Pages

Wednesday, November 30, 2011

โยนิโสมนสิการ


การทำในใจโดยแยบคาย การใช้ความคิดถูกวิธี

ก่อนเราจะไปถึงวิชาในทางลึก ผมเห็นว่าเราต้องทำความเข้าใจกับรากฐานให้แน่นหนา วันนี้จะกล่าวถึงความสำคัญของ ความตั้งใจไว้ในที่ที่ถูกทางเสียก่อน หากไม่เป็นเช่นนั้น เราได้ยินได้ฟังอะไรมา เราก็ฟังผ่านโดยไม่ไตร่ตรอง เพราะเรามีจุดยืนที่แน่นหนาอยู่ก่อนแล้ว เราไม่ใส่ใจเนื้อหาใหม่ๆ ที่อาจสำคัญกว่าสิ่งที่เราเคย “เป็นอยู่คือ” มาก่อน

อยากให้ทบทวนเรื่อง “ผู้มาใหม่” แม้ผู้อยู่เก่าก็ควรตรวจสอบตัวเองอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะเรื่องของ ความเพี้ยน เฝือ เรื้อรัง ฮึกเหิม เพราะเมื่อเวลาเนิ่นนานไป เราเป็นผู้ใหญ่ขึ้น โอกาสที่ใครๆ จะเตือนเราได้ ก็มีน้อยลงทุกวัน เราหลงผิดไปทางไหน ไม่มีใครกล้าเสี่ยงมาเตือนเรา หากความผิดพลาดเป็นเรื่องสำคัญ เราอาจรู้ตัวเมื่อสาย คุณลุงเคยสอนอยู่ตอนหนึ่งว่าเมื่อครั้งคุณลุงเป็นครู แม้ภารโรงก็ยังตรวจสอบคำบาลีที่ลุงเขียนบนกระดานดำได้

ทุกอย่างมันออกไปจากความคิด การทำธุรกิจใหญ่โตทุกอย่างที่ประสบผล ล้วนมาจากความคิดที่ถูกต้องทั้งสิ้น เพื่อนนักธุรกิจคนสำคัญของน้องสาวผมได้บอกไว้ว่า เขาก่อร่างสร้างธุรกิจมานาน มีเงินเป็นร้อยๆ ล้านก็จริง แต่เธอรู้ไหมว่าฉันสามารถหมดตัวได้ภายในวันเดียว เพียงเพราะการตัดสินใจที่ผิดพลาด เพียงเพราะยกหูโทรศัพท์สั่งการผิดพลาดแม้ครั้งเดียวเท่านั้น

การระมัดระวังความคิดหรือใจของตัวเองจึงเป็นสิ่งสำคัญสุดยอดเหนืออื่นใด

แม้การเข้ามาเรียนรู้วิชาธรรมกายก็ตาม ผมเคยเขียนในบทความเรื่อง ศรัทธากับปัญญา รู้ญาณกับเหตุผล มาก่อนแล้ว ความเชื่อทุกอย่างมี 2 ด้านนี้เสมอ วิชาธรรมกายมีทั้งเนื้อหาวิชาการที่เป็นเหตุเป็นผล และปาฏิหาริย์ ที่เกิดจากการ “รู้เห็นเป็น” ซึ่งเป็นภาคปฏิบัติปฏิเวธในตัววิชชาเอง เกิดเป็นความศักดิ์สิทธิ์ของวิชาขึ้น

แต่ความศักดิ์สิทธิ์โดยทั่วไปก็มีได้แม้ไม่ได้มาเรียนวิชาธรรมกาย หากเรามัวหลงในความศักดิ์สิทธิ์อัศจรรย์ทั้งปวง เราก็ยังไม่ก้าวล่วงความเป็นปุถุชน ที่ชาวบ้านทั่วไปเขาก็เป็นกันมาก่อน เมื่อเราเรียนวิชาธรรมกาย เราจึงต้องเป็น (หรือหากยังไม่เป็นก็พยายามแสวงหา) สิ่งที่มากกว่าอภินิหารเหล่านั้น คือทำให้ความศักดิ์สิทธิ์ทั้งปวงเกิดขึ้นจาก “การเรียนรู้วิชา” จึงจะสมภูมิที่อุตส่าห์มาเจอหลักวิชา

ยุคต้นๆ ของการมาเป็นวิปัสสนาจารย์ของผม คุณลุงและหมู่คณะจะเน้นย้ำถึงการออกไปสร้างบารมีสอน จะมีการทบทวนเทคนิคการสอน การใช้อุปกรณ์การสอน ว่าต้องมีดวงใส กับผ้า 7 ฐาน มีการแก้ปัญหาผู้เรียน เวลาเห็นธรรมยาก เวลาปวดเมื่อย มีการตรวจสอบการเห็นธรรมที่ชัดเจน คือการสอบถามผู้เรียนตรงๆ ไม่ได้ใช้รู้ญาณตรวจแต่อย่างใด สิ่งเหล่านี้สามารถทบทวนได้ในหนังสือ คู่มือวิปัสสนาจารย์ และที่ต่อยอดขึ้นมาก็คือหนังสือ ปุจฉาวิสัชชนา นั่นเอง

แม้ปัจจุบัน เป็นยุคของเทคโนโลยี เราอาศัยคอมพิวเตอร์ช่วยเราได้มาก แต่ก็ต้องไม่ลืมพื้นฐานดั้งเดิมด้วย คุณลุงมีวิธีพลิกแพลงให้เราได้ยินได้ฟังเสมอ สมัยหนึ่งเคยไปร่วมสอนกับคุณลุง ตอนนั้นใช้แผ่นใส ฉายผ่าน Overhead Projector เราเคยลองเอาดวงใสวางแล้วฉายขึ้นจอ ภาพดวงออกสีคล้ำๆ คุณลุงเห็นเข้า บอกเราให้รีบเอาออก ลุงไม่ให้ใช้ เพราะมันติดตาผู้เรียนที่มาใหม่ ทั้งที่ดวงใสนั้นก็เป็นดวงแก้วของพวกเราวิปัสสนาจารย์นั่นแหละ

หากใช้นิมิตแบบโบราณก็ให้ใช้ดวงจันทร์ จะสอนใครที่ไม่เคยเห็นดวงใสมาก่อนก็ให้เขานึกถึงดวงจันทร์ เวลาไปช่วยคนตาย ให้ใช้วิธีสอนให้เขาเป็นธรรมโดยบอกนิมิตเป็นดวงจันทร์ เพราะเป็นสากล ใครๆ ก็รู้จัก มีคำถามในปุจฉาฯ ว่าใช้นิมิตเป็นดวงอาทิตย์ได้หรือไม่ คุณลุงตอบว่าดวงอาทิตย์มีสีออกส้มๆ กระเดียดไปทางดำ ไม่ให้ใช้

แสดงว่า คุณลุงให้ความสำคัญกับนิมิตที่เอามาใช้สอนธรรมมาก

นานมาแล้ว ผมเคยถามคุณลุงว่ารัตนชาติที่มีสีดำ แต่จักรพรรดิ์กายสิทธิ์ข้างในเป็นภาคขาวได้ไหมครับ คุณลุงตอบผมว่า “ได้ แต่น้อย ผมมีอยู่องค์หนึ่ง เป็นสีดำ แต่กายในใส เอาไว้หมอไปดูสิ ผมเก็บไว้ในตู้” ลุงไม่ได้เอาออกมาไว้ข้างนอก

ปัจจุบัน ดูเหมือนเราคุยถึง เคล็ดลับงานสอน เคล็ดลับการทำใจให้ใส เคล็ดลับการอ่านตำราให้มากเที่ยว ทบทวนตำราให้แตกฉาน น้อยลงไปหน่อย บางครั้งอาจติดอภินิหารรู้ญาณจักรพรรดิ์กายสิทธิ์เป็นหลัก เพราะไม่ว่าใครที่เข้ามาสร้างบารมี ก็อยากเด่นอยากดังอยู่ในตัวกันทั้งนั้น ยุคแรกๆ ผมก็เป็น แต่เมื่ออยู่ไปนานวัน จึงพบว่าสิ่งที่จะช่วยตัวเรา ช่วยศาสนา ช่วยจรรโลงวิชาได้จริงๆ คือหลักเหตุผลและความรู้ทางวิชชา มากกว่ารู้ญาณ ซึ่งบางทีเกิดขึ้นกลางอากาศ ผิดบ้างถูกบ้าง ได้แต่เอามาคุยเสียมากกว่า

บันทึกปราบมารของคุณลุงระบุไว้ชัดเจน “ให้เชื่อเหตุผลมากกว่ารู้ญาณ”

อยากให้ผู้สนใจใฝ่เรียนรู้ที่มีโอกาสเข้ามาเจอแหล่งวิชาแล้ว ได้กอบโกยความรู้ และสร้างบารมีสอนให้เต็มที่ อภินิหารจะเกิดตามมาเองอย่างแน่นอน แต่อย่าเอามาเป็นบทนำ

และ ไม่ว่าเราจะอยู่ในสถานะไหน อย่าฮึกเหิม โดยเด็ดขาด
นั่นคือมี โยนิโสมนสิการ ไว้แต่เริ่มแรก นั่นเอง

Friday, November 18, 2011

สมถะ กับ วิปัสสนา


วันนี้เราคุยกันในเรื่องสำคัญ แบบง่ายๆ ซึ่งอยู่ในหลักสูตรวิชชาธรรมกาย ในหนังสือคู่มือมรรคผลพิสดารทั้ง 2 ภาค ท่านผู้อ่านควรอ่านตำราประกอบให้จบ จะช่วยให้เข้าใจมากขึ้น

ธรรมปฏิบัติในพุทธศาสนามีวิชชาสำคัญ 2 วิชชาคือ สมถะ และวิปัสสนา ขอให้ดูในหนังสือคู่มือวิปัสสนาจารย์ หน้า 12 ประกอบด้วยอีกเล่มหนึ่ง

สมถะ(ความสงบระงับ) คือการฝึกให้จิตเป็นขึ้น คือให้มีกำลังทางใจเกิดขึ้นนั่นเอง

ส่วนวิปัสสนา(ความเห็นแจ้ง) คือการเอาจิตที่เป็นขึ้นแล้ว เก่งแล้ว แข็งแรงแล้ว มาศึกษาเรื่องของตัวเองในภาคละเอียด คล้ายการศึกษากายวิภาค (Anatomy) ของร่างกายของเราในวิชาแพทย์

การฝึกสมถะและวิปัสสนาจึงเป็นเรื่องต่อเนื่องกัน จะแยกกันฝึกโดยไม่เกี่ยวข้องกันไม่ได้ ตรงนี้มีการถกเถียงกันในหมู่ผู้ปฏิบัติมากมาย บางสำนักกลัวการฝึกสมถะเหลือเกิน ทั้งๆ ที่เหตุผลง่ายๆ ก็คือพระพุทธเจ้าท่านสอนทั้งสมถะและวิปัสสนา

สมถะ

ความสงบระงับ
คือการฝึกจิตให้เป็นขึ้น 
ภาษาอังกฤษใช้คำรวมๆ ว่า Meditation แต่ Meditation ครอบคลุมเนื้อหารวม ทั้งในพุทธศาสนา และนอกพุทธศาสนา

หลักการของสมถะเป็นการฝึกจิตให้แข็งแรง อุปมาเหมือนการฝึกร่างกายให้แข็งแรงด้วยการออกกำลังกาย ซึ่งเราจะใช้วิธีใดขึ้นอยู่กับความถนัดของแต่ละบุคคล

ผมเคยฝึกนักกีฬาแบดมินตัน โดยดูความแข็งแรงของนักกืฬาตอนกระโดดตบลูก เพราะลูกตบเป็นลูกที่ใช้แรงมาก และเป็นลูกฆ่าที่สำคัญ แต่เดิมใช้วิธีฝึกโดยการโยนลูกให้กระโดดตบวันหนึ่งเป็นร้อยครั้ง แต่โค้ชหลายท่านจะไม่ให้นักกีฬาจับไม้แบดมินตันเลยจนกว่าจะผ่านการฝึกยกน้ำหนักเสียก่อน โดยเริ่มจากน้ำหนักน้อยๆ เช่น 2 กิโลกรัม โดยให้ยกไป 1 สัปดาห์ แล้วเปลี่ยนน้ำหนักเป็น 5 8 10 กิโลกรัมตามลำดับ ลำดับละ 1 สัปดาห์ ครบ 1 เดือน จึงให้ทดลองจับไม้แบดมินตัน แล้วลองตบลูกดู ผลปรากฏว่านักกีฬาสามารถตบลูกได้รุนแรงทั้งๆ ที่ไม่ได้จับไม้มาเป็นเดือน

ทำให้เราทราบว่าการฝึกให้กล้ามเนื้อแข็งแรงแล้วเอามาใช้งาน เราเพียงเอาหน้าที่ของกล้ามเนื้อ(คือการออกแรง) มาพัฒนาโดยค่อยๆ เพิ่มแรงให้กล้ามเนื้อทำงานอย่างค่อยเป็นค่อยไป ในที่นี้เราใช้ลูกน้ำหนักในการฝึก โดยไม่ได้มุ่งหวังให้นักกีฬาไปเป็นนักยกน้ำหนักแต่อย่างใด ผลคือกล้ามเนื้อแข็งแรง เอามาใช้เล่นกีฬาแบดมินตันให้เรา โดยให้มาพัฒนาทักษะอีกนิดหน่อยเท่านั้น

การวัดผลว่ากล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น ก็เพียงดูง่ายๆ ว่าตอนนี้เขายกน้ำหนักได้กี่กิโลกรัมแล้ว นั่นเอง

การฝึกนักกีฬาจริงๆ มีความซับซ้อนกว่านี้มาก ผมพยายามยกตัวอย่างให้เข้าใจง่ายนะครับ

เมื่อมาถึงการฝึกใจให้แข็งแรง ก็ไม่ต่างจากการฝึกกายเลย เพียงแต่ใจ ไม่มีรูปร่าง ไม่มีตัวตน แต่มีหน้าที่ของใจให้เรารู้ได้ หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านสอนว่าใจมีหน้าที่ 4 อย่าง คือ เห็น จำ คิด รู้ การฝึกใจจึงให้เอาเห็นจำคิดรู้มาพัฒนานั่นเอง เหมือนกล้ามเนื้อที่เราเอาการออกแรงมาพัฒนา


หลักสูตรภาคสมถะ มี 40 วิธี ล้วนเป็นวิธีการพัฒนาหน้าที่ของใจให้แข็งแรงทั้งสิ้น โดยเลือกเอาวิธีที่ถูกจริตอัธยาศัย หรือวิธีที่ใช้ได้กับทุกจริตอัธยาศัย นั่นเอง

ท่านจะเลือกใช้วิธีไหน กสิณ 10 อสุภะ 10 อนุสสติ 10 พรหมวิหาร 4 อรูปฌาน 4 อาหาเรปฏิกูลสัญญา 1 จตุธาตุววัตถาน 1 รวมเป็น 40 ล้วนเป็นการปั้นใจดวงนี้ขึ้นมา แล้วพัฒนาจนเกิดความแข็งแรงของใจ เช่นอาโลกกสิณ การเพ่งกสิณแสงสว่างโดยใช้ดวงใสเป็นแบบ ด้วยการเริ่มให้ใจทำงาน จดจำ จินตนาการ นึก ดวงใสที่เราเห็นด้วยตาขึ้นมาก่อน เริ่มนึกได้ลางๆ ซัก 20% ก็เปรียบเสมือนเราเพิ่งหัดยกน้ำหนักได้ 2 กิโลกรัม พอนึกไปๆ นึกได้ชัดขึ้นเป็น 50% ก็เปรียบเหมือนเรายกน้ำหนักได้ 5 กิโลกรัม นึกได้ 80% ก็เหมือนยกน้ำหนักได้ 8 กิโลกรัม นึกไปๆ นึกได้เท่าตาเห็นคือ 100% ยกน้ำหนักได้ 10 กิโลกรัม เราวัดผลตรงนี้ ถือว่าจิตเป็นขึ้น พร้อมจะเอามาทำงานทางใจได้ในระดับหนึ่ง ในวิชชาธรรมกาย เราให้เอามาเดินวิชชา 18 กายเสียก่อน จากนั้นจะเอาไปเรียนรู้ในภาควิปัสสนาคือการศึกษาเรื่องของตัวเราแบบแยกส่วน เหมือนหมอศึกษาร่างกายมนุษย์ด้วยการผ่าศพ เพื่อให้รู้เรื่องของตัวเราอย่างแจ่มแจ้ง รักษาโรค และแก้ปัญหาของชีวิตของเราได้ต่อไป

ความสำคัญของภาคสมถะ คือการวัดผล ให้รู้ว่าจิตเราเป็นขึ้นหรือยัง ก่อนจะเอามาทำงานทางใจในระดับต่อไป เช่นเดียวกับการวัดผลความแข็งแรงของนักกีฬาให้ได้ระดับเสียก่อน จึงเอามาฝึกทักษะทางกีฬาที่จะเล่นได้ ซึ่งไม่ยากแล้ว

หากจิตยังไม่เป็นขึ้น แล้วรีบเข้าสู่การเรียนรู้ในภาควิปัสสนา การเรียนรู้นั้นก็ทำได้ไม่ถนัด หรือไม่ได้เลย เหมือนนักกีฬาที่ยังไม่แข็งแรงพอ ก็ไม่สามารถเล่นกีฬาให้ดีได้

ภาคสมถะทั้ง 40 วิธี มีอธิบายไว้จนครบในหลักสูตรมรรคผลพิสดาร 2 โปรดหาอ่านดู

วิปัสสนา

ความเห็นแจ้ง เป็นการเรียนรู้ส่วนประกอบภาคละเอียดของตัวเรา โดยใช้จิตที่เป็นขึ้นแล้ว เก่งแล้วจากภาคสมถะ มาดู ขันธ์ 5 อายตนะ 12 ธาตุ 18 อินทรีย์ 22 อริยสัจ 4 ปฏิจจสมุปบาทธรรม 12 นั่นเอง ซึ่งบทเรียนในคู่มือมรรคผลพิสดารภาค 1 มีบทบัญญัติให้ฝึกหัดไปในแต่ละบท

ระหว่างที่เราดูส่วนประกอบเหล่านี้ไปแต่ละอย่าง เราจะเห็นปัญหาของความเป็นมนุษย์ไปเรื่อยๆ เช่น ในภาคของขันธ์ 5 จะพบว่ากายมนุษย์ยังตกอยู่ในไตรลักษณ์ มีการแตกทำลายของขันธ์ ให้เราไปหัดดูกายละเอียดของคนที่กำลังจะตาย ว่าเดินทางไปตามฐานที่ตั้งใจอย่างไร อะไรทำให้ขันธ์ต้องแตกดับ มีทุกข์สมุทัยหุ้มอยู่อย่างไร ระดับไหนบ้าง

เมื่อดูถึง อายตนะ ธาตุ อินทรีย์ เราจึงพอทราบได้ว่า มนุษย์ติดต่อกับโลกรอบตัวอย่างไร ทำไมมนุษย์เมื่อเห็น ฟัง ได้กลิ่น ลิ้มรส สัมผัส ในสิ่งเดียวกัน จึงตอบสนองไม่เหมือนกัน ชอบ ไม่ชอบ ไม่เหมือนกัน ทั้งๆ ที่สิ่งกระตุ้นเป็นตัวเดียวกัน ดูอินทรีย์แล้ว น่าสงสัยว่าอินทรีย์มนุษย์ ทำไมมีทุกขินทรีย์ โทมนัสสินทรีย์ แทรกเข้ามาในอินทรีย์ 22 ของเราตั้งแต่อ้อนแต่ออก ได้อย่างไร

ดูถึงอริยสัจ 4 จะเห็นสายปกครองฝ่ายทุกข์สมุทัยที่ส่งวิชชามาให้มนุษย์แก่ เจ็บ ตาย อยู่ลึกถึงเพียงนี้ แถมยังทำวิชชาหุ้มไปทั่วทั้งสุดหยาบสุดละเอียด มีตำราให้เรียนอย่างเจาะลึกในวิชชาธรรมกาย เห็นแล้ว เราคิดแก้ไขอย่างไร จะใช้วิชาใด พอมาถึงปฏิจจสมุปบาทธรรม 12 จึงเห็นสายปกครองอีกสายคือสายปิฎก อันมี อวิชชา เป็นหัวหน้า อยู่ลึกถึงอย่างนี้นี่เอง เราจะทำอย่างไรต่อไป เมื่อเห็นเช่นนี้แล้ว


วิจารณ์


การฝึกกายด้วยลูกน้ำหนัก (Dumbbell) เพื่อให้กล้ามเนื้อแข็งแรง แล้วเอาความแข็งแรงมาเล่นแบดมินตันให้เรา ในวงการแพทย์และวงการกีฬายุคปัจจุบันยอมรับแล้วว่าการฝึกความแข็งแรงด้วยน้ำหนัก ให้ผลดีที่สุด เมื่อกล้ามเนื้อแข็งแรงจะเอาไปทำอะไรก็ได้ดั่งใจนึก
การยกน้ำหนัก ไม่ได้ทำให้เราติดในการยกน้ำหนัก จนไม่ทำอย่างอื่น ไม่ได้แปลว่าจะให้นักกีฬาไปเล่นยกน้ำหนักแต่เพียงอย่างเดียว
หากเราไม่ยกน้ำหนัก แต่เริ่มเล่นกีฬาไปเลยโดยไม่วางแผนฝึกกล้ามเนื้อมาก่อน ก็อาจทำได้ แต่สู้นักกีฬาที่ถูกฝึกมาอย่างเป็นระบบไม่ได้อย่างแน่นอน เมื่อเราฝึกฝนกีฬาใดใดมาอย่างผิดวิธี การแก้ไขในครั้งต่อๆ ไปนั้นยากมาก ผู้เคยเป็นนักกีฬามาก่อนย่อมรู้ดี
ผลของการออกกำลังกาย ย่อมสัมผัสได้จากการลงมือออกกำลังกายด้วยตัวเองเท่านั้น เราจึงจะสัมผัสกับความแข็งแรงนั้นได้ (Well being) สิ่งนี้ไม่อาจเกิดขึ้นจากการอ่าน หรือการทำความเข้าใจจากตำราแต่เพียงอย่างเดียว การฝึกใจก็เช่นเดียวกัน


การฝึกใจให้เป็นขึ้นด้วยสมถะ ทำให้จิตแข็งแรง และเป็นขึ้นมาก่อน แล้วเอา 'เห็นจำคิดรู้' ที่แข็งแรงนั้น ไปเรียนรู้ต่อในภาควิปัสสนา ย่อมทำให้การเรียนรู้ได้ผลที่ถูกต้องแม่นยำ กว่าการพยายามทำวิปัสสนาโดยที่ยังไม่มีการฝึกจิตในภาคสมถะ ซึ่งการเรียนรู้นั้นย่อมทำไปโดยอาศัยความเข้าใจจากตำรับตำราแต่เพียงอย่างเดียว ไม่ได้รู้เห็น และเป็นหนึ่งเดียวกับความรู้นั้น เพราะความรู้หลายๆ อย่าง ต้องเป็นขึ้นจากการฝึกฝน จะอ่านตำราอย่างเดียวไม่ได้ คำภีร์อุปนิษัทโบราณก่อนพุทธศาสนา กล่าวไว้ว่า "มีความรู้บางอย่างที่มนุษย์ไม่อาจเรียนรู้ได้ หากปราศจากการฝึกจิต"
การฝึกสมถะด้วยกสิณ ไม่ได้มีความหมายแค่ ติดนิมิต ติดสุข อย่างที่หลายๆ ท่านวิพากษ์วิจารณ์กัน นั่นมันเป็นความรู้เด็กๆ จึงกลัวการฝึกสมถะกันนัก


จริงๆ แล้ว การเรียนรู้เรื่อง ขันธ์ อายตนะ ธาตุ อินทรีย์ ฯ ยังเป็นแค่การศึกษาเรื่องราวของกายในแกนนอนเท่านั้น วิชชาธรรมกายเดินวิชชา 18 กาย เข้าถึง กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม ในแกนตั้งอย่างเป็นปกติ โดยไม่ต้องตีความใดใด จึงเป็นภาควิปัสสนาที่ลึกซึ้งยิ่ง นี่แหละ ทำไมจึงบอกว่า วิชชาธรรมกายเป็นทั้งสมถะ และวิปัสสนา


ขอจบไว้เพียงนี้ก่อนครับ

Thursday, November 17, 2011

วิชชาธรรมกาย กับโรคที่เกิดแก่มนุษย์


สมัยที่ผมเรียนวิชา Pathology (หลายท่านเรียกว่า ‘ปาโถ’) อาจารย์แพทย์สอนผมไว้ว่า โรคทั้งปวงที่เกิดแก่มนุษย์จัดกลุ่มได้ 5 กลุ่ม คือ Congenital Trauma Tumor Infection Degeneration วันนี้ เรามาดูกันว่า โรคทั้ง 5 กลุ่มนี้ พอจะคุยกันในแง่มุมของวิชชาธรรมกายได้อย่างไร

การตายของมนุษย์ในวงการแพทย์ ตัวชี้วัดคือ หัวใจหยุด หายใจหยุด (ระยะหลังเพิ่มเติมคลื่นสมองเป็นเส้นตรงด้วย) ส่วนวิชชาธรรมกายเกิดจากหัวต่อกายหลุดออกจากกัน อะไรก็ตามที่ทำให้หัวต่อกายมนุษย์หลุดออกจากกายฝัน จะทำให้กายมนุษย์ตาย

  1. Congenital พันธุกรรม
คือ โรคที่มีสาเหตุมาจากพันธุกรรม หรือกรรมพันธุ์ มันติดตัวเรามาในระดับยีน (Gene) อาจแสดงให้เห็นตั้งแต่แรกเกิด หรือมาแสดงให้เห็นตอนโตแล้วก็ได้ บางโรคมีความแม่นยำในการแสดงผลมาก พอถึงอายุที่กำหนดเช่น อายุ 15 ปีก็จะเริ่มมีอาการของโรคทันที วงการแพทย์ติดตามสังเกตุอาการเหล่านี้จนจัดประเภทเป็น กลุ่มอาการ (Syndrome) แล้วตั้งชื่อแต่ละ syndrome ตามชื่อของผู้ค้นพบ ตอนนี้มีเป็นหลักพันแล้ว

ในแง่วิชชาธรรมกาย แต่เดิมเราก็เข้าใจว่าโรคทั้งปวงต้องเกิดจากมารเป็นผู้กระทำ โรคในกลุ่มนี้อาจเกิดจากผู้ต้นคิดวิชาของแต่ละกลุ่มอาการที่ทำขึ้นไว้ก็เป็นได้

หรือ หากมองอีกมุมหนึ่ง อาจเป็นธรรมชาติ (อย่างน้ำท่วม) ที่สายกรรมพันธุ์นี้ได้หมู่ธาตุ(ธรรม) ที่เอามาสร้างกายมนุษย์ไม่สมบูรณ์ มีความไม่สมดุลย์ของธาตุในตัวของสายกรรมพันธุ์นี้มาแต่เดิม โรคจึงเกิดแก่คนเฉพาะกลุ่ม

เมื่อพูดถึงพันธุกรรม ทำให้ผมนึกถึง “เหตุข้ามชาติ” คือบางคนตายในลักษณะเดียวกันข้ามภพข้ามชาติต่อเนื่องมาตลอด คุณลุงก็เคยเล่าประวัติคนสำคัญที่คุณลุงไปช่วย ท่านบอกว่าท่านจะต้องตายอย่างที่เป็นมานี้อีกหลายชาติ คุณลุงต้องแก้ว่าเมื่อท่านทำดวงใสในท้องได้แล้ว เหตุทั้งปวงเป็นอันจบไป เหตุเหล่านี้ บางแห่งเรียกว่าเป็นกรรมเก่า ทำให้กายมนุษย์แตกดับไปชาติหนึ่งแล้ว แต่ตัวเหตุยังติดอยู่กับกายละเอียดๆ ของผู้นั้น คอยจ้องทำลายต่อไปในอนาคตเมื่อกลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีก การแก้ไขในวิชชาธรรมกายจึงต้องคำนวณ อดีตปัจจุบันอนาคต อ่อนแก่ หยาบละเอียด ฯลฯ เข้ามาให้หมด (ดู วิชชาธรรมกาย กับคณิตศาสตร์) เราจะเห็นถึงความลึกซึ้งของวิชชาธรรมกายที่มีความรู้ทั้งกว้างไกล และลึกซึ้ง

ผมเชื่อว่าเหตุทางพันธุกรรม เป็นได้ทั้งเรื่องของ ธรรมชาติ และธาตุธรรม ผู้อ่านได้โปรดไตร่ตรองและค้นคว้าต่อไป

  1. Trauma การบาดเจ็บ
กลุ่มนี้เข้าใจไม่ยาก เป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากแรงกระทำต่อกายมนุษย์โดยตรง เช่นรถชน ตกจากที่สูง ฯลฯ ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุ หรือจงใจก็ตาม ในวิชชาธรรมกายก็คงไม่ใช่ใครอื่น นอกจากมารผู้ต้นคิดวิชาวิบัติบาปศักดิ์สิทธิ์ทั้งปวงนั่นเอง

  1. Tumor เนื้องอก
โรคที่เกิดจากการมีเนื้องอกส่วนเกินเกิดขึ้นในร่างกายของเราไม่ว่าจะเป็นเนื้องอกธรรมดา หรือเนื้องอกลุมลาม (มะเร็ง) เนื้องอกธรรมดาไม่แพร่กระจาย หากวินิจฉัยได้ ตัดออกก็หาย แต่มะเร็งจะลุกลามไปได้ทั้งบริเวณใกล้เคียง และเดินทางไปที่ไกลๆ ได้ตามลักษณะเฉพาะตัวของโรคนั้นๆ เมื่อลุกลามจนทำลายอวัยวะสำคัญ ก็ทำให้กายมนุษย์ตาย

ความรู้วิชชาธรรมกายเชื่อว่าโรคในกลุ่มนี้มีผู้ต้นคิดวิชา เป็นเจ้าของโรคแต่ละอย่าง

บางครั้งพบว่าโรคในกลุ่มนี้เกี่ยวเนื่องกับกรรมพันธุ์(ข้อ 1)  ด้วย โดยพบประวัติครอบครัวของผู้ป่วยอยู่บ่อยๆ

  1. Infection การติดเชื้อ
การติดเชื้อ คงไม่ต้องอธิบายมาก ในทางแพทย์ มันมีเชื้อโรคตั้งแต่ขนาดใหญ่ไปหาเล็ก เช่น พยาธิ แมลง ยีสต์ เชื้อรา แบคทีเรีย ไวรัส ปัจจุบันเล็กไปถึง Interferon ฯลฯ

ความรู้วิชชาธรรมกาย ก็มีผู้ต้นคิดวิชาของแต่ละโรคดูแลกันไป

โรคทั้ง 4 หมวดที่กล่าวมา หากใครโชคดี อาจไม่เคยพบปะเจอะเจอเลยก็ได้ หรือหากเจอก็แค่เบาๆ ไม่หนักหนาอะไร ชีวิตก็ไม่แตกดับเพราะโรคเหล่านี้ แต่ไม่ว่าใครก็ตามที่รอดพ้นจากโรคทั้ง 4 ข้างต้น ย่อมหนีไม่พ้นโรคที่ 5 คือ

  1. Degeneration ความเสื่อมสภาพ
โรคที่เกิดจากความเสื่อมโทรมของสังขาร ปัจจุบันวงการแพทย์เริ่มอธิบายถึงทฤษฎีแห่งความเสื่อมหรือความชราของสังขารมนุษย์มากขึ้น ว่าอาจจะมาจากทฤษฎี Wear and Tear, Oxidation, Hormone โดยเริ่มรู้และสนใจวิธีการชลอวัยกันมากขึ้น ผมไม่ขอลงรายละเอียดนะครับ

ส่วนวิชชาธรรมกาย โรคในกลุ่มนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่เราพูดถึงกันมาก คือโรคที่เกิดจากดวงทุกข์สมุทัย นั่นเอง ทุกข์สมุทัยเป็นวิชาที่ทำให้เกิดความเสื่อมโทรมของกายมนุษย์ทำให้กายมนุษย์ แก่ เจ็บ และตายในที่สุด

สำหรับดวงเกิด ผมได้นำเสนอความคิดเห็นไว้พอสมควรแล้วในบทความ จับผิดครู ตอนนี้อยากเพิ่มเติมว่า ดวงเกิดอาจเป็นดวงกสินของภาคมารที่เข้ามาตั้งในที่ตั้ง(ศูนย์กลางกาย) ของเราเมื่ออายุ 14 ปี ก็ได้ เหมือนเวลาที่เราแก้ไขเรื่องธาตุกับธรรมในหนังสือมรรคผลพิสดาร 2 โดยให้ภาคธาตุเป็นกสิน ภาคธรรมเป็นสมาบัติ เดินสมาบัติในกสินจนกสินนั้นขาวใส ขอให้ผู้อ่านไปทบทวนตำราให้แตกฉานนะครับ

ในทางกลับกัน ภาคมารนำดวงเกิดมาตั้งเป็นกสินของเขาไว้ในที่ตั้งของเรา ดวงกสินนี้เป็นตัวแทนกายมนุษย์ของเรา เวลาจะกระทำการใดใดต่อเรา ก็กระทำที่ดวงกสิน(ดวงเกิด)นี้ ที่ชัดๆ ก็คือเอา แก่ เจ็บ ตาย มาเดินสมาบัติในดวงเกิดที่เขาเอามาตั้งไว้ จนดวงเกิดขุ่นมัว คือดำลง (กลับกับวิชชาเราที่เดินวิชชาให้ดวงกสินขาวใสขึ้น) ชี้วัดว่าวิชชาของเขาได้ผล สัตว์โลก แก่เจ็บตาย ไม่มีใครเว้น เพราะยังแก้วิชชาของเขาไม่ได้

ความเจ็บในขั้นตอนนี้ น่าจะเป็นความเจ็บที่เกี่ยวเนื่องด้วยความแก่ คือเจ็บเพราะความเสื่อมโทรมของสังขาร ข้อเสื่อมปวดข้อ เดินเหิรไม่ถนัดปวดเนื้อตัวไปหมด อวัยวะสำคัญๆ ก็เสื่อมไปเรื่อยๆ เสื่อมหนักเข้าๆ ดวงตายก็เข้ามาเดินสมาบัติทำงานจนหัวต่อกายมนุษย์หลุดจากกายฝัน กายมนุษย์ก็ตายด้วยโรคชรา

ถ้าเป็นไปตามนี้ เราจึงพออธิบายได้ว่า เด็กอายุ 0-14 ปี ไม่ตายด้วยทุกข์สมุทัย เพราะตอนนั้นดวงเกิดยังไม่เข้ามา คือเด็กไม่ตายด้วยชุดวิชชา “เกิด แก่ เจ็บ ตาย” แม้จะมีการยกเว้นบ้างเช่น โรคที่ทำให้แก่ก่อนวัย แต่พบเห็นน้อย นั่นคงเป็นเพราะทุกข์สมุทัยเข้าไปทำงานก่อนวัยอันควรเฉพาะบางคน ส่วนใหญ่เด็กๆ ที่ตายก่อนอายุ 14 ปี จะตายด้วยโรค 4 โรคข้างต้นที่ผมกล่าวมา ไม่ใช่ Degenerative diseases

วิชชาทุกข์สมุทัยถือเป็นวิชชาชิ้นโบว์แดงของเขา กระทำต่อมนุษย์ทุกผู้ทุกนาม จนกลายเป็นธรรมดาของสังขารในยุคปัจจุบัน กลายเป็นเนื้อหาหลักของพระพุทธศาสนาโดยทั่วไป

การแยกแยะโรคที่เกิดแก่กายมนุษย์ในบทนี้ อาจมีส่วนช่วยในการคำนวณ เวลาที่เราจะแก้วิชชาของเขาได้ไม่มากก็น้อย ขอจบบทความตอนนี้ไว้แค่นี้ก่อนครับ

Monday, November 14, 2011

เราสร้างบารมีไปทำไม ?


เราสร้างบารมีไปทำไม ?

วันนี้อยากเปิดประเด็นด้วยคำถามง่ายๆ แต่หากจะตอบเอาความกันจริงๆ ก็ยากเหมือนกัน เราเคยเจอแต่คำถามที่ว่า “เราเกิดมาทำไม?”  คำตอบสำหรับนักสร้างบารมีก็คือ เกิดมาเพื่อสร้างบารมี แต่หลังจากนั้นลองถามต่อว่า เราสร้างบารมีไปทำไม?

ยุคปัจจุบัน เราอาจตอบว่า เราสร้างบารมีให้มาก เพื่อหนีให้พ้นจากทุกข์ภัยโรคทั้งปวง เมื่อบารมีเราแก่กล้าจะชนะอุปสรรคปัญหาทั้งปวงได้ พอแก่กล้าหนักเข้าจริงๆ ก็ให้พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด และเข้านิพพานอันเป็นบรมสุขต่อไป คือหนีความทุกข์ เพื่อไปพบความสุขที่ถาวรกว่า หรือเพื่อชนะมารในระดับต่างๆ นั่นเอง อันเป็นคำตอบหนึ่งในยุคปัจจุบันที่ธาตุธรรมของเราถูกปนเป็นไปก่อนแล้ว เราอยากเป็นอิสระจากการปนเป็นนั้น เราก็เร่งสร้างบารมีเพื่อชนะกิเลส(มาร)

อย่างไรก็ตาม ผมเคยเขียนบทความเรื่อง วิชชาธรรมกายกับประวัติศาสตร์(1) มาก่อนแล้ว เราพบว่ายุคแรกๆ ที่ธรรมภาคขาวบังเกิดขึ้น ภาคขาวก็ต้องสร้างบารมีเพื่อเข้านิพพานเป็น ตอนนั้นธรรมภาคมารยังไม่ได้มายุ่งเกี่ยวกับเรา ยังไม่ได้มาปกครองเรา เราก็ยังต้องสร้างบารมี ตอนนั้นเราสร้างบารมีไปทำไม เราไม่น่าจะมีทุกข์ภัยโรคจากมาร มิใช่หรือ? มนุษย์ก็น่าจะเป็นสุขพอที่จะอยู่เฉยๆ ได้ โดยไม่จำเป็นต้องขวนขวายอะไรอีก

มาถึงตอนนี้ คำตอบของการสร้างบารมี จึงไม่ใช่ ”การรบกับกิเลส” เพียงอย่างเดียวเสียแล้ว แต่หากจะเป็น ”การยกระดับธาตุธรรม” ของเราให้สูงขึ้นนั่นเอง ทำเพื่ออะไร? แสดงว่า หากธาตุธรรมของเรายังไม่สูงพอ “คง” จะมี ”ความไม่สมบูรณ์” บางอย่าง ที่ทำให้เรา ”สุข” ไม่เต็มที่ ไม่ถาวร ไม่เช่นนั้นมนุษย์ยุคทานศีลภาวนา หรือยุคนิพพานเป็นก็คงไม่ต้องสร้างบารมีเพื่อเข้านิพพาน

ทุกข์ภัยโรค จำเป็นต้องเกิดจากมารเสมอไปหรือไม่? จึงเป็นอีกคำถามหนึ่งที่น่าคิดในยุคที่การปราบมารดำเนินมาถึงจุดสำคัญ อย่างน้ำท่วมใหญ่คราวนี้ มีบางประเด็นบอกว่าเป็นเรื่องธรรมชาติ ไม่เกี่ยวกับธาตุธรรมใดใด ไม่ว่าพระหรือมาร แต่เป็นเพราะโลกร้อนขึ้น น้ำแข็งละลาย ทำให้มีน้ำส่วนเกินมาก มีผลทำให้น้ำท่วมมากกว่าปีก่อนๆ นั่นคือเป็นความไม่สมดุลย์ของธาตุ นั่นเอง แม้ทุกข์ภัยโรคในครั้งนี้ อาจเริ่มต้นจากเหตุดั้งเดิม เช่นความโลภของมนุษย์ทำให้ปลูกบ้านสร้างเรือนในพื้นที่น้ำผ่าน น้ำก็ท่วมเอา เกิดทุกข์ขึ้นอีกโดยไม่มีใครต้องมาสับโขกซ้ำ อันนี้ผมวิเคราะห์ในประเด็นที่เราเชื่อว่าเป็นเรื่องธรรมชาติล้วน

หากเปรียบบารมีเป็นเสมือนเงินทอง การสั่งสมบารมีให้มากเข้าไว้ จึงเป็นความไม่ประมาท เหมือนเราจำเป็นต้องทำมาหากินสั่งสมเงินทองไว้ก่อน เผื่อใช้สอยทั้งในยามปกติ และในยามฉุกเฉิน


ขอเปิดประเด็นไว้ให้ช่วยกันคิดต่อ ต้องขอโทษสำหรับผู้กำลังติดตามอ่านบล็อกที่ทิ้งช่วงมานานนะครับ

Wednesday, October 5, 2011

พรหมวิหาร 4


มาถึงตอนนี้ เคยบอกไว้ว่าจะเขียนเรื่องพรหมวิหาร 4 เท่าที่มีประสบการณ์ทางวิชชานะครับ ทั้งนี้ ผมคอยระมัดระวังอยู่เสมอไม่ให้เรื่องที่เขียนเกินเลยจากพื้นฐานมากไป เพราะวิชชาธรรมกายมีให้เรียนตั้งแต่ระดับต้นไปจนระดับสูง ที่ผ่านมาถือว่าเราเอาสิ่งที่รู้ๆ กันแล้วในวิชชาธรรมกายมาจัดหมวดหมู่ให้ง่ายขึ้นเท่านั้น ส่วนวิชชาที่กล่าวถึงก็เป็นวิชชาพื้นฐาน ที่ผู้เรียนวิชชาธรรมกายทั่วไปต้องทำได้ เช่นวิชชา 18 กาย ไม่ว่าจะเป็นการเดินวิชชาให้ตัวเอง เข้าไปเดินให้คนอื่น หรือเดินวิชชาให้จักรพรรดิ์ จริงๆ แล้ววิชชาที่ต่อยอดออกไป ก็มาจากวิชชาพื้นฐานนั่นเอง แต่เราอาจละเลยกันมานานจนเห็นว่าเป็นวิชชายาก ไม่หมั่นปฏิบัติกัน

สำหรับ blog แห่งนี้ ผมระมัดระวังเสมอว่าอะไรควรอะไรยังไม่ควรนำออกเผยแพร่ เพราะผู้เข้ามาอ่านมีหลายระดับ การอวดอุตริเอาวิชชาสำคัญมาเปิดเผย ย่อมไม่บังควร

พรหมวิหาร เป็นวิชชาสำคัญในระดับพรหม แต่ในส่วนของคุณลุงไม่พูดอย่างนั้น ท่านว่าเป็นวิชชาสำคัญที่ทุกคนควรหมั่นเจริญให้มาก  เป็นวิชชาที่ทำให้คนรักกัน(แบบพระนะครับ) โดยยกตัวอย่างคำถามท้ายบทเรียนที่ว่า เห็นคนๆ หนึ่งออกทีวี เรากลับรู้สึกไม่ชอบหน้าคนๆ นั้น เป็นเพราะเหตุใด คำตอบคือ เพราะคนๆ นั้นไม่ได้เจริญพรหมวิหาร 4 ข้ามภพข้ามชาติไว้นั่นเอง ส่วนจะเจริญในระดับไหน นั่นอีกเรื่องหนึ่ง

พรหมวิหารมี เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา คำแปลเป็นอย่างไร เราไปพูดในภาคปฏิบัติเลย

การปฏิบัติในระดับมนุษย์ การมีเมตตากรุณามุทิตาและอุเบกขาต่อกัน เราคงพอเข้าใจ เพราะมนุษย์แสดงออกต่อกันด้วยกายวาจาใจ ย่อมสื่อถึงสิ่งเหล่านี้ให้เห็นได้ไม่ยาก แต่การเอามาทำวิชชามีตั้งแต่ง่าย ไปหายาก ดังนี้

กรณีที่ 1 วิทยากรถูกรังแก


กรณีนี้ผมพูดไปแล้วในเรื่อง จับผิดครู วิทยากรของเราท่านหนึ่งถูกเพื่อนในที่ทำงานที่อยู่ในระดับสูงกว่ารังแกอย่างไม่มีเหตุผล เป็นประจำทุกวัน และเป็นทุกครั้งที่เจอหน้ากัน

คุณลุงได้แนะนำมาทางจดหมาย ผมค้นเจอจดหมายเก่าเห็นว่าน่าสนใจ และเป็นมงคลยิ่งหากจะนำจดหมายลายมือท่านมาลงให้ดูไว้ ณ ที่นี้ โดยผมได้เบลอชื่อบุคคลที่กล่าวถึงในจดหมายไว้แล้ว จดหมายนี้เขียนมาถึงผมเมื่อ 20 ก.พ. 2543 เป็นเวลา 11 ปีกว่า มาแล้ว ดังรูปข้างล่าง



เนื้อความไม่ยาก และสมบูรณ์อยู่ในตัวแล้ว แต่ผมอยากเพิ่มเติมคือ คุณลุงบังคับให้เดินวิชา 18 กายทุกวัน เดินวิชาให้หนักมือ มีตัวชี้วัดคือ เดินจนอารมณ์บันเทิง พิสดารกายธรรมเราไปนั่งในท้องเขาโดยลำดับไปทุกกาย คือ 18 กายเขานั่นเอง ทำวิชชาพรหมวิหารโดยท่อง เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เราไม่ได้ไปแช่งผู้ที่มารังแกเรา แต่เราขอให้เขาเป็นสุข พ้นทุกข์ มีความจำเริญรุ่งเรือง และอย่ามาก้ำเกินเราด้วยกายวาจาใจเลย เวลาเจอเขาก็ท่องแบบนี้ไปด้วย และที่สำคัญ อย่าไปเกลียดเขา ทำใจเราให้เฉยไว้

ผลก็คือ วิชชานี้ใช้เวลาแค่ 2-3 วัน ความก้าวร้าวต่อเราลดลงทันที และค่อยๆ จางลงจนหมดไป ผู้รุกรานเริ่มเจ็บป่วยจนต้องไปรักษาตัวในโรงเรียนแพทย์ระยะหนึ่ง แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจคือ เขากลับมาเป็นมิตรกับเราในระยะที่เริ่มป่วยนั่นเอง เขามาดีกับเราถึงขนาดจองตัวให้ไปทำงานด้วยกันในแผนกใหม่ที่กำลังจะเปิดขึ้นในช่วงนั้น แต่เราไม่ได้ไป แม้กระนั้นก็ยังดีกับเราเสมอมา ผ่านมาทางเราก็มีข้าวของติดไม้ติดมือมาให้อยู่เสมอ จวบจนทุกวันนี้

กรณีที่ 2 การเดินวิชาพรหมวิหาร ในหนังสือคู่มือมรรคผลพิสดาร 2


เรื่องนี้ไม่มีประสบการณ์เล่า แต่เป็นวิธีการในตำราวิชาธรรมกายชั้นสูง คือคู่มือมรรคผลพิสดาร 2 นั่นเอง

ผมขอ ไม่กล่าวถึงวิธีการโดยละเอียด เพราะจะยาวความไป ขอฝากเป็นการบ้านให้ท่านผู้อ่าน ไปอ่านตำรา อย่าอ้างว่าอ่านไม่รู้เรื่อง หรืออ้างว่าท่านยังไม่เป็นวิชชาแล้วจะอ่านได้อย่างไร ผมขอยืนยันว่าท่านต้องอ่านตำรา เพราะตำรามีไว้ให้ผู้ไม่รู้ ได้อ่านจนเป็นผู้รู้ หากท่านรอให้รู้เห็นเองเสียก่อน เมื่อไหร่จะได้รู้เห็นจนคิดว่าอ่านตำราได้ มีตำราแล้วไม่อ่านก็คือแพ้ทางมาร ผมเคยบอกชื่อยาแก้เจ็บคอให้แก่ญาติที่อยู่ไกลทางโทรศัพท์ โดยจดชื่อ แล้วไปหาซื้อยาตามร้านขายยา เพื่อแก้โรคให้ตัวเองและญาติที่นั่น เขาไม่ได้รู้เรื่องยามาก่อน แต่เขาทำตามวิธีการที่เราบอก เขาก็แก้โรคได้ เพราะความรู้มันค่อยๆ เกิดมีขึ้นได้หลายระดับ จากเริ่มรู้เฉยๆ จนกระทั่งเห็น เป็น และชำนาญ

การทำพรหมวิหารในตอนนี้ อยู่ในภาคการทำสมถะ ว่าด้วยเรื่องพรหมวิหาร 4 โดยทำฌาน 4 ให้แก่กายทิพย์ ท่านต้องเข้าใจก่อนว่ากายทิพย์ไม่มีฌานโดยธรรมชาติ เราจึงต้องสร้างฌานให้กายทิพย์ด้วย "วิชชา" จากนั้นเอารู้ญาณของกายทิพย์นั้นรวมคนทั้งแสนโกฏิจักรวาลเข้ามาทั้งหมด ตำราบอกว่าต้องรวมได้ นี่ขนาดใช้กายทิพย์ที่เป็นวิชชาแล้วเท่านั้นนะ เอากายทิพย์ไปนั่งในท้องคนที่เรารวมมาได้นั้น เดินวิชชาพรหมวิหาร 4 โดยค่อยๆ ท่อง เมตตา ขอท่านทั้งหลายจงเป็นสุขเถิด แล้วแผ่แผ่นฌานที่ 1 ที่เราประสมคุณธรรมเมตตาให้สัมผัสเข้าไปที่ดวงธรรมของคนทั้งปวงนั้น ทำใจน้อมไปในอารมณ์ของเมตตา จากนั้นท่องต่อ กรุณา ขอท่านทั้งหลายจงพ้นทุกข์ภัยโรคทั้งปวงเถิด ทำแบบเดียวกับที่กล่าวมา แต่ใช้แผ่นฌานที่ 2 ทำงาน ต่อไปก็ มุทิตา ขอท่านทั้งหลายจงมีความจำเริญรุ่งเรืองร่ำรวยเถิด และปิดท้ายด้วย อุเบกขา ให้แปลว่า อย่าได้ก้ำเกินกันด้วยกายวาจาใจเลย เดิมแปลว่าให้วางเฉย ฟังดูไม่ค่อยเป็นความหมายที่เราต้องการ ให้เอาอย่างที่แปลนี้ตามคุณลุงนะครับ

นี้คือบทบัญญัติในตำรา ทำให้เรารู้ว่าแม้กายทิพย์ก็เอามาทำวิชาพรหมวิหารได้ ในตำรายังสรุปว่า ให้ลองทำด้วยกายอื่นๆ ของเราทุกกาย แต่เวลาเราเดินวิชาจริง เรามักใช้กายธรรมเพราะเหมือนกับจะแน่นอนกว่า (อันนี้เป็นความเห็นส่วนตัวครับ)

กรณีที่ 3 ทำ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ให้เป็นเครื่องสัมผัสเข้าไปในใจเขา


วิธีนี้ สูงเกินไปที่จะกล่าวใน blog แต่เกริ่นหัวข้อไว้ เพื่อให้รู้ว่า วิชชาทุกอย่างในโลก มี อ่อนแก่ หยาบละเอียด ต้นกลางปลาย อดีตปัจจุบันอนาคต เล็กโต ตามภาษาวิชชา

แต่การแก้ปัญหาของเรา ไม่จำเป็นต้องใช้วิชชาสูงสุดที่เรารู้ เพราะหากแก้ไม่สำเร็จ ก็ซวย เหมือนเราเจ็บป่วยทีไรใช้ยาอย่างแรงสูงสุดทุกที พอดีเชื้อดื้อยากันหมด ตอนหลังหายาใช้ไม่ได้ ทำอะไรให้คำนึงถึงหลักเหตุผลให้มาก

แม้การเดินวิชชา ครูบาอาจารย์ยังบอกว่าวิชชาไม่ควรซ้ำกัน ถ้าซ้ำก็แพ้มาร อันนี้ท่านผู้อ่านอย่าเพิ่งกังวลไป ให้ท่านเดินวิชชาพื้นฐาน 18 กายให้ได้ทุกวัน อย่างอื่นค่อยๆ เรียนรู้เพิ่มเติมเอา

อย่าทิ้งวิชา 18 กาย ท่านต้องเดินทุกวัน อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ขาดไม่ได้

Friday, September 30, 2011

จับผิดครู


เดิมว่าจะเขียนเรื่องประวัติศาสตร์ต่อ แต่อยากแทรกเรื่องนี้เข้ามาก่อนเพราะตั้งใจจะเขียนมานานแล้ว

ผมเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่อยู่ในวงการแพทย์มานาน เห็นวิชาการในทางโลกทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ มีการปรับปรุง (Update) ต่อยอดเสมอมา วิชชาแพทย์สมัยใหม่มีความรู้ใหม่ๆ เกิดขึ้นทุกวันจนต้องแยกแยะตำราออกเป็นรุ่นๆ ตั้งแต่ Journal ไปจนถึง Textbook แม้เป็น Textbook แล้วก็ต้องดูด้วยว่าเขียนขึ้นในปีใด ส่วนใหญ่จะต้อง update ใหม่ทุกๆ 5 ปี

แต่วิชาธรรมกายซึ่งเป็นวิชชาสำคัญสำหรับความอยู่รอดของชีวิตในระดับธาตุธรรม กลับมีตำรับตำราออกมาน้อยมาก ทั้งที่เนื้อหามีทั้งความกว้างและความลึก ประวัติศาสตร์ก็ยาวนานจนนับประมาณมิได้ แต่เราไม่อาจศึกษาวิชาธรรมกายได้เหมือนวิชาการทางโลก เพราะอะไร เราก็รู้ๆ กันอยู่

มาถึงตรงนี้ผมนึกทึ่งในความรู้สำคัญในยุคแม่ชีถนอม และคุณลุงที่ว่า “ศิษย์ต้องเก่งกว่าอาจารย์ โลกและธรรมจึงจะเจริญ” นั่นเอง นี่คือความทันสมัย ทั้งนี้ต้องเข้าใจว่า ไม่ใช่เนรคุณครู เรามีความเคารพบูชาครูบาอาจารย์อยู่เช่นเดิม แพทย์รุ่นเราก็ยังเคารพแพทย์รุ่นบุกเบิกอยู่ไม่เสื่อมคลาย เพราะหากไม่มีท่าน แพทย์อย่างเราก็ไม่มี

เข้าเรื่องนะครับ ประสบการณ์ของผม มีเรื่องจับผิดหรือมีความเห็นไม่ตรงกับครูอยู่เสมอมา ส่วนใหญ่พอพิสูจน์ได้ มักพบว่าเราผิดเอง แต่ก็อดไม่ได้ที่จะมีความคิดของตัวเองไว้ก่อน ตามหลักกาลามสูตร ดังเรื่องที่จะเล่าคร่าวๆ ต่อไปนี้

เรื่องที่ 1 การเดินวิชชาพรหมวิหาร 4


ผมรู้จักการเดินวิชชานี้ตั้งแต่เริ่มสอนธรรมใหม่ๆ เพราะลูกน้องของผมเองมีปัญหาถูกรุ่นพี่ในที่ทำงานรังแก ผมเขียนจดหมายไปปรึกษาคุณลุง คุณลุงแนะนำให้เดินวิชชาพรหมวิหาร 4 แบบง่ายๆ เพราะถือว่าตอนนั้นเราเพิ่งมาเรียนรู้ใหม่ๆ โดยเอาใจเราไปหมุนขวาที่ดวงธรรมของผู้รุกราน แล้วท่อง “เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา” เมื่อกายมนุษย์เจอะเจอเขาก็ให้นึกท่องอย่างนี้ไป หากเขาไม่กลับใจ เขาจะมีอันเป็นไปเอง ซึ่งวิชชานี้ได้ผลเกินคาด ชนิดเจ็บป่วยแทบตายกันเลยทีเดียว และภายหลังยังมาดีกับเราชนิดชวนให้ไปทำงานแผนกใหม่กับเขาด้วยซ้ำ ผมไม่เล่ารายละเอียดนะครับ ไว้มีเวลาจะเขียนเรื่องนี้อีกครั้ง เพราะปัจจุบันการทำวิชชานี้ มีความซับซ้อนมากขึ้น คุณลุงเคยให้ผมไปบรรยายในห้องประชุมแล้ว

ต่อมา เราก็เอาวิชชานี้มาทำกันในหมู่วิทยากร แต่มาเดินวิชชาในศูนย์กลางกายของตัวเราเอง ทำเช่นนี้มาตั้งนาน  จนคราวหนึ่งได้มีโอกาสคุยกับคุณลุงทางโทรศัพท์พูดถึงเรื่องนี้ คุณลุงต่อว่ามาว่าจะมาเดินวิชชานี้ในศูนย์ของเราทำไม เราตอบว่าจะได้ทำให้คนเขารักเราไงครับ คุณลุงบอกว่าเราจะทำให้ใครรักก็ต้องมีเป้าหมาย โดยไปทำที่ศูนย์ของคนๆ นั้น หากมาทำที่ตัวเราเอง มันไม่เสียหาย แต่จะทำไปทำไม? เราก็งงๆ คิดว่าน่าจะทำได้ แต่ความหมายของคุณลุงคือตัวเราเป็นพระอยู่แล้ว หากจะทำก็ไปทำให้คนอื่นมีพรหมวิหารสิ ผมก็ยังไม่เชื่อ และคิดว่าเราถูกอยู่ดี เพราะเราก็รู้สึกว่าบางครั้งเราไม่ค่อยมีเมตตาเท่าไหร่หรอก

จนมาค้นจดหมายเก่า พลิกตำราทุกเล่มที่มีเรื่องพรหมวิหาร ปรากฏว่าการทำวิชชานี้ทั้งปวง ล้วนทำในศูนย์ของคนอื่นทั้งนั้น ซึ่งอาจคำนวณคนทั้งโลกเข้ามาก็ยังได้ สรุป งานนี้เราเถียงลุงไม่ได้

เรื่องที่ 2 ปุพเพนิวาสญาณ จุตูปปาตญาณ


เป็นเรื่องของคำศัพท์

ผมเคยได้ยินมาจากสายธรรมกายบางสายว่า ปุพเพนิวาสญาณ คือการดูตัวเอง หากดูอดีต เรียกว่า อตีตังสญาณ หากดูอนาคต เรียกว่า อนาคตังสญาณ ส่วน จุตูปปาตญาณ คือการดูคนอื่น จะดูอดีตหรืออนาคต ก็ว่าไป

แต่มาได้ยินคุณลุง คุณลุงบอกว่า ปุพเพนิวาสญาณ คือการดูอดีต ส่วน จุตูปปาตญาณ คือการดูอนาคต จะดูตัวเราเอง หรือดูคนอื่น ก็ว่าไป

ผมก็เลยงงๆ เพราะเคยมีความเข้าใจอย่างอื่นมาก่อน ตอนแรกไม่เชื่อลุง แต่ภายหลังได้ค้นตำรับตำราทั้งที่เป็นวิชชาธรรมกาย และนอกสายธรรมกาย ก็พบว่าหลายแห่งตรงตามที่คุณลุงบอก ท่านผู้อ่านอ่านแล้วก็อย่าสับสนนะครับ

อย่างไรก็ดี หากเราเดินวิชชาดูปุพเพนิวาสญาณและจุตูปปาตญาณ ก็ไม่จำเป็นต้องพะวงกับคำแปลนัก ในทางปฏิบัติ จะดูอดีต ปัจจุบัน อนาคต ของอะไร ก็เข้าวิชชาไปตามบทเรียน เช่นคู่มือสมภารบทบัญญัติที่ 5 กับมรรคผลพิสดาร 1 บทบัญญัติที่ 23 เป็นต้น

เรื่องที่ 3 การละลายดวงทุกข์(สมุทัย) จะต้องละลายดวงเกิดด้วยหรือไม่


ถึงปัจจุบันนี้ ผมก็ยังไม่ชัดเจนในคำตอบ เพราะคุณลุงตอบว่าไม่ต้องละลาย โดยถือว่าดวงเกิดเป็นส่วนหนึ่งของกำเนิดเดิมของเรา อธิบายเพิ่มเติมว่าเราเกิดมาก่อน จนถึงอายุ 14 ปีตามตำรา ดวงเกิดจึงขยายส่วนออกมาให้เห็น ทำให้ชีวิตยังดำรงค์ต่อไปได้ หากไม่เป็นเช่นนั้นชีวิตก็จะแตกดับ การละลายดวงทุกข์(สมุทัย) คุณลุงมักใช้คำพูดเพียงว่า ละลาย แก่ เจ็บ ตาย เท่านั้น

ตอนนี้ ผมยังมีเหตุผลที่มีความเห็นไม่ตรงกับคุณลุงอยู่ (ซึ่งเคยพยายามถามคุณลุงแล้ว ก็ยังได้คำตอบเดิม) ดังนี้

หากเป็นไปตามคำตอบข้างต้น ดวงเกิดก็ไม่น่าจะจัดเป็นส่วนหนึ่งของดวงทุกข์ ที่เราเคยเรียนกันมานานว่า ทุกข์มี 4 อย่างคือ “เกิด แก่ เจ็บ ตาย” ถ้าเป็นลักษณะนี้ต้องเปลี่ยนใหม่เป็น ทุกข์มีแค่ “แก่ เจ็บ ตาย” เท่านั้น ตัด “เกิด” ออกไป ซึ่งอาจล้อกับดวงสมุทัย ที่มีอยู่ 3 ดวงตามตำราคู่มือสมภารก็ได้ หากเป็นเช่นนั้น ก็ต้องเปลี่ยนแปลงบทเรียนกันมาก


ตั้งแต่อดีต มีผู้พยายามอธิบายว่าความเกิดเป็นทุกข์อย่างไร บ้างก็ว่ามารดาต้องเจ็บปวดในการคลอด ซึ่งหลายท่านแย้งแล้วว่านั่นมันไม่ใช่ความทุกข์ของผู้มาเกิด ก็เลยมีหลายท่านอธิบายว่าเป็นทุกข์เพราะถูกมดลูกมารดาบีบอยู่นาน เจ็บและอึดอัดหายใจลำบาก ก็เลยเป็นทุกข์แต่เราจำไม่ได้ แต่เหตุผลที่คนทั่วไปยอมรับมากกว่า ก็คือเมื่อเกิดมาแล้ว เป็นเหตุให้เราต้องมาผจญกับทุกข์อีก 3 ตัวคือ แก่ เจ็บ ตาย นั่นเอง

ความเข้าใจของผม ซึ่งไม่ขอรับรองความถูกต้องนะครับ คือ ดวงเกิดน่าจะเป็นส่วนหนึ่งของ “ทุกข์” นั่นแหละ แต่พบว่าจะเข้ามาเมื่ออายุ 14 ปีตามตำรา ผมเชื่อว่ามนุษย์ได้เกิดมีชีวิตมาก่อนแล้วด้วยกำเนิดเดิมของตน ซึ่งมีต้นกลางปลาย ไม่จำเป็นต้องมีดวงเกิดดวงนี้อีก ผมคิดว่าดวงเกิดดวงนี้เป็นดวงฐานทัพของภาคมารที่ส่งเข้ามาตั้งไว้ในที่ตั้งของเรา แต่เขาหลอกเราด้วยลักษณะขาวใสของดวง ซึ่งภาคเขาทำได้สบายมาก และอาจมีชื่อเรียกว่าดวงเกิด เพื่อให้ละม้ายคล้ายชื่อของกำเนิดเดิมของเราก็ได้ เมื่อตั้งฐานทัพได้ ดวงแก่เจ็บตาย จะมาตอนไหนก็สะดวกแล้ว

ฐานทัพที่ว่า อาจไม่ได้รอรับแค่ทุกข์สมุทัย แต่อาจจะเป็นฐานทัพของภาคปิฎกด้วย เราแยกแยะเป็นภาคเพื่อให้ง่ายต่อการเรียนรู้ แต่จริงๆ ก็เป็นงานของเขาทั้งนั้น วิทยากรของเราหลายท่านเป็นครูบาอาจารย์เก่ามาก่อน ต่างสังเกตเห็นว่าเด็กมัธยม ม.2 มักเป็นปีที่มีปัญหามากที่สุด และด้วยความบังเอิญ เด็ก ม.2 ส่วนใหญ่อายุ 14 ปีพอดี

ตามความเข้าใจของผม หากเราตั้งเป้าว่าให้ละลายดวงเกิด (พร้อมกับ แก่เจ็บตาย) ไปด้วย ซึ่งรวมกันคือดวงทุกข์ ก็ไม่น่าจะมีผลเสียอะไร เพราะหากดวงเกิดเป็นของฝ่ายเรา ดวงนั้นก็จะมีความสะอาดมากขึ้น ไม่สามารถระเบิดแตกด้วยวิชชาของภาคขาวด้วยกันอยู่แล้ว แต่หากเป็นของภาคมาร ย่อมถูกระเบิดแตกไปด้วยอำนาจแห่งวิชชาภาคขาวซึ่งเป็นฝ่ายตรงข้าม ถือเป็น Therapeutic diagnosis คล้ายหลักของการแพทย์ เพราะในบันทึกปราบมารของคุณลุง ก็เคยทำเช่นนี้มาก่อน ตอนที่ไปพบจักรพรรดิ์กายหนึ่งหม่นหมอง เข้าใจว่าเป็นจักรพรรดิ์ภาคมาร จึงทำวิชชาเข้าไประเบิดกายจักรพรรดิ์นั้น ปรากฏว่ากายท่านยิ่งขาวใสมากขึ้น ไม่แตกทำลายแต่อย่างใด แสดงว่าท่านเป็นภาคขาวนั่นเอง

เรื่องสุดท้ายนี้ ยังไม่มีข้อสรุป แม้เราจะมีข้อโต้แย้งในเชิงวิชาการกับครูอาจารย์ ซึ่งส่วนใหญ่พบว่าเราผิดพลาดตกหล่นเสียเองอยู่บ่อยๆ แต่เราก็ยังควรอยู่ด้วยหลักเหตุผลต่อไป และ “อย่าเพิ่งเชื่อ” ตามหลักกาลามสูตรไว้ก่อน เพราะวิชชาอาจต้องรอการ Update ไปอีก โดยระมัดระวังความเพี้ยนไว้เสมอ


ผมต้องการเปิดมุมมองที่ว่าเราไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับครูในทุกๆ เรื่อง ไม่เช่นนั้นโลก(และธรรม) จะพัฒนาได้อย่างไร ผมเชื่อว่าการมีความคิดเห็นไม่ตรงกับครู ไม่ใช่เรื่องผิด แต่อย่าดื้อไม่รับฟังอะไรเลย เราต้องรับรู้อยู่ตลอดเวลาว่าเรากำลังคิดอย่างไรอยู่ และเรื่องนี้ครูคิดเห็นอย่างไร แล้วคิดเผื่อไว้ด้วยว่าหากเรื่องนี้เราเป็นฝ่ายผิด จะเกิดปัญหาร้ายแรงตามมาหรือไม่ หรือแม้หากครูเป็นฝ่ายเข้าใจผิด จะเกิดเป็นปัญหาอะไรได้หรือไม่ รวมถึงหมั่นทบทวนหาข้อสรุปที่ชัดเจนต่อไป

Wednesday, September 28, 2011

วิชชาธรรมกาย กับประวัติศาสตร์ (1)


การศึกษาวิชชาธรรมกายต้องดูประวัติศาสตร์ด้วย เราต้องรู้ว่าตำราแต่ละเล่ม ค้นคว้ามาได้ในยุคใด ที่ว่าวิชชาชั้นสูงนั้น เป็นวิชชาที่เขียนมาแต่ปีใด ครั้งนั้นค้นคว้าวิชชาไปได้ถึงไหน มันอาจเป็นวิชชาสูงในยุคนั้น แต่ปัจจุบัน เวลาได้ผ่านเลยไปหลายปีแล้ว มีวิชชารุ่นใหม่ๆ เกิดขึ้นมาอีกมากมาย หากเราจะเปิดตำราเก่าเดินวิชชาตามไปแต่ละหน้าแต่ละบทจะเหมาะสมหรือไม่

วันนี้ผมอยากเล่าถึงความสัมพันธ์ของยุคต่างๆ ในวิชชาธรรมกาย โดยเริ่มจากกำเนิดของธาตุธรรมก่อน แต่พูดเฉพาะธาตุธรรมหลัก คือธรรมภาคพระ กับธรรมภาคมารเท่านั้น ขอทำความเข้าใจไว้ก่อนว่าเนื้อหาตอนนี้เป็นสิ่งที่ไม่มีใครตัดสินถูกผิดได้ เพราะกล่าวถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้ว เป็นเวลานานมากๆ ถือว่าเราจินตนาการไปด้วยกัน ผมเพียงอาศัยความน่าจะเป็นจากตำรับตำรา รวมถึงความรู้ที่ได้ยินได้ฟังมาเท่านั้น

การศึกษาประวัติศาสตร์จะดูง่ายขึ้นมาก หากเราวาดรูปในลักษณะ Timeline ดังที่แสดงให้เห็น



เริ่มต้นจากยุค A คือยุคที่ยังไม่มีธาตุธรรมใดใดบังเกิดขึ้น ในตำราเรียกว่าเป็นเหตุไม่มีธาตุไม่มีธรรม นั่นเอง ขอให้ผู้อ่านทบทวนเรื่องนี้ในหนังสือมรรคผลพิสดาร 1 บทบัญญัติที่ 42 เพื่อความเข้าใจอีกครั้งนะครับ

เมื่อเวลานานไปจนนับประมาณมิได้ ความไม่มีธาตุไม่มีธรรมนั้นก็ก่อให้เกิดเหตุมีธาตุมีธรรมขึ้น (B) คือเริ่มมีธาตุ 6 และธรรม 6 นั่นเอง ในตำราบอกว่ายังมีเหตุ 2 เหตุนี้เกิดขึ้นสลับกันไปไม่มีที่สิ้นสุดอีกด้วย แต่ผมเอาไว้อธิบายแค่ตรงนี้ก่อน

ก่อนจะไปต่อ ผมขอแทรกนิดหนึ่ง แต่เดิมผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเราจะเอาเหตุไม่มีธาตุไม่มีธรรมมาทำกายมนุษย์พิเศษตามตำราได้อย่างไร ก็มันไม่มีอะไรนี่นา แต่เมื่อเรามาเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ในชีวิตประจำวันแบบง่ายๆ ที่ไม่ซับซ้อนนัก เราจึงเข้าใจ เช่น เวลาเราจะไปเที่ยว เราทำวิชชาล่วงหน้าเพื่อให้การไปเที่ยวของเราไม่มีปัญหาและอุปสรรคใดใด เราคำนวณรวมเหตุทั้งปวงที่เกี่ยวข้องกับการไปเที่ยวมาทำวิชชาจนขาวใส เราไปเที่ยวได้อย่างสนุกสนาน แต่พอกลับมาปรากฏว่าบ้านที่ทิ้งไว้น้ำท่วม ที่ทำงานมีปัญหา เพราะเราลืมคำนวณเหตุไม่มีธาตุไม่มีธรรมของการไปเที่ยวมาแก้ไขด้วยนั่นเอง คงพอเข้าใจนะครับ

ไปต่อ นานเท่าใดไม่อาจคำนวณได้ ก็เกิดธรรมภาคมารหรือภาคดำขึ้น ธาตุธรรมผู้ใหญ่ท่านให้ความรู้ว่าธรรมภาคมารเกิดก่อนธรรมภาคพระ ผมใช้สัญญลักษณ์ตัว M บน timeline เขาเกิดก่อน เขาก็ยึดพื้นที่ และรวบรวมธาตุธรรมชั้นดีต่างๆ ที่มีมาก่อนแล้ว มาเป็นของเขาได้อย่างถนัด นั่นคือเลือกหัวกะทิไปก่อน เขาก็คงสร้างบ้านสร้างเรือนดูแลปกครองธาตุธรรมของเขาไปเรื่อยๆ จนกระทั่งธาตุธรรมภาคพระหรือภาคขาว (W) บังเกิดขึ้น โดยมีธรรมชาติที่ต่างกันกับภาคมารในเชิงของสีสรรวรรณะ ความคิดเห็นทั้งปวงโดยสิ้นเชิง แต่สมบัติคุณสมบัติมีแบบเดียวกับธรรมภาคมารที่เกิดมาก่อนแล้ว

M รู้ว่า W มีอุปนิสัย ไม่รุกราน มีธรรมชาติที่เย็น อยู่ด้วยแล้วร่มเย็นเป็นสุข ซึ่งเขาก็ใช้สอยได้ ระยะแรกเขาปล่อยให้ W เติบโตไปเรื่อยๆ  W ก็ปกครองธาตุธรรมของตนด้วยปิฎกทานศีลภาวนา เป็นต้น บารมีเต็มส่วนก็เข้านิพพานเป็น คือกายสุดหยาบสุดละเอียดทั้งปวงเข้านิพพานได้หมด รวมถึงกายมนุษย์หยาบด้วย (C)

ให้สังเกตุว่าระยะนี้ เรามีทานศีลภาวนาแก่ผู้มีใจเป็นพระด้วยกัน สัตว์โลกทั้งปวงก็น่าจะมีใจพร้อมจะเป็นทานศีลภาวนาแบบเดียวกับเราโดยธรรมชาติ

การเกิดธาตุธรรมขึ้นในยุคเหล่านี้ มีความยาวนานมาก ภาษาวิชชาธรรมกายมีคำพูดว่า “นับอายุธาตุ อายุบารมีไม่ถ้วน” คือเอากันตั้งแต่เริ่มมีธาตุมีธรรม เอากันตั้งแต่แรกเริ่มสร้างบารมีของธาตุธรรม (ไม่ว่าภาคใด) กันเลยทีเดียว

เมื่อธรรมภาคพระหรือภาคขาว บำเพ็ญบารมีเข้านิพพานเป็นไปสักระยะหนึ่ง ภาคมารคงเห็นว่าภาคขาวเริ่มเติบใหญ่ และกายมนุษย์ที่เข้านิพพานเป็นมีฤทธิ์เดชยิ่งนัก จึงเข้าแทรกแซง ตรงนี้เอง ความปภัสสรทั้งปวงจึงมีการปนเป็น เขาซ้อนนิพพานของเขาเข้ากับนิพพานของภาคขาว ซ้อนภพ และสร้างนรกโลกันตร์ขึ้นเพื่อเก็บกักเชลย เราไม่เห็นเขาเพราะเขาละเอียดกว่า เขาปกครองธรรมภาคขาวด้วยวิชชาสำคัญคือปิฎก กับทุกข์สมุทัย เปลี่ยนระบบมรรคผลเป็นการเข้านิพพานกายธรรม (D) คือสอนให้ภาคขาวถอดกายเข้านิพพานนั่นเอง คือกายมนุษย์ต้องตาย เข้านิพพานได้เฉพาะกายที่เหลือ บุญบารมีทั้งหลายที่ทำได้ ส่วนละเอียดๆ เขาช่วงชิงไป ส่วนหยาบอันได้แก่ทรัพย์สินเงินทองที่พอจับต้องได้เขาทิ้งไว้ให้ ซึ่งเราเข้าใจว่านี่เป็นผลของบุญที่เราทำ

คำสอนทั้งปวงในยุคนิพพานกายธรรม ต้องสอนอยู่ในกรอบของเขา เพราะเราเปรียบเสมือนประเทศราช สอนให้ไม่ยี่หระต่อกายมนุษย์ สอนว่ากายมนุษย์เป็นรังแห่งโรคภัย เป็นรังแห่งกิเลส สิ่งที่รับมาโดยอายตนะมนุษย์ต้องให้สักแต่ว่ารับรู้ ห้ามยึดมั่นถือมั่น เพราะมันเป็นไตรลักษณ์ ต้องเพ่งเผาทำลายสิ่งอันเนื่องด้วยกายมนุษย์เพื่อไปสู่กายธรรมที่ผ่องใสกว่า ทานศีลภาวนาที่ทำอยู่น่ะ ดีอยู่แล้ว เผื่อแผ่ทานมาถึงเขาด้วย แผ่เมตตามาให้เขาด้วย พรหมะ มารา จะ อินทา จะ โลกะปาลา จะ เทวะตา แต่ถมไม่เต็มหรอกนะ รักษาศีลก็ห้ามตบยุงนะ แต่ยุงมาแพร่โรคให้คนตายได้ ไม่เป็นไร

ภาคขาวพยายามแก้ไขมาโดยตลอด โดยส่งผู้ปราบมาเป็นช่วงๆ (E) ตราบถึงทุกวันนี้ การแก้ไขเพิ่งทำมาได้ในระดับสำคัญ แต่ยังไม่เห็นผลในภาคของภพ 3 เราจะต้องดูกันต่อไป