสอน จึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง อย่างน้อยผู้ที่ไปสอน รวมถึงผู้ไปร่วมสอนในคณะ ต้องเดินวิชชา 18 กาย ไปก่อนสอนเสมอ ส่วนผู้สังเกตการณ์อาจยังเดินวิชชาไม่เป็นก็ไม่เป็นไร ให้สังเกตการณ์แต่ไม่ให้สอน

หากไปสอนธรรมตามสถานที่ทั่วไป คือทำให้เกิดดวงธรรมและกายธรรมเบื้องต้น การเดินวิชชา 18 กายของวิทยากรทุกระดับ ถือว่าเพียงพอ มีคำตอบคำถามอยู่ในหนังสือปุจฉาวิสัชชนาฯ อยู่แล้ว แต่หากจะเดินวิชชาคุมธรรมด้วย ก็เป็นการตอกย้ำให้หนักแน่นยิ่งขึ้น

จริงๆ แล้ว วิชชาอาราธนาพระพุทธเจ้าคุมธรรม ตามหนังสือคู่มือวิปัสสนาจารย์เป็นวิชชาที่ทำตอนที่เราจะต่อวิชชา 18 กายให้ผู้เรียน ซึ่งมีพิธีรีตรองพอสมควร นั่นคือเราให้ความเคารพต่อการสอนและการเกิดธรรมค่อนข้างมาก

การทำวิชชาในตำรา

ขอให้ท่านทบทวนตำราด้วยนะครับ ผมจะไม่พูดรายละเอียดของตำรา แต่จะกล่าวหลักการคร่าวๆ ที่เคยคุยกับคุณลุงไว้

เริ่มจากการเดินวิชชา 18 กาย ในตำราบอกว่าให้สมาบัติเร็วๆ เข้าหาต้นธาตุ อาราธนาพระองค์ช่วยคุมการสอนธรรม อย่าให้มีปัญหาและอุปสรรคใดใด แล้วเข้านิพพานไปให้ลึกๆ อาราธนาพระพุทธองค์ทุกนิพพานให้เปิดดวงปฐมมรรคให้แก่ผู้มาฝึกในกาลบัดเดี๋ยวนี้เถิด เข้านิพพานให้ลึกที่สุดเท่าที่จะเข้าไปได้ หากในปัจจุบัน ท่านเดินวิชชาสุดนิพพานทั้ง 2 ส่วนได้ ก็ให้เดินให้สุด แต่ในตำรากล่าวไว้เพียงการเดินวิชชาไปให้ลึกที่สุดโดยท่องคำว่า “กลางของกลาง ดับหยาบไปหาละเอียดๆๆๆจนพอใจ

หยุดอยู่ที่นิพพานที่ละเอียดสุดๆ ที่เข้าไปถึงได้นั้น หรือสุดทุกนิพพานถ้าทำได้ จากนี้เราก็ให้พระองค์มา จองถนน พิสดาร ปาฏิหาริย์ ทับทวี อยู่ในกายของเราทั้ง 18 กายก่อน โดยยิงพระองค์(เชื่อมกาย) มาที่กายธรรมพระอรหัตต์ละเอียดของเราก่อน แล้วท่องว่า พระพุทธเจ้าเป็นเรา เราเป็นพระพุทธเจ้า ๆๆ แล้วปฏิโลมมาที่กายธรรมพระอรหัตต์หยาบ ดึงกายธรรมพระอรหัตต์หยาบขึ้นมาในท้องพระพุทธองค์ ท่องแบบเดียวกัน  แล้วมาที่กายธรรมพระอนาคามีละเอียด อนาคามีหยาบ ทำแบบเดียวกัน ท่องแบบเดียวกัน ไล่ปฏิโลมมาถึงกายมนุษย์ของเราเอง นึกดึงกายทั้ง 18 กายของเราขึ้นมาบนนิพพานให้หมด คือทำวิชชากันบนนิพพาน

มาถึงตอนนี้ มีประวัติศาสตร์ของเรา เมื่อวิทยากรรุ่นก่อนพยายามให้คุณลุงเพิ่มเติมคำว่า ภาคขาว ให้เป็น พระพุทธเจ้าภาคขาวเป็นเรา เราเป็นพระพุทธเจ้าภาคขาว เพราะได้อ่านบันทึกวิชชาปราบมาร ได้กล่าวถึงมารว่ามักจะยุ่งกับพิธีกรรมของภาคขาวไปทุกเรื่อง คำตอบแรกของคุณลุงคือ ไม่จำเป็น เพราะเราทำวิชชาของเราต่อเนื่องอยู่ ยังไงก็เป็นเรื่องภาคขาวอยู่แล้ว แต่วิทยากรไม่ลดละ จนคุณลุงต้องยอมบอกว่าจะใช้ก็ได้ แต่ผมเห็นควรว่าหากเราต้องเติมคำว่าภาคขาว ก็ต้องเพิ่มคำต่อท้ายนี้ไปในทุกเรื่อง ไม่ใช่เรื่องนี้เรื่องเดียว ไม่น่าจะต้องจำกัดตัวเองถึงขนาดนั้น ต่อไปหากไม่เติม ก็จะกลายเป็นของเขาหมดหรือ เราลำบากเพราะกฏเกณฑ์ของเราเองมามากแล้ว อย่าให้ต้องลำบากเพิ่มเติมอีกเลย

จากนั้น พิสดารกายทั้ง 18 กายของเรา จากกายมนุษย์ ท่อง "กายมนุษย์ในกายมนุษย์ ๆๆ" อนุโลมไปถึงกายธรรมพระอรหัตต์ละเอียด ซึ่งทำวิชชาอยู่บนนิพพาน แล้วจึงอาราธนาพระพุทธองค์(และจักรพรรดิ์) รวบยอดอีกครั้ง ให้เปิดดวงปฐมมรรคให้แก่ผู้ฝึกในกาลบัดเดี๋ยวนี้เถิด (หน้า 58 ในคู่มือวิปัสสนาจารย์) และให้จักรพรรดิ์ดูแลพระพุทธองค์ด้วย สุดท้ายเรามาหยุดที่กายธรรมพระอรหัตต์ละเอียดของเรา


จากนั้น ให้กลับมาพิสดารพระพุทธองค์ ในกาย 18 กายของเราอีกครั้ง โดยท่อง "พระอรหัตต์ละเอียดในพระอรหัตต์ละเอียดๆๆ" ไล่ปฏิโลมกลับมาที่กายมนุษย์ของเราอีกครั้ง จนแน่ใจว่าเกิดกายธรรมพระอรหัตต์ละเอียดของพระพุทธองค์ จำนวนมากจนเป็นที่พอใจในศูนย์ของเรา


มาถึงตอนนี้ กายเราทั้ง 18 กายเปรียบเสมือนเป็นตัวแทนพระพุทธเจ้า พร้อมจะไปสอนธรรมแล้ว ยังเหลือขั้นตอนสุดท้ายคือ ให้ตัวเรารวมถึงพระพุทธองค์ไป จองถนน พิสดาร ปาฏิหาริย์ ทับทวี ในตัวผู้เรียนอีกที โดยขยายดวงธรรมกายมนุษย์เราให้ใหญ่ นึกรวมผู้เรียนทั้งหมดเข้ามาในศูนย์กลางกายของเรา เอากายธรรมพระอรหัตต์ละเอียดของเรา (หมายรวมทั้ง 18 กายของเราซึ่งมีพระพุทธองค์และจักรพรรดิ์ มาอยู่กันหนาแน่นแล้ว) เดินวิชชาเข้าไปในกายมนุษย์ของผู้เรียน (ในตำราเขียนว่าเป็นกายมนุษย์ละเอียดหรือกายฝัน เพราะถือว่าการรวมกายมนุษย์หยาบเข้ามาเป็นหนึ่ง ทำได้ยากยิ่ง) แล้วไป จองถนน พิสดาร ปาฏิหาริย์ ทับทวี ที่ศูนย์กลางกายของผู้เรียนอนุโลมไปทั้ง 18 กายของผู้เรียนไว้ให้แน่นหนา

เมื่อถึงเวลา เราก็เอากายมนุษย์ของเราไปสอนผู้เรียนตามเวลาที่วางไว้
ท่านจำขั้นตอนได้ไหม... ลองทำดู (คำนี้ลอกมาจากตำรา)

การทำวิชชาในยุคปัจจุบัน

ตั้งแต่ยุคแรกๆ ผมพยายามเดินวิชชาตามตำรามาตลอด จนระยะหลังคุณลุงช่วยปรับแต่งให้ โดยบอกว่าการเดินวิชชาในตำรายากเกินไป เอาอย่างนี้ละกัน เมื่อเราเดินวิชชาไปจนสุดนิพพานแล้ว ให้เราอาราธนาพระพุทธองค์และจักรพรรดิ์ ยิงไปที่กายธรรมพระอรหัตต์ละเอียดของผู้เรียนทั้งหมด กายธรรมพระอรหัตต์หยาบ อนาคามีละเอียด อนาคามีหยาบ ไล่ปฏิโลมมาจนถึงกายมนุษย์ของผู้เรียน ให้พระองค์เปิดดวงปฐมมรรคให้ผู้เรียน แค่นี้ก็พอ

ผลของการสอน และการทำวิชชา

งานสอนของพวกเรา มีคนเห็นธรรมมาตลอด มากบ้างน้อยบ้าง แม้จะมีอุปสรรคปานใดก็ตาม ทั้งเรื่องสถานที่ เรื่องเวลา เรื่องความคิดเห็นโต้แย้งใดใด แต่พอเราได้บอกวิชชาแก่ผู้เรียน ผู้เรียนมักเห็นธรรมกันได้โดยง่ายเป็นอัศจรรย์ บางครั้งเราเน้นการเกิดธรรมมากจนลืมเรื่องราวประกอบอย่างอื่นไปเลย

ผมเองเจออุปสรรคการสอนมาหลายรูปแบบ โดยเฉพาะในช่วงต้นๆ ของการเริ่มสร้างบารมีสอนใหม่ๆ เช่น

กำลังสอนอยู่ ท่อประปาที่เดินผ่านเข้ามากลางห้องเรียนระเบิดน้ำพุ่งกระจายกลางห้อง วิทยากรต้องช่วยกันอุดจนงานสอนผ่านไปได้ด้วยดี
กำลังอธิบาย 7 ฐานอยู่กลางบ่าย ไก่ตัวหนึ่งบินขึ้นมาเกาะราวข้างๆ แล้วโก่งคอขัน
กำลังสอนอยู่ หม้อแปลงไฟฟ้าที่เสาข้างห้องเรียน ระเบิดไฟลุกดังสนั่น แต่ผู้เรียนก็เห็นธรรมกันยกห้อง
กำลังสอนอยู่ ผู้เรียนก็ทำไป รอบข้างก็มีเสียงหมาหอนรับกันไปรอบบริเวณ มันคงเจ็บปวดมากกระมัง
กำลังสอนอยู่ มีครูผู้ใหญ่มาบอกให้หยุดสอนอ้างว่าเดี๋ยวนี้เขาห้ามใช้ลูกแก้วสอนแล้ว มิใช่หรือ
กำลังสอนออกไมค์ อยู่ดีๆ มีเสียงเพลงลูกทุ่งดังแทรกเข้ามาในสายคู่ไปกับการบอกวิชาของเรา
กำลังสอนอยู่ในห้องประชุมใหญ่ รถเครนเกี่ยวสายไฟแรงสูงขาด ทำให้ไฟฟ้าดับทั้งห้องประชุม และทั้งตำบล

บางครั้ง บรรยากาศไม่น่าเป็นใจต่อการนั่งสมาธิเอาเสียเลย เพราะสถานที่ของโรงเรียนบางแห่งมีจำกัด เด็กๆ ต้องมาเรียนกันตามทางเดิน บางทีก็ติดรั้วติดถนนรถวิ่งผ่านเสียงดังเป็นช่วงๆ บางทีติดคลอง เวลาที่เราสอนก็จะมีเรือที่เสียงดังที่สุดในตำบลวิ่งมาตอนนั้นทุกครั้ง บางทีเจออากาศร้อน โดนแดดไล่เป็นแถบๆ เครื่องเสียงตอนก่อนสอนเราก็ทดสอบมาอย่างดี แต่พอกำลังสอนก็ลักปิดลักเปิดได้แทบทุกครั้ง บางทีต้องเปลี่ยนไมค์ถึง 3 ตัวจึงจะใช้ได้

แต่เด็กๆ หรือผู้เรียนก็เห็นธรรมกันอย่างอัศจรรย์เสมอ
แม้ระยะหลังอุปสรรคทั้งหลายห่างหายไปมาก เราก็ยังคงสอน และจะสอนต่อไป

Thursday, January 12, 2012

วินิจฉัย


การหาข้อสรุปทางความรู้ใดใด หรือการให้ได้มาซึ่งคำวินิจฉัยซึ่งเป็นข้อสรุปสุดท้าย จำเป็นจะต้องหาข้อมูลประกอบเพื่อการพิจารณาให้มากส่วน เพื่อไม่ให้การวินิจฉัยของเราผิดพลาด ข้อมูลแต่ละส่วนก็อาจมีข้อมูลย่อยอีกหลายๆ ส่วนแตกแขนงออกไปอีก กระบวนการเหล่านี้มีอยู่ในทุกวิชาชีพ ดังรูป เช่น การให้ได้วินิจฉัย (Dx) จำเป็นต้องหาข้อมูล A B C มาก่อนจึงจะพอสรุปเป็น Dx ได้



ข้อมูลแต่ละอันก็เหมือนภาพตัวต่อ (Jigsaw) แต่ละชิ้นที่ประกอบกันเป็นภาพใหญ่ ยิ่งเราได้ jigsaw มากชิ้น เราก็จะเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น Jigsaw บางตัวอาจมีน้ำหนักความสำคัญมากกว่าบางตัว ทั้งนี้แล้วแต่กรณี เช่นการวินิจฉัยโรค โดยส่วนใหญ่แพทย์จะให้ความสำคัญกับการซักประวัติการป่วยของคนไข้มากที่สุด แล้วจึงเก็บข้อมูลเพิ่มเติมจากการตรวจร่างกาย การตรวจเลือด จนถึงการ X-ray เป็นลำดับถัดไป ดังรูปข้างล่าง



ความสำคัญในตอนนี้ คือ บางครั้งคนเราด่วนตัดสินอะไรก่อน แม้มีข้อมูลมาด้านเดียว หากเราเข้าใจเนื้อหาตอนนี้เราก็ต้องหยุดคิด รวบรวมข้อมูลให้ชัดเจนก่อนที่จะตัดสิน เช่น มีคนบอกว่าอาจารย์ท่านหนึ่งไม่ดี ถามว่าไม่ดีเพราะอะไร เขาตอบว่าเพราะ ด่าพระ พอเราได้ยินคำว่าด่าพระ คนไทยรับไม่ได้ เพราะพื้นฐานของคนไทยนับถือพระมาแต่ไหนแต่ไร ข้อมูลนี้สำหรับบางคน เข้มข้นพอที่จะเชื่อว่าอาจารย์ท่านนี้ไม่ดีจริงๆ แต่หากเรายังไม่ด่วนตัดสิน เราควรถามคำถามที่ 2 เช่น ทำไมเขาถึงด่าพระ หรือเขาด่าพระว่าอย่างไร คำตอบของคำถามที่ 2 อาจเป็นข้อมูลสำคัญอีกอันก็ได้ เช่น เพราะพระไปมีเมีย ผิดศีลเป็นปราชิกน่ะซี ถึงถูกท่านด่าเอา เป็นต้น

มาถึงการวินิจฉัยตลอดจนข้อสรุปในทางธรรม ก็ต้องอาศัยส่วนประกอบย่อยหลายๆ ส่วนเช่นเดียวกัน ความรู้ที่เราสามารถหาได้ในทางธรรมก็มาจาก 3 ภาคใหญ่ๆ คือ ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ นั่นเอง

ปริยัติ เป็นความรู้ที่ได้มาจากการอ่านตำรับตำรา การฟังธรรม คือได้จากสัมผัสมนุษย์ที่ไม่เกี่ยวกับการปฏิบัติทางใจโดยตรง นั่นเอง หากเรากลั่นกรองความรู้นี้ได้ดี ยึดหลักกาลามสูตร คือยังไม่เชื่อง่ายๆ ความรู้ทางปริยัติหลายอย่างสามารถกลับมาต่อยอดความรู้ทางปฏิบัติ และปฏิเวธได้เป็นอย่างดี เพราะส่วนหนึ่งเป็นความรู้จากครูบาอาจารย์นักปราชญ์ในอดีตที่ท่านค้นคว้าไว้ให้แล้ว อาจเป็นประสบการณ์จากการปฏิบัติของท่าน แล้วท่านถ่ายทอดไว้ให้

แต่ความรู้ทางปริยัติต้องมีการกลั่นกรองให้มาก ต้องเลือกที่มาของแหล่งความรู้ ดูประวัติศาสตร์และความทันสมัย หากเป็นความรู้ที่บอกวิธีในทางปฏิบัติ เราก็ต้องปฏิบัติต่อ ซึ่งแสดงว่าเราไม่อาจเข้าใจความรู้ต่อได้ด้วยการอ่านการฟังโดยลำพังแล้ว จะมาอ่านเอาบันเทิงต่อก็ไม่เข้าไปในใจอีกแล้ว

ปฏิบัติ เป็นหลักสำคัญของพุทธศาสนา มีสมถะ และวิปัสสนา นั่นเอง พูดไว้ค่อนข้างมากในบล็อกแห่งนี้ อยากเน้นย้ำอีกครั้ง และหลายๆ ครั้งว่า ความรู้ความเข้าใจ ตลอดจนถึงความสำเร็จทั้งปวงในทางธรรม ต้องมาจากการปฏิบัติทั้งนั้น จะมาจากการอ่านเพียงอย่างเดียวไม่ได้ แต่ไม่ใช่ไม่อ่านตำรา ท่านต้องอ่านตำราคู่ไปกับการปฏิบัติให้เกิดผลเสมอ

ปฏิเวธ เมื่อปฏิบัติไปถึงจุดหนึ่ง ท่านเกิดความรู้ใหม่จากภายใน ก็คือความรู้ปฏิเวธ หากไม่ใช่ระดับครูบาอาจารย์จริงๆ ความรู้ระดับนี้ต้องระวังมาก ต้องตรวจสอบมาก อย่างน้อยผมก็เขียนไว้แล้วเรื่องรู้ญาณต้องมีการตรวจสอบ

วันนี้ ไม่ได้ลงลึกในเรื่องใดเป็นพิเศษ เป็นการคุยเฉยๆ แต่อยากเน้นว่า การศึกษาธรรมะโดยเฉพาะวิชชาธรรมกาย ท่านต้องเอาไปปฏิบัติ จากเบื้องต้นคือการท่องวิชชาให้ผ่าน จนทำได้คล่อง จนเป็นวสี ความรู้และข้อสรุปจึงเกิดขึ้นได้

การอ่านแต่ปริยัติเพียงอย่างเดียวอาจช่วยให้ท่านบันเทิงเพียงชั่วคราวเท่านั้น ท่านต้องปฏิบัติด้วย แม้การปฏิบัติในช่วงเวลาที่มีปัญหาอาจทำได้ยากยิ่ง แต่ท่านก็ต้องฝืนทำเพราะมันเป็นทางรอดทางเดียวของมนุษย์เรา


จงเดินวิชชาเข้าไว้ หากท่านไม่หมั่นทำก็แปลว่า ท่านไม่รอด