Pages

Tuesday, March 31, 2015

อาหารใจ

ผมคงเขียนเนื้อหาเรื่องอาหารใจไม่เหมือนในบันทึกปราบมารของคุณลุง ซึ่งบันทึกไว้เมื่อปี 2533 ที่กล่าวถึงอาหารใจฝ่ายดี คือการได้ยินได้ฟังสิ่งซึ่งเป็นมงคล และการบำรุงร่างกายด้วยอาหารก็เป็นการบำรุงใจด้วย เพราะกายกับใจเกี่ยวเนื่องกัน สุดท้ายพูดถึงอาหารใจระดับสูง คือการเดินฌาน 8 นี่คือสรุปที่คุณลุงได้บันทึกไว้

ส่วนผม มาเข้าใจเรื่องอาหารใจในอีกมุมมองหนึ่ง จากการที่ต้องขับรถเข้ามาในเมืองเพื่อทำคลินิก ช่วงนี้เจอะเจอสิ่งที่ไม่เจริญหูเจริญตา ครบทุกอายตนะ ดังนี้

ตา เจอแสงแดดจัดในหน้าร้อน จนต้องหาแว่นกันแดด หาฉากมาบังสู้แสงแดดเวลามองออกไปนอกร้าน
หู มีเสียงดังอึกทึกแทบทุกชนิดที่จะสรรหามาได้ ทั้งเสียงเพลง เสียงรถมอเตอร์ไซด์ แม้เสียงจี๊ดๆ เวลาเขาเบรครถ เสียงเคาะเหล็ก จิปาถะ
จมูก มีกลิ่นไม่พึงประสงค์ลอยมาให้รำคาญ แสบจมูก แสบหน้าอก ไอ มาจากร้านปิ้งขนมข้างๆ ร้านอาหารตามสั่ง สเปร์ฉีดฆ่ายุงซึ่งมันจะฆ่าเราด้วย
ลิ้น สั่งอาหารมาก็ไม่ถูกปากเผ็ดร้อน หวานเจี๊ยบ เค็มปี๋ อาหารหมักฟอร์มาลีน ทั้งปวง
กาย อุณหภูมิหน้าร้อนของเมืองไทยเป็นอย่างไร คนไทยทุกคนรู้ดี
ใจ พบปะเจอะเจอสิ่งที่ทำให้หงุดหงิดรำคาญใจ โดยเฉพาะความชุลมุนวุ่นวายในเมืองเล็กๆ อย่างแม่กลอง ความไร้ระเบียบของการจราจร โดยที่เราเป็นคนที่ต้องขับรถอยู่เป็นประจำ ส่วนใหญ่เจอรถขับช้า เงอะงะ ไม่มีทักษะในการขับขี่ น่าหงุดหงิดมากเวลาขับตามหลังพวกท่านเหล่านั้น

ทำให้เรารู้ได้ทันทีว่า เราสื่อสารกับโลกภายนอกผ่านอายตนะทั้ง 6 ของเรา แล้วมีความละเอียดในการส่งผ่านสื่อเหล่านี้ไปในระดับธาตุ 18 (ธาตุรับ 6 ธาตุกระทบ 6 ธาตุรับรู้ 6) จึงได้รู้ว่าก่อนทำสมาธิ ท่านให้อาราธนาพระพุทธเจ้า และจักรพรรดิภาคขาว ให้มาบังเกิดในทวารทั้ง 6 นี้ เพื่อให้ท่านคุมประตูแห่งอายตนะทั้งปวงไว้ก่อน ที่สื่อเหล่านี้จะเข้าไปสู่ประตูใจภายในนั่นเอง

สื่อเดียวกัน แต่ละคนตีความชอบไม่ชอบไม่เหมือนกันเพราะเรามีอินทรีย์ 22 ที่ อ่อนแก่หยาบละเอียด ต่างกัน เมื่อสื่อส่งข้อมูลเข้าไปถึงใจชั้นในคือ มโนวิญญาณธาตุ เกิดการตีความ ตรงนี้ใจได้เสพอาหารแล้ว ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบก็ตาม (อ่านความรู้เรื่อง ขันธ์ อายตนะ ธาตุ อินทรีย์ ในหนังสือมรรคผลพิสดาร ของหลวงพ่อวัดปากน้ำประกอบด้วย)

ผมมานั่งนึกว่า หากเราไม่เปิดร้าน เราคงไม่ต้องมาเจอกับ "สิ่ง" ที่ทำให้ใจวุ่นวายแบบนี้ นึกต่อ เราก็คงนอนอยู่กับบ้าน ไม่ต้องเสพสื่อใดใด พอนึกไปๆ เราก็คงเบื่อ คงเหงา อ้าว นั่นแปลว่า ใจไม่ได้รับอาหารก็อยู่ไม่ได้อีกเช่นกัน มันจะเหี่ยว มันจะเฉา

แม้การพัฒนาใจในช่วงแรกๆ อาจต้องตัดสิ่งรบกวนใจที่จะผ่านอายตนะทั้งปวงออกไปก่อน เช่นการปลีกวิเวกแบบพระป่า หรือหลีกเร้นไปทำความเพียรจนใจเรามีกำลังเสียก่อน จากนั้นเมื่อกลับมาเจอะเจอสิ่งแวดล้อมเดิม เราคงมีใจที่แข็งแรงขึ้น ต่อสู้กับปัญหาและอุปสรรคทั้งปวงได้ดีขึ้น แต่หากบางท่านปลีกวิเวกแบบไม่ยอมกลับ คือให้ใจอดอาหารไปเรื่อยๆ จนผอม ชินกับสภาพแบบสันโดษทางอายตนะ อาจไม่ได้แปลว่าใจเราแข็งแรงขึ้นก็ได้ นั่นเป็นการเก็บกดกีดกันอายตนะภายนอกที่จะทำให้เกิดอารมณ์ไว้ เราดูเหมือนไม่หวั่นไหวต่อสิ่งกระตุ้นที่จำกัด เท่านั้นเอง เราต้องบำเพ็ญเพียรทางใจด้วย จึงจะสมบูรณ์

เราจะแก้ไขอย่างไร ให้เราได้พบปะเจอะเจอแต่อาหารใจที่ดีๆ ที่ประณีต ไม่ใช่ง่ายๆ เพราะเราคงต้องอยู่ในเมืองสวรรค์เมืองนิพพาน ไม่ใช่เมืองมนุษย์อย่างที่เราอยู่ตอนนี้เป็นแน่แท้

Tuesday, November 27, 2012

ทางเลือก

ขอคัดลอกเอาบทความของคุณโสภา คงนาม ใน Facebook มาลงไว้ในที่นี้
เนื้อหาคล้ายๆ กับ การแก้โรค กับ ความคาบลูกคาบดอก

นิทาน”ทางเลือก”
คำว่ามีพระที่ไหนมีมารที่นั่นได้ยินมานานมากแล้ว แต่เรื่องนี้เป็นนิทานเล่าสู่กันอ่านเล่นเพลินๆ

ในอดีตมีหมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีพระกับมารอาศัยอยู่รวมกัน ต่างคนต่างต้องการจะครอบครองคนในหมู่บ้านมาเป็นพวกของตัวเองให้มากที่สุด คนในหมู่บ้านต่างคนต่างทำมาหากินโดยไม่รู้ว่าตัวเอง จะตกเป็นคนของฝ่ายพระหรือฝ่ายมา

วันหนึ่งมาเกิดโรคระบาดเกิดขึ้น ทุกคนเริ่มมีอาการเจ็บป่วยแบบไม่มีสาเหตุ และก็มีการใฝ่หาทางรักษาให้ตนและคนในครอบครัวพ้นจากโรคนี้ นายตลกก็เป็นอีกคนหนึ่งเช่นกันที่ป่วยและใฝ่หาทางรักษา มาเจอพระก่อนพระบอกหากอยากหายต้องทำบุญทำทาน รักษาศีลและเจริญภาวนา นายตลกก็ทำตามอยู่นานเกือบปี อาการก็เพียงทรงๆไม่หายขาด แต่เพื่อนบ้านที่เป็นโรคเดียวกัน แต่ไปรักษากับมาร มารบอกให้เพื่อนเข้าจัดบูชาด้วยเครื่องเซ่นไหว้มีของหวานของคาวตามที่มารบอกให้ทำ และต้องนับถือแบบจริงจังอย่าไปๆมาๆไม่ได้ หากทำแบบนั้นมารไม่ช่วย เพื่อนนายตลกหายเจ็บป่วยและรำรวยขึ้นมากอย่างมหัศจรรย์

นายตลกเฝ้ามองเพื่อนตัวเองด้วยความสงสัย และคิดว่าเรามาผิดทางแน่ๆ ไม่เห็นผลอะไรเลยเมื่อเราทำตามพระ ถึงจะสงบแต่เจริญช้าไม่ทันใจ จึงคิดหาหนทางที่จะบอกพระว่าตัวเองนั่น ในวันนี้ทำทานถือศีลและทำภาวนาไม่ได้ เพราะร่างกายไม่พร้อม ขอหยุดสักพักก่อนเดียวมีแรงแล้วจะกลับมาทำ พระได้แต่นิ่งและพูดขึ้นว่า “ใจเรานั่นมีทางเลือกเกิดขึ้นใหม่เสมอ อยู่แต่ว่าการที่นายตลกจะเลือกทำและเลือกเลิกทำนั่น เราไปห้ามนายตลกไม่ได้หรอก แล้วแต่ใจของนายตลกเองเท่านั่นที่จะตัดสินเอาเองว่า นายตลกจะเลือกทำแบบไหน”

เบื้องหลังการหายโรคนั่นมีอยู่ว่า คนในหมู่บ้านอยู่เย็นเป็นสุข นั่นเป็นความเสื่อมของมาร ด้วยความเจ้าอุบายจึงหยิบโรคแปลกๆใส่เข้าไปให้คนเหล่านั้นเดือดร้อน แล้วตั้งตัวเป็นผู้รักษาโรคด้วยการหยิบเอาโรคที่ใส่ไปนั่นออกเสีย คนที่ทำตามคำสั่งมารโรคก็หายเป็นปลิดทิ้งเป็นสิ่งมหัศจรรย์มากมาย แต่พระต้องพยายามแก้โรคที่เกิดแก่คนที่มาให้รักษา ต้องหาสาเหตุแห่งการเกิดโรคว่ามารตนไหนเป็นคนทำ แล้วตามแก้ หากพบก็ต้องประลองฤทธิ์กัน เพื่อที่จะเอาโรคนั่นออกไปจากคนที่กำลังเดือดร้อน

ผลคือต้องหาต้องแก้ แต่มารเอาเข้าไปและเอาออกมาเองไม่ต้องเสียเวลาไปหา มันก็เลยศักดิ์สิทธ์และได้คนมาเป็นพวกมากกว่าพระ แต่พระก็ยังคงทำหน้าที่ต่อไป และทำต่อไปตราบจนมาถึงทุกวันนี้ และนี่คงเป็นที่มาที่ไปของคำว่า”มีพระที่ไหนมีมารที่นั่น”

Wednesday, September 26, 2012

ความเข้าใจเรื่องโลก 3 กับคำทำนาย 2012


มีคำทำนายวิบัติของโลกออกมาเรื่อยๆ ระยะนี้ก็มีมาตั้งแต่ปี 2011 2012 มาถึงตอนนี้ ใกล้ปลายปี 2012 แล้ว คำทำนายก็ต้องต่อไปถึงปี 2013 ผมไม่ได้ลบหลู่ว่ามันจะเกิดหรือมันจะไม่เกิดแต่อย่างใด เพียงแต่ขอให้เราพิจารณาความเป็นไปของตัวเราและโลกใบนี้ให้ลึกซึ้ง อย่างโลกใบนี้ก็มีการเปลี่ยนแปลงมาตลอด แผนที่โลกก็เปลี่ยนไปเรื่อยจากยุคสู่ยุค ซึ่งเราสามารถหาข้อมูลดูได้อย่างละเอียดในโลกอินเตอร์เน็ต เรามาคุยกันในเนื้อหาทางธรรมดีกว่า

ผมเคยเขียนเรื่องวิชาธรรมกายกับประวัติศาสตร์ ว่าความเป็นไปในส่วนละเอียด ทั้งปวงมาจากการแย่งชิงอำนาจปกครองของธาตุธรรมสำคัญระหว่าง พระกับมาร ความดีกับความชั่ว ขาวกับดำ นั่นเอง แต่ธาตุธรรมทั้งปวงมีทั้งอ่อนแก่ หยาบละเอียด การรบในส่วนละเอียดมีผลมาถึงสมรภูมิในส่วนหยาบซึ่งก็คือสิ่งที่เราได้เห็นความ เป็นอยู่คือในโลกมนุษย์ของเรานั่นเอง

การรบต้องอาศัยสมรภูมิ หรือที่อยู่ หรือโลก ที่เป็นสนามรบ ผมเคยเขียนเรื่องโลก 3 มาแล้ว โลกที่เราเห็นเป็น ของส่วนหยาบ ในความหมายของวิชาธรรมกายก็คือที่อาศัยของธาตุธรรมส่วนละเอียด (ไม่ว่าจะเป็นพระหรือมาร) เพื่อเข้ามามีอำนาจปกครอง ใครได้ปกครอง โลกเหล่านี้ก็แปรไปตามอำนาจปกครองของธาตุธรรมนั้นๆ ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไปจนเรียกได้ว่าไม่แน่นอน จนกว่าจะถึงจุดสมดุลย์อันหนึ่ง

โลก 3 นี้ก็คือ สัตว์โลก ขันธโลก (หรือสังขารโลก) และอากาสโลก (หรือโอกาสโลก) นั่นเอง

สัตว์โลก

คือธาตุธรรม หรือตัวตนส่วนละเอียด หรือใจจิตวิญญาณของเรา ที่มาเวียนว่ายตายเกิดในโลกใบนี้ ซึ่งมีอ่อนแก่หยาบละเอียดเข้าไป การมาอยู่ในโลกก็มาอยู่กันชั่วคราว มีหน้าที่สำคัญคือการสร้างบารมีให้ธาตุธรรมของตนยกระดับขึ้นสู่ธาตุธรรมชั้นสูงขึ้นเรื่อยๆ จนไม่ต้องมาเวียนตายเวียนเกิดอีก เมื่อมาสู่โลกใบนี้ จำเป็นต้องมีกายมนุษย์ ซึ่งมีขั้นตอน มีพิธีการที่จะให้มีกายมนุษย์เกิดขึ้นได้ เช่นต้องมีพ่อแม่ มีการนำทรัพยากรดินน้ำไฟลมที่มาจากโลกใบนี้ (ซึ่งก็คือส่วนของอากาสโลกนั่นเอง) มาใช้

ภาคของมารที่ปกครองสัตว์โลก คือภาคปิฎก อันมี อภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฐิ เป็นต้น กองทัพปิฎกพยายามยึดฐานที่ตั้ง หรือโลกในส่วนของสัตว์โลกนั่นเอง

ขันธโลก

คือกายมนุษย์ของเราที่สัตว์โลกอันเป็นตัวเราได้อาศัยใช้สอยในชาติหนึ่งๆ คือเรามีการเวียนเกิดเวียนตายกันหลายชาติ ชาตินี้ก็มาสร้างกายมนุษย์ซึ่งเป็นขันธโลกขึ้นมาอีกขันธ์หนึ่ง ขันธโลกต้องถูกบำรุงเลี้ยงด้วยอาหารหรือธาตุดินน้ำไฟลมจากอากาสโลก จะอ้วนผอมสูงต่ำดำขาว ก็เป็นเรื่องของขันธโลกทั้งสิ้น

สัตว์โลกซึ่งเป็น ธาตุเป็นธรรมเป็น นำเอาดินน้ำไฟลมจากอากาสโลกซึ่งเป็น ธาตุตายธรรมตาย มาสร้างกายมนุษย์คือขันธโลกและกลายมาเป็นธาตุเป็นธรรมเป็นขึ้นมานั่นเอง

ภาคมารที่มาปกครองขันธโลก คือภาคทุกข์สมุทัย หรือเกิดแก่เจ็บตาย ภาคนี้เป็นภาคของการทำลายขันธ์หรือสังขารของเราให้แตกดับไป หากไม่แตกดับไปด้วยภัยใดใด ก็ต้องแก่เจ็บตาย ทำลายขันธ์ด้วยความเสื่อมโทรมอันนี้อยู่ดี เพราะแต่ดั้งเดิม เรายังแก้วิชาทุกข์สมุทัยของเขาไม่ได้

พูดให้ง่ายขึ้นอีกก็คือ ร่างกายของเราคือ "ขันธโลก" ส่วนจิตใจของเราหรือใจจิตวิญญาณที่เวียนมาเกิดของเราคือ "สัตว์โลก" นั่นเอง

อากาสโลก

มองง่ายๆ ก็คือแผ่นดินแผ่นน้ำแผ่นฟ้า หรือโลกทั้งปวงที่เราอยู่อาศัยนั่นเอง มีอ่อนแก่หยาบละเอียดทั้งนั้น เท่าที่ผมสังเกต ภาคอากาสโลกนี้ มีวิชาธรรมกายเท่านั้นที่พูดถึง

อากาสโลกเป็นธาตุตายธรรมตาย ประกอบด้วยธาตุ ดินน้ำไฟลมอากาศ เป็นธาตุทั้ง 4 หรือ 5

หากประกอบเป็นขันธโลกโดยมีวิญญาณธาตุเติมเข้าไปก็จะเป็น ธาตุเป็นธรรมเป็น (คือธาตุ 6) ขึ้นมาทันที เช่นเซลล์ในร่างกายของเรา ไล่เรื่อยขึ้นมา ส่วนวิญญาณธาตุนั้นจะเป็นอะไร เป็นเรื่องละเอียดเกินไปสำหรับบทความตอนนี้

เมื่อภาคมารปกครองอากาสโลก เราจะเห็นภัยพิบัติในเรื่องดินน้ำไฟลมอากาศในรูปแบบต่างๆ และในยุคนี้ก็เป็นที่มาของคำทำนายภัยพิบัติทั้งปวงแห่งปี 2012 นั่นเอง

โลกทั้ง 3 เกี่ยวข้องและอาศัยซึ่งกันและกัน สัตว์โลกมีความโลภเห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตน เช่น ตั้งโรงงานอุตสาหกรรมทำให้โลกร้อนขึ้น สภาพอากาศแปรปรวน เราก็รู้ทั้งนั้น แต่ไม่อาจเลิกได้เพราะเสียประโยชน์ โลกเสียหาย มนุษย์ที่อยู่บนโลกก็เสียหาย

เราเป็นมนุษย์ตัวเล็กๆ ที่เวียนมาเกิดบนโลกใบนี้ จะทำอย่างไร?

เมื่อโลกทั้งปวงสามารถสื่อถึงกัน บารมีที่มนุษย์จำนวนมากช่วยกันสร้าง ย่อมเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้นได้ เราควรทบทวนหน้าที่ที่แท้จริงของเราที่มาเกิดบนโลกใบนี้ ให้เข้าใจว่าเรามาอยู่ชั่วคราว เพื่อมาสร้างบารมียกระดับธาตุธรรมของเรา ให้ก้าวไปสู่ความเป็นอยู่ที่เป็นอมตะกว่า

โลกใบนี้ยังไม่ใช่ของอมตะ มันต้องเปลี่ยนแปลงไป แบบที่มันก็เคยเป็นมาในอดีต ตัวเราก็เช่นกัน เราจะเป็นห่วงเป็นใยไปก็เท่านั้น ต่อให้ไม่มีภัยพิบัติใดใด กายมนุษย์ของคนทั่วไปก็ยังมีแก่เจ็บตายอยู่ดี ยังไม่จิรังยั่งยืน เราจะไปก่อนหรือโลกจะไปก่อนก็ไม่รู้

เราสร้างบารมีพอหรือยัง เราวางแผนสำหรับโลกข้างหน้าไว้ดีพอหรือยัง เพราะเรายังต้องเดินทางต่อ ใกล้บ้างไกลบ้าง มิใช่หรือ

Thursday, June 21, 2012

สอนตัวเองให้ได้ก่อนเถอะ


เนื้อหาในบล็อก มีมากพอสมควรแล้ว ผมจึงคิดจะเขียนเรื่องนี้

สมัยที่ผมยังเล่นกีฬาแบดมินตันอยู่ เราออกไปเล่นวันเว้นวัน ชนิดที่ว่าติดกีฬา ทำเช่นนี้มาเป็นปีๆ ไม่เก่งก็ต้องเก่ง มีอยู่คราวหนึ่ง ผมซึ่งเป็นหมอหูคอจมูก ออกไปเล่นแบดมินตันทั้งๆ ที่ตัวเองป่วยเป็นหวัด ผมแปลกใจที่เพื่อนที่เล่นด้วยกันท่านหนึ่งเกิดความสงสัยว่าผมจะป่วยได้อย่างไรในเมื่อผมเป็นหมอ คือเขาเข้าใจว่า หมอที่รักษาทางหูคอจมูก ไม่น่าจะป่วยด้วยโรคหวัดซึ่งเป็นโรคทางหูคอจมูกที่ตัวเองชำนาญ แรกๆ ผมรู้สึกแปลกใจต่อความเข้าใจอันนี้ของเขา เพราะเราก็เป็นมนุษย์ที่มีสิทธิ์จะป่วยได้ แถมในขณะป่วย เราก็ยังรักษาคนไข้ที่เป็นหวัดเหมือนเราไปด้วยในตัว หายป่วยก่อนเราก็มี

เมื่อเรามาสอนธรรมะภาคปฏิบัติ ซึ่งเป็นภาคขัดเกลากิเลส วิทยากรในยุคแรกเคยได้ยินคำพูดจากเจ้าสำนักธรรมกายสำนักหนึ่ง หลังจากที่เราไปบอกท่านว่ามีครูสอนให้เราไปออกสอนธรรมะตามโรงเรียน ท่านตอบกลับมาว่า เธอมีดีอะไร ถึงคิดจะไปสอนเขา สอนตัวเองให้ได้ก่อนเถอะคล้ายกับว่า ถ้าเธอยังไม่หมดกิเลส เธอก็อย่าคิดอ่านไปสอนใครให้หมดกิเลสเลย สอนตัวเองไปก่อน หรือจะบอกว่า หมอที่ยังป่วยได้อยู่ อย่าบังอาจไปรักษาคนไข้ รักษาตัวเองให้ไม่รู้จักเจ็บป่วยเสียก่อนเถอะ

ท่านผู้อ่านจะคิดอย่างไรก็แล้วแต่ ผมขอบอกไว้ ณ ที่นี้ว่า เราไม่เคยสร้างภาพว่าเราเป็นผู้หมดกิเลส ตรงกันข้ามเราเป็นฆราวาสที่ยังมีกิเลสอยู่ แต่เราได้มีโอกาสเรียนรู้วิธีการที่จะปราบกิเลสของเราให้เบาบางลง และถือโอกาสนี้สอนผู้อื่นไปพร้อมๆ กับการขัดเกลากิเลสส่วนตน ร่วมกับการให้โอกาสคนอื่น และเพิ่มพูนบารมีของเราให้เติบโตขึ้น

ประกอบกับการที่เราได้เรียนรู้วิธีการสร้างบารมีแบบลัดขั้นตอนซึ่งมีหลักการที่อธิบายอยู่ในบล็อกแห่งนี้มากมาย โดยเฉพาะความเข้าใจในเนื้อหาซึ่งเพิ่มพูนขึ้นจากประสบการณ์ตลอด 14 ปีที่ผ่านมา ท่านคงเห็นความต่างกันในเรื่องความเชื่อสูงสุดที่แม้จะอ้างอิงศาสนาพุทธด้วยกันก็ตาม

ผมคิดว่าท่านที่เห็นต่างควรรับฟังไว้บ้าง ว่ามันมีความคิดที่อาจเป็นไปได้อีกหลายแบบ

โปรดชั่งใจว่า ถ้าสิ่งที่ท่านคิด มันเกิดผิดหรือไม่สมบูรณ์ขึ้นมา ท่านจะเสียหายขนาดไหน เพียงท่านไม่ได้บารมีที่ควรได้ มันก็เสียหายมากมายมหาศาล เพราะโลกมนุษย์นี้เป็นสถานที่ที่เรามาสร้างบารมี ไม่นานเราก็ต้องกลับไป  ส่วนตัวผมเอง ผมคิดไว้แล้ว ถ้าผมผิด อย่างน้อยผมก็ได้มีโอกาสไปสอนธรรมะตามสถานที่ต่างๆ ให้ผู้เรียนในเบื้องต้น มีใจสงบระงับ คิดดี พูดดี ทำดี ซึ่งเป็นหลักสากลมาตลอด 14 ปี ด้วยทุนรอนส่วนตัวทั้งสิ้น ไม่เคยมีการเรี่ยไรบริจาค ไม่เคยมีหน่วยงานเบื้องหน้าเบื้องหลังสนับสนุนแต่อย่างใด เราทำเพราะเราเชื่อว่าเราได้บารมี เราไม่ได้ทำฟรีๆ หรอก

ถ้าผมถูก เนื้อหาในวิชาธรรมกายจะเป็นเรื่องจริงอันยิ่งใหญ่ มีการต่อสู้กันระหว่าง ความดีกับความชั่ว พระกับมาร ขาวกับดำ จริง ! มีการขัดขวางผู้บำเพ็ญเพียรที่สร้างบารมี จริง ! การขัดขวางนั้นขัดขวางมาในส่วนละเอียดซึ่งยากแก่การรู้เห็น มาในทุกรูปแบบที่เราต้องฟันฝ่า มาในลักษณะที่คนทั่วไปหาว่าเราพยายามแก้ตัว มาอย่างไร ศึกษาเอาจากที่นี่ก็ได้ครับ


สุดท้าย โปรดสร้างความเข้าใจว่า ภาคพระไม่ใช่ผ้าขี้ริ้ว จะเหยียบจะย่ำ ท่านก็ต้องยอม นั่นมันอดีต ปัจจุบันอนาคตไม่ใช่แล้ว ภาคพระไม่ได้มีลักษณะ
ใจดีไม่มีประมาณ การใจดีกับใครก็ต้องมีเหตุผล ถ้าเห็นภาคพระตำหนิเอาแรงๆ ก็ดูเหตุผลด้วยนะครับ

Wednesday, June 20, 2012

อภัยทาน 4


ความรู้เรื่องอภัยทานที่กล่าวมาทั้งหมด 3 ตอน ถือว่าครอบคลุมเนื้อหาหมดแล้ว ตอนนี้จะคุยต่อในบางประเด็นเท่านั้น

ผมได้อ้างอิงเรื่องอภัยทานไว้ในเรื่อง เจ้ากรรมนายเวร ตอนนั้นได้แต่กล่าวลอยๆ อาจมีคนสงสัยว่าขณะนี้เรายังเวียนว่ายตายเกิดอยู่ ยังไม่ได้พ้นไปจากวัฏฏะสงสาร ยังต้องมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คน อาจเผลอไปทำอะไรให้ใครไม่พอใจ จองเวร และสาปแช่งเรา เราจะทำอย่างไร?

การจะไม่ให้ใครติดใจเราในทางไม่ดี เราต้องหมั่นเจริญพรหมวิหาร ซึ่งผมได้เขียนเรื่องนี้ไว้แล้ว โปรดทบทวน และหมั่นเจริญบ่อยๆ หากรู้ว่าใครจะสาปแช่งหรือคิดไม่ดีกับเรา ให้เจริญพรหมวิหารเฉพาะเจาะจงในตัวคนๆ นั้นทันที

ท่านที่เป็นวิชาพอจะรู้เรื่องเครื่องและกายมนุษย์พิเศษมาแล้ว ให้ท่านทบทวนเนื้อหาในหนังสือ ปราบมาร 6 ของคุณลุง หน้า 350 เรื่องการแก้ไขคนจองเวร เดินวิชาไปดับมารในกายของผู้ที่จองเวรเราทั้ง 18 กาย แล้วอาราธนาพระพุทธองค์และจักรพรรดิมาดูแลอีกที ผมไม่ลงรายละเอียดนะครับ ท่านต้องไปอ่านตำรา

แล้วต่อเนื่องไปยังเรื่อง ถูกมารสาปจะแก้วิชาอย่างไร? ในหน้า 351 ท่านอ่านแล้วท่านจะเข้าใจ และหากคำสาปนั้นเป็นของพระอริยเจ้า จะต้องทำอย่างไร ท่านไม่ต้องถามว่าทำไมพระอริยะจึงสาปแช่งได้ ท่านไปอ่านตำรานะครับ

อภัยทาน 3


ผมยังใช้หัวข้อของ "อภัยทาน" เพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง ตอนนี้เราคุยต่อ

จากภาค 2 เราเข้าใจเรื่องอภัยทานมากขึ้นแล้ว หากเรานำแผนภาพในภาค 2 กลับมาใช้กับอามิสทาน และวิทยาทาน (หรือ ธรรมทาน) จะเป็นรูปร่างคล้ายกันดังนี้


กำหนดให้ A เป็นผู้ให้ ที่จะให้อามิสทาน หรือวิทยาทานต่อ B

X คือวัตถุทานที่เป็นส่วนผสมของสิ่งของที่จะให้ หรือความรู้ที่จะให้ กับอารมณ์ความเสียดายที่ A ปรุงแต่งเสริมขึ้นมา (F) นั่นคือ X=T+F เป็นสมการทางคณิตศาสตร์ อีกเช่นกัน

จะเห็นได้ชัดเจนว่า เรื่องของทาน มีใจ (F) เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย นี่แหละใจจึงเป็นใหญ่ ใจจึงเป็นประธานในการกระทำทุกอย่าง การให้ทานต้องยอมสละอารมณ์ออกไป ไม่มากก็น้อย อามิสทานต้องเสียสละความเสียดายสิ่งของ เสียดายเงินทองที่เราเพียรหามา วิทยาทานก็เสียสละความเสียดายความหวงแหนความรู้ที่เราพากเพียรเรียนมา แม้ความรู้ไม่ได้หมดไปจากเรา แต่มันก็มีอารมณ์ที่ว่า สมัยเรากว่าจะได้ความรู้นี้ ยากลำบากยิ่งนัก แต่นาย B ไม่ต้องลำบากแบบเรา เราสอนให้ ก็ได้ความรู้ของเราไปเลย

ส่วนอภัยทานต้องสละอารมณ์ขุ่นมัวออกไป อามิสทานและวิทยาทานก็ต้องสละความเสียดายออกไป ความยิ่งใหญ่ของทานจึงมีส่วนของใจมาประกอบอยู่ไม่ใช่น้อย มหาทานบารมีที่พระเวสสันดรบำเพ็ญ อาศัยความเสียสละแบบโพธิสัตว์ ที่ยึด 5 วลีที่ว่า ต้อง ให้ ได้ ทุก อย่าง มีการสละลูกเมียเป็นทาน ซึ่งจะต้องเอาชนะความหวงแหนอย่างที่สุดจึงจะทำได้

เรื่องที่อยากคุยต่อในภาคอภัยทานจริงๆ ยังไม่จบ ตอนนี้เป็นเพียงดึงความเกี่ยวข้องของทานอีก 2 อย่างเข้ามาพิจารณา เอาไว้คราวหน้าค่อยคุยต่อครับ

Tuesday, June 19, 2012

อภัยทาน 2


หลายท่านเกิดความคิดเรื่องทานต่อยอดมาจากบทความที่แล้ว คราวนี้จะสรุปรวมเพื่อช่วยในการวิเคราะห์ให้ต่อยอดออกไปอีก

ทาน มีองค์ประกอบ 3 คือ ผู้ให้ ผู้รับ และวัตถุทาน

อามิสทาน เป็นทานที่มีองค์ประกอบชัดเจน จับต้องได้

ธรรมทาน และวิทยาทาน เป็นทานที่มีองค์ประกอบค่อนข้างชัด แต่วัตถุทานคือความรู้ อาจจับต้องไม่ได้ แต่รับรู้ได้ไม่ยาก พระพุทธองค์ยกย่องธรรมทานว่าเป็นเลิศกว่าการให้ทั้งปวง

ส่วนอภัยทาน เป็นทานที่มีองค์ประกอบซึ่งจับต้องได้ยาก ไม่ว่าจะเป็นส่วนของผู้ให้ ผู้รับ และที่สำคัญที่สุดคือวัตถุทานที่จับต้องได้ยากมาก เพราะเป็นเพียงนามธรรม แม้เหตุการณ์ล่วงเกินกันไม่ว่าด้วยกายวาจาใจได้จบลงไปแล้ว แต่บาดแผลทางใจยังไม่สิ้นสุด บาดแผลอันเป็นนามธรรมนี้เองที่เป็นวัตถุทานของภาคอภัยทาน

ดูแผนภูมิข้างบนประกอบนะครับ

กำหนดให้ A ถูก B ล่วงเกินด้วยกายวาจาใจเกิดเป็นบาดแผลทางใจคือ X และ A เป็นผู้ให้ ที่จะให้อภัยต่อ B

X คือวัตถุทานที่เป็นนามธรรม เป็นรอยแผลฝากไว้ในฝั่งของ A ผมแยกออกเป็น การล่วงเกินที่เกิดขึ้นจริง (T) กับอารมณ์ขุ่นมัวที่ A ปรุงแต่งเสริมขึ้นมา (F) นั่นคือ X=T+F เป็นสมการทางคณิตศาสตร์ ซะเลย

จากแผนภูมิอันนี้ เราสามารถอธิบายเรื่องราวต่อยอดได้อีกมากมาย เช่น

(1) ถ้าเป็นเหตุการณ์ตรงไปตรงมา B ขอโทษ A A ยกโทษ X ให้ B โทษ X เป็นอันหมดไปจากความสัมพันธ์ของทั้งสอง แต่โทษ X หนักเบาแค่ไหน ถ้าหนักมากเหมือนเป็นคดีอาญาในทางโลก B ยังต้องสะสางกับกฎเกณฑ์ของธาตุธรรมต่อไป

(2) ถ้าเอามือปิดตรงตัว T คือ B ไม่ได้ล่วงเกิน แต่ A คิดไปเอง คือมีอารมณ์ขุ่นมัว (F) ไปเอง ถ้าเออเองคือคิดยกโทษ ก็เป็นการสละอารมณ์ขุ่นมัวนั้นออกไป คืออโหสิกรรมให้ B (ทั้งๆ ที่ B ก็ไม่ได้ล่วงเกินจริงๆ แต่ถูกกล่าวหา) ก็ถือว่าจบ

กรณีนี้ หาก A ไม่ยอมเออเอง ยังถือโทษขุ่นมัวต่อเนื่อง ในระดับชาวบ้านย่อมเป็นการผูกเวรข้ามชาติโดยที่ B ก็ไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวอะไร นี่คือความซวยอย่างหนึ่งของการเวียนว่ายตายเกิด แล้วมาเจอคนอย่าง A เข้า

(3) หากเหตุการณ์ครบองค์ มีทั้ง T และ F แต่ B ดื้อรั้น ไม่ยอมรับว่าตนล่วงเกิน A A ไม่อยากก่อเวร ก็นึกอโหสิกรรมยก F คือความขุ่นมัวออกไปจากใจ แม้ T จะยังอยู่ ไม่ครบองค์แห่งอภัยทาน แต่ A ก็ไม่ต้องขุ่นมัวกับอารมณ์ในเหตุการณ์นี้อีก ส่วน B จะไปรับโทษจาก T หรือไม่ A ก็วางใจปล่อยวางเสีย

(4) ถ้าเอามือปิดตรง F (กลายเป็น X=T) คือมีเหตุการณ์ล่วงเกิน (T) แต่ A ไม่ถือสา ไม่มีอารมณ์ขุ่นมัวเลย มีลักษณะเหมือนพ่อแม่ที่ให้อภัยต่อลูกได้เสมอ B อาจมาขอขมาลาโทษในยามพิเศษบางอย่าง เช่นขอบวช A ย่อมยกโทษทั้งปวงให้ อภัยทานก็สมบูรณ์

การล่วงเกินด้วยกายวาจาใจ ก็เป็นสิ่งที่ตัดสินยาก เพราะเป็นปฏิสัมพันธ์ของสัตว์โลกที่มีต่อกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขันธ์อายตนะธาตุอินทรีย์ของแต่ละคน การกระทำอันหนึ่งอาจไม่ล่วงเกินคนทั่วไป แต่อาจล่วงเกินคนบางคน เช่นเราขับรถตัดหน้าเขาในระยะ 50 เมตร บางท่านก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา แต่บางท่านก็หาว่าเป็นการขับรถตัดหน้า และผูกโกรธเราก็ได้ เรื่องอภัยทานจึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อนอย่างแท้จริง

ยังมีได้อีกหลายกรณีจากแผนภูมินี้ ผมไม่ขอกล่าวต่อ ให้ผู้อ่านคิดต่อยอดเอาเอง

แต่ที่อยากจะกล่าวต่อไปคือ ท่านจะเห็นภัยในวัฏฏะสงสาร ทำอย่างไรจึงจะพ้นจากบ่วงเวรเหล่านี้ได้

สิ่งที่ผมกล่าวมา คือเหตุการณ์ที่เกิดแก่ A กับ B ซึ่งเป็นบุคคลระดับชาวบ้าน มีบุญบารมีพอๆ กัน จึงเวียนว่ายตายเกิด และมาเจอะเจอกัน หากเราจะหนีให้พ้นวัฏฐจักรเหล่านี้ มีทางเดียวคือ ต้องหนีให้พ้นจากวัฏฏะสงสาร บำเพ็ญบารมีของเราให้แก่กล้า ยกระดับธาตุธรรมของเราให้สูงขึ้นเรื่อยๆ จนเหตุการณ์ระดับชาวบ้านไม่อาจตามเราทัน

การสร้างบารมีสอนธรรม ทำให้ธาตุธรรมของเราเป็นถึงระดับอนุพุทธเจ้า ย่อมอยู่ในสถานะที่ก้าวล่วงได้ยาก เหมือนชาวบ้านธรรมดาไม่อาจกล่าวตู่ขุนนางผู้ใหญ่ได้ง่ายๆ

ดังนั้น จงสร้างบารมีให้มากเข้าไว้ โดยเฉพาะการสร้างบารมีสอนธรรม คือคำตอบของทุกสิ่ง