Pages

Tuesday, October 3, 2017

เครื่องเดิม วิชชาเดิม

ในหนังสือมรรคผลพิสดาร 2 บทที่ว่าเรื่องเครื่อง ให้ลักษณะ เครื่อง ของธรรมภาคขาวไว้ว่า เครื่องคือธาตุ 6 ที่เอามาหมุนขวา ของภาคมารก็หมุนตรงข้าม คือหมุนซ้าย

ในตำราปราบมาร 1 พูดถึงการปกครองของมารว่า มารปกครองด้วยเครื่อง

เครื่อง ก็เหมือนกฏหมายบ้านเมืองที่มีอำนาจปกครอง ประกอบด้วยธาตุทั้ง 6 คือ น้ำ ดิน ไฟ ลม อากาศ และวิญญาณ นั่นเอง ความสำคัญอยู่ตรงที่มีวิญญาณธาตุ ทำให้เครื่อง มีชีวิต สามารถปรับปรุงตัวเองได้ในระดับหนึ่ง เหมือนต้นไม้ที่มีชีวิต สามารถเจริญเติบโต หันกิ่งใบเข้าหาแสงแดด ซึ่งเป็นการแสดงอาการของการมีชีวิตนั่นเอง แต่ต้นไม้ ไม่มี เห็นจำคิดรู้ หรือ ใจ ของตนเอง การมีชีวิตของต้นไม้จึงเป็นกลไกที่ไม่เหมือนคนและสัตว์ ผมเคยเขียนเรื่อง วิญญาณธาตุไม่ใช่เห็นจำคิดรู้ ไว้ก่อนหน้านี้แล้ว ท่านไปหาอ่านได้

ครูบาอาจารย์จะสอนเรา เวลาทำเครื่อง ให้เอา กาย (ซึ่งก็มีใจอยู่ด้วย) ของเราไปปกครองเครื่องด้วย เครื่องจึงจะมีกำลัง ไม่ถูกระเบิดได้ง่ายๆ ไม่เช่นนั้น วิชชาที่ทำ จะไม่ได้ผล เพราะอีกภาคจะระเบิดเครื่องของเราทิ้งไปเสียก่อนโดยง่าย เพราะไม่มีกายคุม

แต่ไหนแต่ไรมา มารปกครองเราตั้งแต่ยุคนิพพานกายธรรม ด้วยวิชชาทุกข์สมุทัย และปิฎก ด้วยเครื่องของมาร เข้ามาในลักษณะ เอิบอาบซึมซาบปนเป็นสวมซ้อนร้อยไส้ อย่างแนบแน่น จนทุกข์ภัยโรค กิเลสทั้งปวง แทบจะเป็นตัวตนของเราอย่างแยกไม่ออก มานานแสนนาน จนทุกข์ภัยโรคถูกพิจารณาให้เป็นธรรมดาของสังขาร การสร้างบารมีเปลี่ยนจากการยกระดับธาตุธรรม เป็นการกำจัดทุกข์ภัยโรค กำจัดกิเลส ซึ่งทำได้ยากยิ่งจนบางหมู่คณะพิจารณายอมรับ และ ปล่อยวางให้มันเป็นไปโดยไม่ฝืนธรรมชาติ แต่ก็ว่าเป็นการพิจารณาอย่างมีสติ

โดยความรู้ เครื่องปกครองของมาร ย่อมต้องมีกายมารคุมเครื่องเสมอ หากท่านเคยได้ยินได้ฟังมาบ้าง ท่านจะรู้ว่า เขาวางการปกครองลงมาเป็นชั้นๆ ต้นกลางปลาย อ่อนแก่หยาบละเอียด ตั้งแต่ ผู้ต้นคิดวิชชา ผู้สอด ผู้ส่ง ผู้สั่ง ผู้บังคับ ผู้ปกครอง ผู้ปกครองย่อย ผู้ปกครองใหญ่ เครื่องรวมย่อย เครื่องรวมใหญ่ หัวใจเครื่องรวมใหญ่ของผู้ปกครองใหญ่

จะเห็นได้ว่า มีทั้งเครื่อง มีทั้งกายที่คุมเครื่อง หนาแน่นจนแทบไม่มีประตูสู้ เขาจึงปกครองมาได้อย่างยาวนาน จนการถูกปกครองกลายเป็น ธรรมดาของสังขาร

หากมีการปฏิวัติการปกครองขึ้นได้ หากมีการดับกายมารทั้งปวงได้ ถามว่าทุกข์ภัยโรค และปิฎกมารจะเป็นเช่นไร? จะยังปกครองกายใจของเราในรูปแบบใดต่อไป หรือไม่?

เราคงต้องนึกภาพบ้านเมืองที่เคยถูกข้าศึกปกครองมาเป็นร้อยเป็นพันปี จนแนบแน่นไปกับการปกครองนั้นอย่างไม่มีอะไรที่เป็นของเดิมเหลืออยู่เลย แล้วเรากำลังพยายามปฏิวัติพลิกฟื้น ซึ่งต้องใช้เวลา แต่การปกครองของมารนานกว่านั้นมาก

กายและใจของเราเกิดมาในยุคทุกข์สมุทัย ถูกเครื่อง(ที่มีชีวิต) ปกครองมาก่อนอย่างเอิบอาบฯ จึงเป็น รังเก่า ของทุกข์สมุทัยและปิฎกมาร หากสงครามถูกสรุปจบไป เพราะเราจับต้นตอมาดับได้แล้ว เครื่องปกครองยังมีหลงเหลืออยู่ เพียงแต่ ไม่มีเห็นจำคิดรู้มากำกับไว้เท่านั้น เราจึงยังเห็นผลของเครื่องเดิมวิชชาเดิม ที่เขาเคยทำไว้แก่เราที่อาจดูคุกรุ่นขึ้น เหมือนปลวกแตกรัง ตอนที่เราทำลายนางพญาปลวกได้ นั่นเอง

แล้วมันจะสิ้นสุดตอนไหน คำตอบคือไม่ทราบเหมือนกัน เพียงแต่เรารู้ว่า เครื่องปกครองที่ไม่มีกายคุม ย่อมไม่แข็งแรง ผู้เป็นวิชชา น่าจะ เข้าไประเบิดออกได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม ไม่ว่ามันจะกำลังแสดงอานุภาพให้ปรากฏปานใด แต่จะหมดจดเกลี้ยงเกลาขนาดไหน คงต้องมีความรู้ดั้งเดิมพอสมควร ว่าเขาปกครองอะไรของเราไว้บ้าง กายที่เรายังดำรงอยู่ ซึ่งเป็นกายทุกข์สมุทัย มีส่วนประกอบคือขันธ์ 5 เป็นต้น หรือเรามีสมบัติคุณสมบัติอะไรที่ต้องไปดูแล ควรไปแก้ไขให้หมด อันนี้คือเฉพาะหน้า แต่อนาคตก็อาจมีการสะสางล้างไพ่โลกทั้ง 3 ให้หมดไปก่อน โลกใบใหม่คงไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว

Wednesday, December 28, 2016

การได้พบของจริงนั้นยากยิ่ง

ผมมีโอกาสอยู่ในแวดวงของคนทำอาชีพเกษตร ในละแวกนี้คนของเราทำน้ำตาลมะพร้าวขาย ปัจจุบันน้ำตาลมะพร้าวที่ไม่มีการปนเป็นเลยนั้น หายากมาก ส่วนใหญ่จะปนน้ำตาลทราย ซึ่งเป็นสัดส่วนที่มากกว่าน้ำตาลมะพร้าวจริงๆ หลายเท่า บางแห่งถึงขนาดไม่มีน้ำตาลมะพร้าวแท้ปนอยู่เลย แต่อาศัยผสมแบะแซ แป้ง สี แล้วใส่กลิ่นมะพร้าว ใส่น้ำตาลทรายซึ่งหาซื้อได้ง่ายกว่า ออกมาเป็นน้ำตาลปึกวางขาย เป็นสีน้ำตาลอ่อน บางทีออกใสๆ ค่อนข้างแข็ง ติดป้ายว่า น้ำตาลมะพร้าวแท้ ก็ขายได้ในราคาไม่แพงนัก ประมาณกิโลกรัมละ 30 บาท

แต่เมื่อเราได้มาเห็นน้ำตาลมะพร้าวแท้ ที่เคี่ยวจากน้ำตาลสด ที่ได้จากการปีนขึ้นต้นมะพร้าว ปาดงวงตาล รองน้ำตาล รอเก็บ แล้วเอามาเคี่ยวโดยไม่ปนอะไรเลย ยกเว้นใส่สารกันบูดธรรมชาติคือไม้พะยอม ซึ่งปัจจุบันหาคนขายไม้พะยอมยากมากแล้ว ปัจจุบันเขาใช้สารเคมีกันบูดกันหมดแล้ว การจะมีน้ำตาลหรือไม่ ก็ขึ้นกับฤดูกาล บางฤดูมะพร้าวไม่ออกงวง ก็ไม่มีน้ำตาลมะพร้าวให้เคี่ยว ต้องเว้นไปหลายเดือน พอเริ่มมี วันๆ หนึ่งอาจเคี่ยวตาล (มะพร้าว) ได้แค่ 1-6 กิโลกรัม และจำเป็นต้องขายในราคา กก ละ 50 บาท ลักษณะก้อนน้ำตาลปึก ออกสีน้ำตาลเข้มบ้างอ่อนบ้าง ตามลักษณะงานที่ทำด้วยมือ นิ่มๆ เอามือบี้พอได้ หากวางซ้อนกันอาจจะเสียรูปทรง โดนความร้อนอาจจะละลาย ซึ่งปัจจุบันนี้เราไม่ชินตากับน้ำตาลในลักษณะนี้เลย เพราะตั้งแต่เกิดมาบางท่านเข้าใจลักษณะน้ำตาลปี๊บ น้ำตาลมะพร้าวในแบบสีน้ำตาลอ่อนดังที่กล่าวมาข้างต้น แถมราคาขายก็ถูกกว่าเกือบเท่าตัว แต่น้ำตาลมะพร้าวแท้ มีรสชาติและกลิ่นที่หอมหวานมาก การเป็นของธรรมชาติจึงน่าจะมีคุณประโยชน์กว่า

ความไม่รู้ ทำให้เราเลือกซื้อน้ำตาลที่มีการปนเป็น มากกว่าจะยอมซื้อน้ำตาลมะพร้าวแท้ที่วางขายในราคาแพงกว่า เราเอาราคามาเป็นเครื่องตัดสินใจ และเอาความเคยชินที่เคยเห็นลักษณะของผสมโดยเข้าใจผิดว่าเป็นของแท้มาโดยตลอด

ผมเคยไปเที่ยวจังหวัดแถบชายแดนอิสาน มีตลาดใหญ่ขายหมูยอเป็นมัด ห่อใบตอง มัดละ 10 อัน 100 บาท (ในสมัยนั้น) เขาให้ลองชิม หมูยอที่เขาเอามาตัดแบ่งให้เรากิน เป็นเนื้อหมูก้อนใหญ่ มีรสชาติอร่อย เราจึงซื้อกันคนละมัดสองมัด เมื่อกลับมาเปิดที่บ้าน ปรากฏว่าหมูยอที่ได้ ถูกห่อมาในเปลือกใบตองอย่างหนา ส่วนเนื้อหมูเป็นแค่เส้นหมูผอมเรียวเหมือนนิ้วมือ ผิดกับชิ้นที่เขาตัดให้เราชิม มีขนาดใหญ่เท่าแขนเด็ก แม้เพื่อนเราที่ซื้อจากเจ้าอื่นใกล้เคียงก็มีลักษณะแบบเดียวกัน

จริงๆ แล้ว วันนั้นผมก็เดินไปพบร้านแห่งหนึ่ง ซึ่งขายในราคา 10 อัน 150 บาท เขาบอกว่าของเขาเนื้อเต็ม ถ้าจะเอาราคาถูกก็จะได้แต่ใบตอง เราพยายามต่อรองให้เขาลดราคาลงมา เขาก็ไม่ยอมลด จนดูเหมือนคนขายเริ่มออกอาการหงุดหงิดที่เราต่อราคา สุดท้ายเราไม่ได้ซื้อมา แต่เมื่อเรามาเจอของหลอกลวงเข้าแล้ว จึงหวนกลับไปคิดถึงแม่ค้าท่านนี้ ท่านคงเจอะเจอการต่อราคาจนเบื่อที่จะเจรจา เพราะราคาขายสูงกว่าคนอื่น ผมไม่รู้ว่าปัจจุบันท่านจะยังคงขายของเต็มชิ้นแบบเดิมอยู่อีกหรือเปล่า

นั่นเป็นตัวอย่างเรื่องเล็กๆ ทั่วไปในทางโลก หากเป็นเรื่องทางธรรม ยิ่งยากกว่าหลายเท่านัก เพราะตัวชี้วัดความจริงในทางธรรม ดูยากกว่า คนส่วนใหญ่ต้องการความเจริญก้าวหน้าที่เห็นผลในทันที จึงเอาหลักโลกธรรม 8 มาเป็นตัวชี้วัดเฉพาะหน้า แม้สถานภาพผู้สอนธรรม หากไม่มีภาพลักษณ์อันแสดงถึงความน่าเชื่อถือในทางโลกอยู่บ้าง ก็อาจจะไม่อยู่ในสายตาของผู้เรียนเท่าใดนัก

การค้นพบความจริงแท้ ไม่ว่าในสิ่งใด จึงเป็นเรื่องยากอย่างยิ่ง อุปสรรคสำคัญที่สุด คือ การตัดสิน ใจของเราเอง นั่นแหละ

Saturday, October 15, 2016

เงื่อนเวลา กับรู้ญาณ

ผมมีเพื่อนคนหนึ่งที่มักเห็นเหตุการณ์ต่างๆ ล่วงหน้าอยู่เสมอ เคยบอกผมว่าร้านผมจะเปลี่ยนรูปแบบใหม่ เป็นลักษณะอย่างอื่นที่ไม่เหมือนเวลานั้น อีกไม่นาน ผมก็ต้องย้ายร้าน เขาเคยบอกเพื่อนอีกคนว่าที่ทำงานจะต้องเปลี่ยนทางเข้าออก จะต้องขึ้นป้ายใหญ่สีเขียว มีข้อความอย่างนั้นๆ แต่ที่ทำงานก็ยังไม่เปลี่ยนแปลงซักที จนเขาไปเรียนต่อและไม่ได้กลับมาทำงานที่เดิมอีก แต่เขาก็ยังเฝ้าถามถึงสิ่งที่เขาเห็นในรู้ญาณมาตลอด จนเหตุการณ์ผ่านไปเกือบ 20 ปี ที่ทำงานแห่งนี้จึงเปลี่ยนภูมิทัศน์เป็นแบบที่เขาเห็นมาก่อนหน้าทุกประการ

แต่การรู้เห็นอีกส่วนหนึ่ง กลับเป็นเหตุการณ์ที่น่าสะพรึงกลัว จนทำให้ผู้รู้เห็นอยู่ไม่เป็นสุข เหมือนเราเห็นผี และลางไม่ดีอยู่ตลอดเวลา เราเคยไปปรึกษาอาจารย์ทางวิชชาธรรมกายที่วัดปากน้ำ ท่านบอกว่าเป็นรู้ญาณของภาคมาร จึงทำให้เราไม่เป็นสุข ต้องแก้ไข

หลังจากเราไม่ได้ติดต่อกันมานาน เขาก็กลับมาเล่าเรื่องราวรวบยอดให้เราฟังอีกครั้ง มีรู้ญาณสำคัญที่มีผลต่อการสร้างบารมี คือ ธรรมภาคมารได้มาต่อรองไม่ให้มาอยู่กับหมู่คณะสอนธรรม มิฉะนั้นเขาจะขัดขวางทุกอย่าง หากไม่มา เขาจะไม่ยุ่งด้วย เพื่อนท่านนี้ได้หลีกจากคณะสอนธรรมไประยะหนึ่ง แต่เหตุการณ์ไม่ได้เป็นอย่างที่ตกลงกัน ภาคมารยังเข้ามาเกี่ยวข้องวุ่นวายอยู่เสมอ จนต้องตัดสินใจกลับมาเล่าเหตุการณ์ทั้งปวงให้เราได้รับรู้กันอีกครั้ง

ข้อมูลที่เล่ามา ทำให้เราพิจารณาได้ ดังนี้

บางที การไม่รู้อะไรเสียบ้าง (เมื่อยังไม่ถึงเวลา) ก็อาจจะดีเหมือนกัน

หากเราสร้างบารมีโดยเรามองเห็น สิ่งน่ากลัวที่จ้องขัดขวางเราอย่างชัดเจนอยู่ตลอดเวลา เราคงทำงานอย่างลำบากยากยิ่ง เมื่อเราเริ่มสร้างบารมีใหม่ๆ เราอาจจะต้องอาศัยการชิงไหวชิงพริบกับธรรมคนละภาคซึ่งปนเป็นอยู่กับเรา ต้องอาศัย ต้องสร้างบารมีต่อยอดมาจากผู้คนมากหน้าหลายตา ตอนยังมีมารเต็มอัตราศึก ย่อมทำให้เราทำงานได้ไม่สนิทใจ

บางครั้งจึงต้องขอบคุณ ที่เรายังไม่มี รู้ญาณที่คมกล้าขนาดนั้น ในเวลาที่เรายังไม่แข็งแรง เราจึงต้องอาศัยหลัก เหตุผลทำงานไปจนกว่าเราจะบรรลุเป้าหมาย โดยอาศัยครูบาอาจารย์ที่คอยประคับประคองเรามาโดยตลอด

เหตุการณ์ที่จะเกิดแก่ ขันธโลก สัตว์โลก หรืออากาสโลก สามารถรู้เห็นล่วงหน้าเป็นสิบๆ ปี เชียวหรือ?

การเปลี่ยนแปลงของสถานที่ทำงานอย่างที่เพื่อนผมเห็นมาก่อนถึง 20 ปี เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในชีวิตจริง หากไม่เกิดแก่ตัวเรา ก็คงเชื่อยาก ในทางวิชชามีการคำนวณ อดีต ปัจจุบัน อนาคต กล่าวไว้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใด เงื่อนเวลาเหล่านี้อาจจะอยู่ในจุดเดียวกัน และเราคำนวณเห็นได้ในตอนเดินวิชชา จึงเป็นเรื่องไม่แปลก แต่เหตุการณ์จะขยายออกมาสู่ชีวิตภายนอกเมื่อไหร่ เท่านั้นเอง

นี่เป็นเรื่องในโลกมนุษย์ หากเป็นเรื่องในธาตุในธรรมจะเป็นอย่างไร

ทำให้ผมนึกถึงงานของคุณลุง ที่หลายครั้งธาตุธรรมจะบอกอะไรแก่ลุงเกี่ยวกับเหตุการณ์สำคัญหลายอย่าง แต่เมื่อเราซึ่งเป็นมนุษย์ปุถุชน ได้รับทราบ เรายังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนนัก จึงน่าจะเปรียบเทียบกับกรณีที่ผมเล่าให้ฟังข้างต้น

เมื่อธาตุธรรมเป็นผู้รู้เห็น เราจะเห็นความชัดเจนของเหตุการณ์เหล่านั้นได้เมื่อไหร่ เป็นเรื่องน่าคิด เวลาของเรา กับเวลาของธาตุธรรม น่าจะเป็นมิติที่มนุษย์มองได้ยากขึ้น

คำว่าชัดเจน คือ เห็นผลในโลกมนุษย์เราโดยไม่ต้องตีความ ซึ่งผมเชื่อมั่นว่า เหตุการณ์ทั้งปวงจะต้องเกิดขึ้น อย่างแน่นอน

Monday, November 9, 2015

เราคือใคร ?

เราคือใคร?
ถ้าเราตอบคำถามนี้ได้ ความรู้ของเราจะแตกตัว
ผมจะให้ข้อมูลตามความรู้ของผม ดังนี้
เมื่อเราเกิดมาในโลกมนุษย์ เราเคยสงสัยหรือไม่ว่า เราเป็นใคร เรามาจากไหน ทำไมคนเราไม่เหมือนกัน เราจะต้องทำอะไร ที่สำคัญคือ สุดท้ายเราต้องจากไป และเดินทางต่อ ทำไมชีวิตเราจึงต้องดับสูญเมื่อถึงกาลเวลาอันหนึ่ง ความรู้ของเราไม่สามารถทำให้ชีวิตเราที่บางท่านดีอยู่แล้ว ให้อยู่ต่อไปได้อย่างถาวรเลยหรือ
มีความรู้ที่ซ่อนอยู่ ดังนี้



ความเป็นตัวตนของเรา ประกอบด้วยโลก 3 คือ สัตว์โลก ขันธโลก อากาศโลก


ตัวตนใหญ่ๆ ของเราคือ สัตว์โลก หรือใจจิตวิญญาณของเรา นั่นเอง เป็นส่วนละเอียดที่มองไม่เห็นด้วยตามนุษย์ แต่รู้สึกถึงได้ เพราะใจ(จิตวิญญาณ)มีหน้าที่อยู่ 4 อย่าง คือ เห็นจำคิดรู้ บางครั้งจึงเรียก สัตว์โลกว่า เห็นจำคิดรู้ หรือวิญญาณ หรือถ้าสูงหน่อยก็เรียก ธาตุธรรม ของเรา นั่นเอง สัตว์โลกมีความเป็นตัวตนของเรามากที่สุด แต่เป็นส่วนที่เข้าใจและรู้เห็นยากที่สุด
เมื่อถึงคราวที่สัตว์โลกเวียนมาเกิดในโลกมนุษย์ ต้องมีกายหยาบ คือกายมนุษย์(หยาบ)แบบเรานี่แหละรองรับ


กายที่รองรับสัตว์โลก (หรือเห็นจำคิดรู้) ก็คือ ขันธโลก นั่นเอง การเกิดขึ้นของขันธโลก มีพิธีรีตอง หากเป็นมนุษย์ต้องอาศัยพ่อแม่ เมื่อประกอบธาตุธรรมกัน จึงเกิดเป็นกายมนุษย์ของบุตรขึ้น กายมนุษย์เป็นส่วนหยาบ ที่ถูกสร้างขึ้นจากธาตุดินน้ำไฟลมอากาศวิญญาณ (ธาตุ 6) ซึ่งเป็นทรัพยากรจากสิ่งแวดล้อมของโลกมนุษย์นั่นเอง เอามาเป็นร่างกายของเรา ซึ่งก็คือเครื่องมือใช้สอยของสัตว์โลกที่เวียนมาเกิดในชาตินี้
รายละเอียดต่างๆ มีบรรยายไว้หมด แม้การประกอบธาตุธรรมของบิดามารดา การประสมกำเนิดเดิมของทั้ง บิดามารดาและบุตร มีความรู้อยู่แล้ว จะไม่ขยายความในที่นี้
เมื่อสัตว์โลกเข้าสรวมในขันธโลก ซึ่งเปรียบเสมือนเครื่องพันธนาการอย่างหนึ่ง เห็นจำคิดรู้ถูกจำกัดอยู่กับเครื่องมือใช้สอยอันนี้ หากได้ขันธโลกที่เป็นสัตว์เดียรัจฉาน การพันธนาการก็ยิ่งอุกฤต ท่านจะต้องใช้กายหยาบนี้ ทำหน้าที่ต่อไปก่อน จนกว่าจะถึงเวลาที่โลกใบนี้เอากลับคืนไป
ความเป็นไตรลักษณ์ทั้งปวง อยู่ในขันธโลกนี้แหละ ที่สำคัญคือ ความเห็น ความจำ ความคิด ความรู้ ถูกปิดกั้น เราเห็นแต่เรื่องราวภายในโลกมนุษย์ คิดถึงอนาคต ก็ไม่พ้นอนาคตแค่กายมนุษย์ ซึ่งหยุดอยู่แค่ความตาย หากจะคิดเผื่อ ก็ไปในเรื่องของลูกหลาน เรื่องของตัวเองไปต่อไม่ได้ เพราะไม่มีความรู้เรื่องโลกทั้ง 3 นี้ บางท่านคิดว่ามีแค่กายมนุษย์เท่านั้น ตายไปคือจบ คือสูญ จึงไม่ได้คิดทำอะไรเผือความเป็นอยู่ในภพข้างหน้า เพราะหลังจากกายมนุษย์ตาย สัตว์โลก หรือใจจิดวิญญาณ ต้องแสวงหาที่อยู่ใหม่ ไม่สามารถเอาสมบัติของกายมนุษย์ติดตัวไปได้เลย แม้แต่ชิ้นเดียว
สิ่งที่จะเอาติดตัวไปได้ คือสิ่งที่สามารถติดเข้าไปในเห็นจำคิดรู้ หรือใจจิตวิญญาณ หรือกมลสันดาน ของเราเท่านั้น ซึ่งเป็นส่วนละเอียด ง่ายๆ ก็คือความดี ความชั่ว นั่นเอง อายตนะของกายมนุษย์สัมผัสไม่ได้ แต่พอรู้สึกได้ เราจะทำอย่างไร มีตำราให้ศึกษาอีกมากมาย ซึ่งไม่ยากเกินที่จะเรียนรู้

โลกที่ 3 ที่เกี่ยวข้องกับความเป็นตัวตนของเรา คือ อากาศโลก บางตำราเรียก โอกาสโลก เป็นเรื่องใหญ่อีกเรื่องหนึ่ง มันคือสิ่งแวดล้อมรอบตัวเรา ธาตุดินน้ำไฟลมอากาศ หรือแม้วิญญาณ ที่อยู่รอบตัวเรา ที่สัมผัสกับตัวเรา โลกใบนี้ถ้ามองดีๆ มีความลึกซึ้ง มีการเปลี่ยนแปรไปทุกวินาที เมื่อสัมผัสมาที่เรา เราบันทึกเป็นความทรงจำไว้ในเห็นจำคิดรู้ของเรา เป็นโลกส่วนตัวของเรา โลกใบนี้มีความแปรเปลี่ยนได้ง่ายมาก จังหวะเวลาโอกาสทั้งปวง ก็เป็นโลกใบนี้ เช่นวันนี้เราขับรถออกจากบ้าน เจอรถมาเฉี่ยวชนรถเรา แล้วก็มีเรื่องราวต่อเนื่องจากวันนี้เป็นต้นมา ถ้าคิดย้อนเวลากลับไปได้ หากเราออกจากบ้านช้าไปอีก 1 นาที รถคันนั้นผ่านเวลานั้นไปแล้ว ไม่มาเฉี่ยวชนกับเรา เหตุการณ์ก็เปลี่ยนใหม่ ถูกบันทึกใหม่ เหตุการณ์ต่างๆ เหล่านี้แหละ เป็นเรื่องของความละเอียด อะไรจะเกิดกับเรา มันถูกควบคุมโดยสิ่งอะไร ที่เรามองไม่เห็น อันนี้เป็นเรื่องของอากาศโลกในอีกระดับหนึ่ง
เหตุการณ์ทั้งปวงที่เราพบปะเจอะเจอมาตลอดชีวิต ส่งผ่านกายมนุษย์หยาบ หล่อหลอมตัวตนของเรา และฝังเข้าไปในใจจิตวิญญาณ ซึ่งนำติดตัวเราไป เป็นสิ่งที่เรามองไม่เห็น

แต่เหตุการณ์อย่างเดียวกัน เกิดกับคนแต่ละคน ทำไมตอบสนองไม่เหมือนกัน ชอบ ไม่ชอบ หรือเฉยๆ มีคำอธิบายอีกมากมายซึ่งเป็นความรู้ทางพุทธศาสนา แต่เริ่มลึกซึ้งในระดับวิปัสสนา คือเราต้องรู้ส่วนละเอียดของใจจิตวิญญาณของเราเพิ่มเติม ว่ามีการสั่งสมกันมานับภพนับชาติไม่ถ้วน เราต้องรู้กายวิภาค (น่าจะเรียกจิตวิภาค แต่อุปมาอุปมัย) ของใจว่าส่วนประกอบที่ละเอียดๆ มันลึกไปถึง ขันธ์ อายตนะ ธาตุ อินทรีย์ อริยสัจจ์ อินทรีย์ที่อ่อนแก่หยาบละเอียดต่างกัน ของแต่ละสรรพสัตว์ ทำให้การตีความเหตุการณ์ที่ผ่านเข้ามาทางอายตนะของแต่ละคน ไม่เหมือนกัน

แล้วความรู้เหล่านี้มาจากไหน
สัตว์โลกทั่วไปไม่สามารถมีความรู้เหล่านี้ขึ้นมาเองได้ ต้องอาศัยสัตว์โลกระดับสัพพัญญูเท่านั้น ที่จะเอาความรู้นี้มาสอนสัตว์โลกอื่นได้ ท่านจึงไม่ใช่คนธรรมดา เมื่อท่านมาโปรดสัตว์ สัตว์โลกในระดับสัพพัญญูของท่าน มาเกิดเป็นมนุษย์เช่น เป็นเจ้าชายสิทธัตถะ (ขันธโลก) แล้วอาศัยขันธโลกนั้นเพื่อโปรดสัตว์โลก ให้รู้ ให้ตื่น ให้เบิกบาน ตามท่านไปนั่นเอง


เมื่อมีความรู้มาถึงตรงนี้ เราจะทำอะไรได้บ้าง


หากเรามองอนาคตของเราได้แค่ขันธโลก เราก็จะแสวงหา เพลิดเพลิน อยู่กับสมบัติคุณสมบัติของกายมนุษย์

หากเรามองอนาคตไปไกลในระดับสัตว์โลก เราจะต้องเรียนรู้วิธีการยกระดับใจจิตวิญญาณของเรา เพิ่มระดับความรู้สึกนึกคิดของเรา เพื่อนำติดตัวไปข้างหน้า จึงเป็นความรู้เรื่องการสร้างบุญบารมี สืบต่อไป

หากเรามองอนาคตไกลขึ้นไปอีก ถึงระดับธาตุระดับธรรม ทำอย่างไรธาตุธรรมที่อุดหนุนเกื้อกูลเรา จะอยู่รอด ต้องศึกษากันอีกยาว แต่ก็ไม่ไกลเกินเอื้อม

มีบทความที่คล้ายกันเขียนอยู่ก่อนหน้านี้ ถือเป็นการอธิบายในอีกลักษณะหนึ่ง เช่น ความเข้าใจเรื่องโลก 3 กับคำทำนาย 2012 ลองดูนะครับ

Sunday, April 12, 2015

Transformation (การแปรเปลี่ยน)

เราโตมาจากความเป็นเด็ก เมื่อย้อนระลึกไปถึงเด็กคนที่เราเคยเป็น เด็กคนนั้นหายไปไหน เขาไม่อยู่แล้ว เด็กคนที่นิสัยใจคอไม่เหมือนกับตัวเราในตอนนี้ หากเอาเขามานั่งคุยกับเราได้ คงเหมือนเป็นคนละคนกันกับเรา แต่เขาก็คือตัวเรา ดังนั้น ความเป็นธาตุเป็นธรรมของตัวเรา มันไม่ได้เป็นแค่กายมนุษย์กายที่เราเห็นหรือเป็นอยู่คืออย่างเดียว มันเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่มาก มันเป็นโลก 3 ที่ผมเคยอธิบายไว้ก่อนหน้านี้แล้ว
การที่เด็กคนนั้นหายไป เขาไม่ได้ตาย เพราะหากเขาตายตัวเราตอนนี้ก็เกิดมีขึ้นไม่ได้ นี่เรากำลังนึกถึงกายมนุษย์ในแกนนอนของกำเนิดเดิม อันมีกำเนิดต้นกลางปลายนั่นเอง ชีวิตไม่อยู่นิ่ง มันแปรไปเรื่อยๆ กายเราก็แปรไปตามกำเนิดที่แปรไปตามกาลเวลา ความละเอียดเหล่านี้มันซ้อนกันอยู่ หากไม่ใช่วิชาธรรมกาย จะเอาอะไรมาอธิบาย
ตัวอย่างแกนนอนของกำเนิดวัยเด็กวัยผู้ใหญ่จนถึงวัยแก่ เกิดการแปรเปลี่ยน(Transform) ของร่างกายเราที่เติบโตขึ้นในทางส่วนหยาบ หากเรานึกถึงกายเราในแกนตั้ง ซึ่งก็คือแกนกาย 18 กาย การแปรเปลี่ยนจะต่างไป แต่ก็คล้ายๆ กัน เพราะแกน 18 กาย เป็นแกนกายที่มีการยกระดับธาตุธรรมในส่วนละเอียด(สัตว์โลก) ที่มองเห็นไม่ชัดเจนเหมือนกายมนุษย์หยาบ คือจากกายมนุษย์หยาบ ไปเป็นกายมนุษย์ละเอียด (กายฝัน) โดยสมบูรณ์ เห็นจำคิดรู้ในระดับสัตว์โลกต้องมีมนุษยธรรมเต็ม จากกายมนุษย์ละเอียดเปลี่ยนไปเป็นกายทิพย์หยาบ ต้องมีเทวธรรม จากนี้ก็ยกระดับไปเรื่อยๆ จนถึงกายธรรมพระอรหัตต์ละเอียด การสร้างบารมีในยุคทานศีลภาวนา ก็ต้องการสร้างบารมีให้ได้ตามเกณฑ์ทั้งหลายนี้ โดยอาศัยกายมนุษย์หยาบลงมาเกิดในโลกเพื่อทำหน้าที่สร้างบารมีตามหลักสูตรของธรรมภาคพระ
แต่กายมนุษย์แต่ละยุคก็มีอายุจำกัด คือมีอายุขัย (จริงๆ แล้ว อายุขัย มีทุกกาย แม้ในนิพพาน)
ยุคทานศีลภาวนา เมื่อกายมนุษย์หมดอายุแต่ยังสร้างบารมีไม่เสร็จ ยังเข้านิพพาน(เป็น)ไม่ได้ ต้องไปพักในสวรรค์ก่อน(ทิพย์พรหมอรูปพรหม) ตอนนี้ลุงบอกแล้วว่า กายมนุษย์ไม่เรียกว่าตาย แต่เรียกว่าอะไร ไม่ได้บอกชัดเจน มันก็น่าจะเหมือนกายมนุษย์เด็กของเราที่หายไป เมือเราเติบโตเป็นผู้ใหญ่นั่นเอง คือไม่ได้ตาย แต่เปลี่ยนเอากายผู้ใหญ่ออกหน้า พูดถึงแกน 18 กาย ก็อาจเอากายทิพย์ออกหน้า นั่นเอง
ถามว่าหายไปไหน ตอบแบบวิชาธรรมกาย ก็คือเขาก็ไปอยู่ในศูนย์กลางกายเราซึ่งตรงกันหมดทุกกาย นั่นเอง
กายมนุษย์หยาบของเรามาหัดตายเอาในยุคทุกข์สมุทัย ที่มารเข้ามาปกครองธรรมภาคขาว กลายเป็นธรรมดาของสังขารมานานแสนนาน
กลับมาเรื่อง Transformation มันจะเป็นอย่างที่คิดหรือเปล่า ก็ดูมีเหตุผลดี เป็นเรื่องประดับความรู้ แต่เราจะเอาความรู้นี้มาใช้ประโยชน์ในปัจจุบันได้อย่างไร ก่อนจะเลยไป ผมขอเพิ่มเติมว่า แกนกำเนิดเดิมก็ยังมีแกนตั้งคือ กำเนิดชาติอดีต กำเนิดชาติปัจจุบัน และกำเนิดชาติอนาคต ได้อีก แต่ละชาติก็มีกำเนิดวัยเด็กวัยผู้ใหญ่วัยแก่ของแต่ละชาตินั้นๆ เอามาพูดเพื่อให้รู้ว่าความจริงแล้ว "ตัวเรา" คือ ผลรวมของทั้งหมดนั่นเอง ไม่ธรรมดาเลย
บัดนี้ เราเป็นธรรมกายแล้ว เราเดินวิชา 18 กายทุกวัน เราออกไปสร้างบารมีอยู่เป็นระยะๆ กายอดีตของเราเป็นธรรมกายหรือเปล่า กายเด็กของเราเคยเดินวิชา 18 กายหรือเปล่า ส่วนใหญ่เปล่า เพราะเราเพิ่งได้เรียนวิชาธรรมกาย มาเมื่อไม่กี่ปีนี้เอง
ลุงถามคำถามผมว่า "ทำอย่างไร เราจึงจะเอากำเนิดของเรามาเดินวิชาได้ครบ ?" ให้ไปค้นคว้า สืบถามเอาจากพระพุทธองค์ ผมได้คำตอบแล้ว เพราะสุดท้ายผมก็โดนให้กลับมาถามศึกษาฯ อีกครั้ง
วิธีการที่ง่ายที่สุด คือการอธิษฐานเมื่อเราเริ่มเดินวิชา ให้เอากายมนุษย์ของเราทุกกาลเวลาทั้งอดีตปัจจุบันอนาคต มาเดินวิชา 18 กายกับเราด้วยเถิด คำว่าอดีตปัจจุบันอนาคต หมายรวมถึงกายเด็กของเรา กายเราปัจจุบัน กายเราในเวลาถัดๆ ไป ตลอดจนกายเราในอดีตชาติ ปัจจุบันชาติ อนาคตหากจะพึงมีต่อไป รวมทั้งหมด กระดิกใจเอามาเดินวิชา 18 กายแบบที่เราเดินอยู่เป็นปกติ ได้แค่ไหน เราก็ทำแล้ว
x

Tuesday, March 31, 2015

อาหารใจ

ผมคงเขียนเนื้อหาเรื่องอาหารใจไม่เหมือนในบันทึกปราบมารของคุณลุง ซึ่งบันทึกไว้เมื่อปี 2533 ที่กล่าวถึงอาหารใจฝ่ายดี คือการได้ยินได้ฟังสิ่งซึ่งเป็นมงคล และการบำรุงร่างกายด้วยอาหารก็เป็นการบำรุงใจด้วย เพราะกายกับใจเกี่ยวเนื่องกัน สุดท้ายพูดถึงอาหารใจระดับสูง คือการเดินฌาน 8 นี่คือสรุปที่คุณลุงได้บันทึกไว้

ส่วนผม มาเข้าใจเรื่องอาหารใจในอีกมุมมองหนึ่ง จากการที่ต้องขับรถเข้ามาในเมืองเพื่อทำคลินิก ช่วงนี้เจอะเจอสิ่งที่ไม่เจริญหูเจริญตา ครบทุกอายตนะ ดังนี้

ตา เจอแสงแดดจัดในหน้าร้อน จนต้องหาแว่นกันแดด หาฉากมาบังสู้แสงแดดเวลามองออกไปนอกร้าน
หู มีเสียงดังอึกทึกแทบทุกชนิดที่จะสรรหามาได้ ทั้งเสียงเพลง เสียงรถมอเตอร์ไซด์ แม้เสียงจี๊ดๆ เวลาเขาเบรครถ เสียงเคาะเหล็ก จิปาถะ
จมูก มีกลิ่นไม่พึงประสงค์ลอยมาให้รำคาญ แสบจมูก แสบหน้าอก ไอ มาจากร้านปิ้งขนมข้างๆ ร้านอาหารตามสั่ง สเปร์ฉีดฆ่ายุงซึ่งมันจะฆ่าเราด้วย
ลิ้น สั่งอาหารมาก็ไม่ถูกปากเผ็ดร้อน หวานเจี๊ยบ เค็มปี๋ อาหารหมักฟอร์มาลีน ทั้งปวง
กาย อุณหภูมิหน้าร้อนของเมืองไทยเป็นอย่างไร คนไทยทุกคนรู้ดี
ใจ พบปะเจอะเจอสิ่งที่ทำให้หงุดหงิดรำคาญใจ โดยเฉพาะความชุลมุนวุ่นวายในเมืองเล็กๆ อย่างแม่กลอง ความไร้ระเบียบของการจราจร โดยที่เราเป็นคนที่ต้องขับรถอยู่เป็นประจำ ส่วนใหญ่เจอรถขับช้า เงอะงะ ไม่มีทักษะในการขับขี่ น่าหงุดหงิดมากเวลาขับตามหลังพวกท่านเหล่านั้น

ทำให้เรารู้ได้ทันทีว่า เราสื่อสารกับโลกภายนอกผ่านอายตนะทั้ง 6 ของเรา แล้วมีความละเอียดในการส่งผ่านสื่อเหล่านี้ไปในระดับธาตุ 18 (ธาตุรับ 6 ธาตุกระทบ 6 ธาตุรับรู้ 6) จึงได้รู้ว่าก่อนทำสมาธิ ท่านให้อาราธนาพระพุทธเจ้า และจักรพรรดิภาคขาว ให้มาบังเกิดในทวารทั้ง 6 นี้ เพื่อให้ท่านคุมประตูแห่งอายตนะทั้งปวงไว้ก่อน ที่สื่อเหล่านี้จะเข้าไปสู่ประตูใจภายในนั่นเอง

สื่อเดียวกัน แต่ละคนตีความชอบไม่ชอบไม่เหมือนกันเพราะเรามีอินทรีย์ 22 ที่ อ่อนแก่หยาบละเอียด ต่างกัน เมื่อสื่อส่งข้อมูลเข้าไปถึงใจชั้นในคือ มโนวิญญาณธาตุ เกิดการตีความ ตรงนี้ใจได้เสพอาหารแล้ว ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบก็ตาม (อ่านความรู้เรื่อง ขันธ์ อายตนะ ธาตุ อินทรีย์ ในหนังสือมรรคผลพิสดาร ของหลวงพ่อวัดปากน้ำประกอบด้วย)

ผมมานั่งนึกว่า หากเราไม่เปิดร้าน เราคงไม่ต้องมาเจอกับ "สิ่ง" ที่ทำให้ใจวุ่นวายแบบนี้ นึกต่อ เราก็คงนอนอยู่กับบ้าน ไม่ต้องเสพสื่อใดใด พอนึกไปๆ เราก็คงเบื่อ คงเหงา อ้าว นั่นแปลว่า ใจไม่ได้รับอาหารก็อยู่ไม่ได้อีกเช่นกัน มันจะเหี่ยว มันจะเฉา

แม้การพัฒนาใจในช่วงแรกๆ อาจต้องตัดสิ่งรบกวนใจที่จะผ่านอายตนะทั้งปวงออกไปก่อน เช่นการปลีกวิเวกแบบพระป่า หรือหลีกเร้นไปทำความเพียรจนใจเรามีกำลังเสียก่อน จากนั้นเมื่อกลับมาเจอะเจอสิ่งแวดล้อมเดิม เราคงมีใจที่แข็งแรงขึ้น ต่อสู้กับปัญหาและอุปสรรคทั้งปวงได้ดีขึ้น แต่หากบางท่านปลีกวิเวกแบบไม่ยอมกลับ คือให้ใจอดอาหารไปเรื่อยๆ จนผอม ชินกับสภาพแบบสันโดษทางอายตนะ อาจไม่ได้แปลว่าใจเราแข็งแรงขึ้นก็ได้ นั่นเป็นการเก็บกดกีดกันอายตนะภายนอกที่จะทำให้เกิดอารมณ์ไว้ เราดูเหมือนไม่หวั่นไหวต่อสิ่งกระตุ้นที่จำกัด เท่านั้นเอง เราต้องบำเพ็ญเพียรทางใจด้วย จึงจะสมบูรณ์

เราจะแก้ไขอย่างไร ให้เราได้พบปะเจอะเจอแต่อาหารใจที่ดีๆ ที่ประณีต ไม่ใช่ง่ายๆ เพราะเราคงต้องอยู่ในเมืองสวรรค์เมืองนิพพาน ไม่ใช่เมืองมนุษย์อย่างที่เราอยู่ตอนนี้เป็นแน่แท้

Tuesday, November 27, 2012

ทางเลือก

ขอคัดลอกเอาบทความของคุณโสภา คงนาม ใน Facebook มาลงไว้ในที่นี้
เนื้อหาคล้ายๆ กับ การแก้โรค กับ ความคาบลูกคาบดอก

นิทาน”ทางเลือก”
คำว่ามีพระที่ไหนมีมารที่นั่นได้ยินมานานมากแล้ว แต่เรื่องนี้เป็นนิทานเล่าสู่กันอ่านเล่นเพลินๆ

ในอดีตมีหมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีพระกับมารอาศัยอยู่รวมกัน ต่างคนต่างต้องการจะครอบครองคนในหมู่บ้านมาเป็นพวกของตัวเองให้มากที่สุด คนในหมู่บ้านต่างคนต่างทำมาหากินโดยไม่รู้ว่าตัวเอง จะตกเป็นคนของฝ่ายพระหรือฝ่ายมา

วันหนึ่งมาเกิดโรคระบาดเกิดขึ้น ทุกคนเริ่มมีอาการเจ็บป่วยแบบไม่มีสาเหตุ และก็มีการใฝ่หาทางรักษาให้ตนและคนในครอบครัวพ้นจากโรคนี้ นายตลกก็เป็นอีกคนหนึ่งเช่นกันที่ป่วยและใฝ่หาทางรักษา มาเจอพระก่อนพระบอกหากอยากหายต้องทำบุญทำทาน รักษาศีลและเจริญภาวนา นายตลกก็ทำตามอยู่นานเกือบปี อาการก็เพียงทรงๆไม่หายขาด แต่เพื่อนบ้านที่เป็นโรคเดียวกัน แต่ไปรักษากับมาร มารบอกให้เพื่อนเข้าจัดบูชาด้วยเครื่องเซ่นไหว้มีของหวานของคาวตามที่มารบอกให้ทำ และต้องนับถือแบบจริงจังอย่าไปๆมาๆไม่ได้ หากทำแบบนั้นมารไม่ช่วย เพื่อนนายตลกหายเจ็บป่วยและรำรวยขึ้นมากอย่างมหัศจรรย์

นายตลกเฝ้ามองเพื่อนตัวเองด้วยความสงสัย และคิดว่าเรามาผิดทางแน่ๆ ไม่เห็นผลอะไรเลยเมื่อเราทำตามพระ ถึงจะสงบแต่เจริญช้าไม่ทันใจ จึงคิดหาหนทางที่จะบอกพระว่าตัวเองนั่น ในวันนี้ทำทานถือศีลและทำภาวนาไม่ได้ เพราะร่างกายไม่พร้อม ขอหยุดสักพักก่อนเดียวมีแรงแล้วจะกลับมาทำ พระได้แต่นิ่งและพูดขึ้นว่า “ใจเรานั่นมีทางเลือกเกิดขึ้นใหม่เสมอ อยู่แต่ว่าการที่นายตลกจะเลือกทำและเลือกเลิกทำนั่น เราไปห้ามนายตลกไม่ได้หรอก แล้วแต่ใจของนายตลกเองเท่านั่นที่จะตัดสินเอาเองว่า นายตลกจะเลือกทำแบบไหน”

เบื้องหลังการหายโรคนั่นมีอยู่ว่า คนในหมู่บ้านอยู่เย็นเป็นสุข นั่นเป็นความเสื่อมของมาร ด้วยความเจ้าอุบายจึงหยิบโรคแปลกๆใส่เข้าไปให้คนเหล่านั้นเดือดร้อน แล้วตั้งตัวเป็นผู้รักษาโรคด้วยการหยิบเอาโรคที่ใส่ไปนั่นออกเสีย คนที่ทำตามคำสั่งมารโรคก็หายเป็นปลิดทิ้งเป็นสิ่งมหัศจรรย์มากมาย แต่พระต้องพยายามแก้โรคที่เกิดแก่คนที่มาให้รักษา ต้องหาสาเหตุแห่งการเกิดโรคว่ามารตนไหนเป็นคนทำ แล้วตามแก้ หากพบก็ต้องประลองฤทธิ์กัน เพื่อที่จะเอาโรคนั่นออกไปจากคนที่กำลังเดือดร้อน

ผลคือต้องหาต้องแก้ แต่มารเอาเข้าไปและเอาออกมาเองไม่ต้องเสียเวลาไปหา มันก็เลยศักดิ์สิทธ์และได้คนมาเป็นพวกมากกว่าพระ แต่พระก็ยังคงทำหน้าที่ต่อไป และทำต่อไปตราบจนมาถึงทุกวันนี้ และนี่คงเป็นที่มาที่ไปของคำว่า”มีพระที่ไหนมีมารที่นั่น”