Pages

Wednesday, June 8, 2011

การยกระดับธาตุธรรม

ผมห่างการเขียน Blog มานาน โดยตั้งใจจะเขียนแต่เรื่องที่สำคัญจริงๆ เท่านั้น เพราะเท่าที่ผ่านมา ผมเห็นว่าได้เขียนเนื้อหาที่อยากถ่ายทอดไว้พอสมควรแล้ว ท่านที่เคยติดตามขอได้โปรดทบทวน เพราะเนื้อหาบางอย่างเกี่ยวข้องกัน ซึ่งผมไม่ได้กล่าวซ้ำ และในบางครั้งเราอาจเกิดความคิดใหม่ๆ ต่อยอดขึ้นมา ในขณะทบทวน ทั้งที่เราเคยอ่านมาแล้วแต่อาจเร่งรีบจนไม่ทันได้พิจารณาเนื้อหาในส่วนลึก

วันนี้ เรามาเริ่มกัน เราคงเคยสงสัยว่า การสร้างบุญบารมีแต่ละอย่าง จะเทียบได้อย่างไรว่า บุญบารมีไหนมีอานิสงค์มากกว่ากัน หากเราเอาหลักของ การยกระดับธาตุธรรม มาพิจารณา จะช่วยให้เราตัดสินได้ง่ายขึ้น

การกระทำใดใดที่ทำให้เกิดการยกระดับธาตุธรรมของเรา หรือของผู้อื่นให้สูงขึ้น ถือเป็นบุญบารมีใหญ่ และการให้ความช่วยเหลือผู้บำเพ็ญบารมีในลักษณะนี้ ย่อมได้บารมีไปด้วย ตามส่วน


ในวิชชาธรรมกาย การยกระดับธาตุธรรมมีรูปแบบที่เข้าใจง่ายๆ ก็คือการเดิน(วิชชา) 18 กายนั่นเอง (ดูข้อ 1 ประกอบ) ซึ่งเป็นการยกระดับธาตุธรรมจาก ความเป็นมนุษย์ ไปเป็น ทิพย์ พรหม อรูปพรหม และกายธรรมในระดับต่างๆ

หากเราไม่เดินวิชชา แต่อาศัยการบำเพ็ญเพียรเพื่อยกระดับธาตุธรรม ต้องใช้การประพฤติธรรมในระดับที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งต้องยอมรับว่า ยาก และอาศัยเวลาในการบำเพ็ญเพียรมาก เมื่อเทียบกับการมาเรียนวิชชาธรรมกายและเดินวิชชา 18 กาย เสียอีก เช่น จากมนุษย์ปุถุชน จะไปเป็นเทวดา ต้องบำเพ็ญเทวธรรมคือ หิริโอตตัปปะ จากเทวดาจะไปเป็นพรหม ต้องบำเพ็ญ พรหมวิหาร 4 จนเกิดฌานสมาบัติ ทำเช่นนี้ไปในแต่ละระดับ

ผู้ใดสามารถทำให้ใครๆ เกิดการยกระดับธาตุธรรมขึ้น ไม่ว่าในขั้นตอนไหน ย่อมได้บารมีมหาศาล ในบันทึกของครูสมัยโบราณ ยกตัวอย่างเช่น หากเราใช้รู้ญาณกายธรรมของเราตรวจดู จะพบว่า มีผู้ที่ติดอยู่ในขั้นของ กายธรรมโคตรภูหยาบมากมายมหาศาล หากเราทำให้เขาเหล่านั้นก้าวต่อไปถึง กายธรรมโคตรภูละเอียดได้ เราย่อมได้บารมีสูง ในทำนองเดียวกัน ยังมีผู้ที่ติดอยู่ในลักษณะเช่นนี้ในขั้นอื่นๆ อีกมากมายนัก

หากเราให้ความสนใจมาที่กายมนุษย์หยาบ ข้อ 2 และข้อ 3 ในรูป จะพบว่าแค่เราเปลี่ยนให้มนุษย์คนหนึ่งที่ยังไม่มีการศึกษาไม่ว่าทางโลกหรือทางธรรม กลายเป็นมนุษย์ที่มีการศึกษา ด้วยการให้วิทยาทาน เราก็ได้บุญมากกว่าการให้อามิสทานแล้ว ยิ่งหากเราสามารถสอนมนุษย์ที่ยังไม่เห็นธรรม ให้มีดวงตาเห็นธรรมได้ คือให้ธรรมทาน แต่เป็นธรรมะระดับปฏิบัติ จนเกิดปฏิเวธ ย่อมเลิศกว่าการให้ทั้งปวง "สัพพะทานัง ธัมมะทานัง ชินาติ" นั่นเอง

การทำบุญแก่ผู้บำเพ็ญเพียรในเส้นทาง ของการยกระดับธาตุธรรม ย่อมมีอานิสงค์กว่ากันเป็นชั้นๆ เช่น การให้ทานแก่มนุษย์ย่อมมีอานิสงค์มากกว่าการให้ทานแก่สัตว์เดียรัจฉาน การให้ทานแก่มนุษย์ผู้บำเพ็ญตนเพื่อเป็นพระโสดาบัน ย่อมมีอานิสงค์มากกว่าการให้ทานแก่มนุษย์ทั่วไป ฯลฯ เราคงเคยได้ยินข้อมูลเหล่านี้มาบ้างแล้ว

การสอนธรรมปฏิบัติของเรา เป็นการยกระดับธาตุธรรมของผู้เรียนอย่างชัดเจน ให้เกิดดวงตาเห็นธรรม ให้เป็นธรรมกาย คุณลุงเคยบอกว่า "ไอ้ตอนที่ธรรมมันกำลังจะเกิดน่ะ บารมีมันมากมายก่ายกองเชียวนะ" แม้เราไม่ได้ไปสอนเองโดยตรง แต่ช่วยเหลือค่ารถ หรือไปช่วยจัดแถวเด็ก ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของการทำบารมีเหล่านี้แล้ว

หวังว่าเราคงเปรียบเทียบความ อ่อน แก่ ของบารมีที่เราทำ ได้พอสมควร

Wednesday, March 9, 2011

โลก 3


ในช่วงนี้มีอัศจรรย์เกิดขึ้นมากมาย ยังไงผมขอให้เราทบทวนเรื่อง เมื่ออัศจรรย์บังเกิด กับเรื่องศพไม่เน่า ไว้บ้าง อัศจรรย์ทั้งปวงเป็นแค่ ตัวชี้วัด ถึงอะไรบางอย่าง แต่มันหลอกให้เราหลงเชื่อได้ เช่น แต่เดิมเราตั้งเป้า  การเป็นผู้มีการศีกษาด้วย การเรียนจบมหาวิทยาลัย และชี้วัดด้วย ใบปริญญา แต่ปัจจุบันมีการแก่งแย่งกันมาก ก็เกิดมีใบปริญญาปลอมขึ้น สมมุติว่าอาจซื้อได้ด้วยเงิน ใบปริญญาซึ่งเคยชี้วัดความรู้แต่ดั้งเดิม จึงหลอกเราได้ ถ้าไม่ทันพิจารณา

วันนี้จะพูดถึงเรื่อง โลก 3 คือ สัตว์โลก ขันธโลก อากาศโลก ไม่ใช่ ภพ 3 ซึ่งหมายถึงกามภพ รูปภพ อรูปภพ นะครับ

โลกคือที่อยู่อาศัย โลกทั้ง 3 ก็เป็นที่อยู่อาศัยของธาตุธรรมทั้งปวง สุดแต่ฝ่ายไหนจะเข้ามามีอำนาจปกครอง เหตุการณ์ต่างๆ ก็จะผันแปรไปตามลักษณะธาตุธรรมที่มาปกครองนั้น


สัตว์โลก

หมายถึง ธาตุธรรมของเรา(เห็นจำคิดรู้) ที่เวียนมาเกิดในโลกมนุษย์นี้
สัตว์โลกถูกปกครองด้วยภาคปิฎก คือวิชชาที่มาบังคับใจสัตว์ ปิฎกภาคมารที่บังคับมนุษย์อยู่ คือ อภิชชา พยาบาท มิจฉาทิฐิ ผู้รู้พยายามแก้ให้ภาคพระปกครองด้วย ทาน ศีล ภาวนา

ขันธโลก

ตำราบางแห่ง เรียกว่า สังขารโลก
หมายถึง ร่างกายมนุษย์ของเรา เมื่อสัตว์โลกเวียนมาเกิดในโลกมนุษย์ ก็ต้องรวบรวมธาตุ ดิน น้ำ ไฟ ลม อากาศ อันเป็นธาตุธรรมตายของโลกใบนี้ มาสร้างเป็นเนื้อหนังมังสาส่วนต่างๆ ของร่างกายของเรา กลายมาเป็นขันธโลกซึ่งเป็นธาตุธรรมเป็น คือเนื้อตัวกายมนุษย์ของเรานั่นเอง
ขันธโลก ถูกปกครองด้วย ภาคทุกข์สมุทัย เราโดนปกครองมานานมาก จนเราต้องพิจารณาความเป็นไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) ว่าเป็นธรรมดาของสังขารของเรา ผู้รู้พยายามแก้ไขให้อำนาจปกครองกลับมาอยู่ข้าง นิจจัง สุขัง อัตตา โดยอาศัย นิโรจ กับมรรค เป็นแกนนำ

อากาศโลก

บางแห่งเรียกว่า โอกาสโลก
เป็นธาตุธรรมตาย(ดิน น้ำ ไฟ ลม อากาศ) ที่มนุษย์(สัตว์โลก+ขันธโลก) มาอาศัยอยู่ คิดง่ายๆ ก็คือโลกใบนี้นั่นเอง อากาศโลกเป็นภพภูมิสำคัญในการส่งวิชชาปกครองเข้ามาในสัตว์โลกและขันธโลก อากาศโลกสามารถแปรปรวนไปตามการปกครองของธาตุธรรมแต่ละฝ่าย รายละเอียดที่ลึกซึ้งกว่านี้ ขอให้ศึกษาเพิ่มเติมจากตำราที่เกี่ยวข้องนะครับ

คำอธิบายที่กล่าวมา ผมใช้การมาเกิดเป็นมนุษย์ เป็นบรรทัดฐาน หวังว่าผู้อ่านคงทำความเข้าใจเรื่องโลก 3 ได้ในระดับหนึ่ง

Thursday, February 17, 2011

เมื่ออัศจรรย์บังเกิด

ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาใด เรามักได้ยินข่าวคราวของอัศจรรย์ตามสถานที่ต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติ อธิบายด้วยเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้ บางอย่างก็เป็นข่าวโคมลอย บางอย่างก็เป็นเรื่องจริง ตัวอย่างเช่น หากเกิดมีแท่งภูเขาทองคำโผล่ขึ้นมาในสถานที่แห่งหนึ่ง เราจะมองเหตุการณ์เหล่านี้อย่างไร

ขอให้เราพิจารณาดังนี้

อย่าเพิ่งเชื่อ
ตามหลักกาลามสูตร หากพิสูจน์ว่าเชื่อถือได้แล้ว จึงพิจารณาต่อ

อย่าให้ศรัทธาอยู่เหนือเหตุผล
ขอให้มองที่มาที่ไป เช่นการเกิดเหตุแบบนี้สามารถอธิบายด้วยหลักวิชชา(ธรรมกาย)ของเราได้อย่างไร? ผู้ที่ทำให้เกิดซึ่งมักเป็นจักรพรรดิ์กายสิทธิ์หวังผลเช่นไร ผู้ปกครองหรือผู้คนในสถานที่แห่งนั้นมี Vision และ Mission หลักปฏิบัติในชีวิตของตนอย่างไร เทียบความรู้ที่มี สามารถทำให้เกิดอัศจรรย์เหล่านั้นได้แค่ไหน


หากไม่มีเหตุผลเพียงพออันคู่ควรกับการเกิดอัศจรรย์เหล่านั้น ก็เป็นเรื่องน่าคิด อาจเป็นการหลอกลวงให้เราไปหลงติดกับความเชื่ออย่างใดอย่างหนึ่ง และไม่พบความจริงแท้ในที่แห่งอื่นก็เป็นได้ เพราะการเกิดอัศจรรย์ก็มีได้ทั้งฝ่ายพระและฝ่ายมาร

แม้การมี Vision ว่าจะไปนิพพาน (ซึ่งสูงสุดในศาสนา) เราก็ต้องดูทางปฏิบัติ (Mission) ด้วยว่า ท่านสอนหนทางไปนิพพานได้ตรงแค่ไหน หรือว่าแวะเวียนระหว่างทางมากไปหน่อย มัวแต่จะไปเป็นเทพบุตร นางฟ้าในสรวงสวรรค์ หรือแม้ให้เกิดแค่ความร่ำรวยในโลกมนุษย์ซึ่งไม่จิรังยั่งยืน เป็นการเสียเวลาไป ก็ต้องดูด้วย

จักรพรรดิ์กายสิทธิ์(ภาคขาว) ท่านก็อยากมาสร้างบารมี โดยมาช่วยมนุษย์หรือหมู่คณะที่ทำความดี ท่านอาจมาทำอัศจรรย์เพื่อเรียกผู้คนให้มาทำบุญในสถานที่แห่งนั้น ซึ่งการจะมาช่วยใครได้หรือไม่ ย่อมมีตัวแปรอีกมากมาย เช่น การได้รับอาราธนา ความสะดวก ความปลอดภัย หรือแม้การที่ท่านจะรับรู้ได้ บางแห่งอาจเป็นคุณงามความดีสุดยอด แต่มาช่วยแล้วยังลำบากแก่ท่าน เกิดอันตรายแก่ท่าน หรือเกิดการกำบังจนท่านไม่อาจมาช่วยหมู่คณะนั้นได้ ก็เป็นเหตุผลที่น่าใส่ใจ

ครูในวิชชาธรรมกายของผม เคยปรารภมานาน ถึงอัศจรรย์ต่างๆ ซึ่งมีประปรายมาตลอดทุกยุคทุกสมัย ทำนองว่า ท่านมีฤทธิเดชานุภาพถึงขนาดนี้ ทำไมท่านไม่มาช่วยปราบมาร

ในบางครั้ง คุณงามความดีเป็นไปคนละแบบ อาจเป็นทางเลือกของจักรพรรดิ์ท่านก็ได้ เช่นภาคโปรด กับภาคปราบ เป็นต้น

สุดท้าย ผมเป็นแพทย์ ก็อยากยกตัวอย่างของแพทย์คือ ผมเห็นอาจารย์แพทย์ในโรงเรียนแพทย์ ท่านมีความรู้ความชำนาญมากกว่าแพทย์ที่ออกไปทำงานในชนบทมากมายหลายเท่านัก ส่วนหนึ่งอาจไม่ร่ำรวยเหมือนแพทย์ในชนบทซึ่งมีความรู้น้อยกว่า แต่พบปะผู้คนมากกว่า เราคิดว่าการเป็นอาจารย์แพทย์ กับการเป็นแพทย์ปฏิบัติงานในชนบท อย่างไหนดีกว่ากัน

ผมว่าตอบไม่ได้ ขึ้นกับมุมมองความต้องการของแต่ละคน


แต่ถ้ามองระยะยาว ผมว่าความรู้เป็นสิ่งสำคัญที่สุด ถ้าขาดความรู้ทางการแพทย์ ความเป็นแพทย์ก็ไม่เกิดขึ้น หากขาดอาจารย์โรงเรียนแพทย์ให้การอบรมสั่งสอน แม้แพทย์ชนบทก็จะไม่มีอีกต่อไป

ท่านที่ติดตามคงเปรียบเทียบเอาเองต่อนะครับ

Friday, January 21, 2011

เหตุที่เกิดแก่วิทยากร

เมื่อเร็วๆ นี้ มีเหตุเกิดแก่คนสำคัญของวิทยากรของเรา เป็นเหตุไม่คาดฝันทำให้ถึงแก่ความตาย ในช่วงเฉพาะหน้าที่อารมณ์ยังอยู่เหนือเหตุผล หลายท่านเกิดความสับสนว่าทำไมจึงเกิดเหตุอย่างนี้แก่พวกเราผู้สร้างบารมีได้ ผมเองก็สับสนไปเหมือนกัน แต่เราก็ต้องพยายามหาเหตุผลทั้งปวงมาอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นให้ได้ในระดับหนึ่ง ในฐานะที่เรายังพอมีสติ ไม่ได้เป็นผู้สูญเสียโดยตรง

เรามาเรียนรู้ในทางศาสนาทำไม? เราเข้าใจหลักการของศาสนาพุทธของเราแค่ไหน?

ตอบง่ายๆ คือ เพราะเราอยากพ้นทุกข์ ภัย โรค แต่เรารู้ว่าการวางแผนให้พ้นจากทุกข์ภัยโรค เอาแค่เฉพาะหน้านั้นไม่พอ ศาสนาทำให้เราเชื่อว่ามันยังมีภพหน้า การแก้ทุกข์ภัยโรคเฉพาะหน้าอาจใช้วิธีหาเงินให้รวยเข้าไว้ ก็พอจะแก้ได้ แต่มันอาจไม่ใช่คำตอบในระยะยาว จึงต้องมีการวางแผนที่ไกลขึ้นไปอีก

ผมเคยเขียนเรื่องความเชื่อของพุทธศาสนิกชน มี 3 แบบใหญ่ๆ คือเชื่อเรื่องไตรลักษณ์ เชื่อเรื่องกฏแห่งกรรม เชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไม่ได้แปลว่าเมื่อเราเชื่อหนักไปในแบบหนึ่งแล้ว เราจะไม่เชื่อในส่วนที่เหลืออีก 2 แบบ แต่หมายความว่ามันแบ่งกันเป็นส่วนๆ ที่มีความมากน้อยต่างๆ กัน ผู้ที่เชื่อหนักไปทางไตรลักษณ์ เขาก็มีความเชื่ออีกบางส่วนในเรื่องกฏแห่งกรรม และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ผมขอทำความเข้าใจไว้ตรงนี้ก่อน

วิชชาธรรมกายมีความเชื่อหนักไปทางสิ่งศักดิ์สิทธิ์ รู้ว่ากายมนุษย์ของเราก็ยังตกอยู่ในไตรลักษณ์ แต่เรามีความคาดหวังว่าสิ่งที่ไม่ตกอยู่ในไตรลักษณ์ยังมี และเรากำลังพยายามหาหนทางไปสู่ความไม่เป็นไตรลักษณ์นั้น การที่เราอยู่ระหว่างเดินทาง ไม่ได้แปลว่าเราพ้นไปจากไตรลักษณ์แล้ว เราคงต้องพิจารณาตามหลักวิปัสสนาญาณ 10 ในหนังสิอแนวเดินวิชชาหลักสูตรวิชชามรรคผลพิสดาร 1 หน้า 226-227 ถึงความไม่เที่ยงของสังขารด้วย เมื่อยังหนีกันไม่พ้นก็เกิดอารมณ์ของ สังขารุเปกขาญาณ คือ เมื่อกลืนไม่เข้า คายไม่ออก ก็ต้องอมไว้ก่อน เรารู้ว่ากายมนุษย์ไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตา เรากำลังพยายามเข้าสู่เส้นทางที่ไปให้ถึงความเป็นนิจจังสุขขังอัตตาให้ได้ในที่สุด แต่ตอนนี้ยังไม่มีใครไปถึง เราก็ต้องทนอยู่กับกายมนุษย์ที่ยังจ้องแต่จะแตกดับนี้ไปก่อน

เราลองพิจารณาว่าหากเหตุนั้นเกิดแก่คนในสายไตรลักษณ์ซึ่งเขาพิจารณาเนืองๆ ว่าสังขารทั้งหลายล้วนไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตา อยู่เป็นประจำ ไม่ได้มีความคาดหวังแบบเรา เขาย่อมยอมรับทุกข์นี้ได้ในระดับหนึ่ง ไม่ต้องมานึกว่า ทำไมสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่ช่วยเขา เขาก็จะปรับตัว และยังคงใช้ชีวิตในแบบที่เป็นอยู่ต่อไป ทำบุญ ทำทาน รักษาศีล กันต่อไป

หากเหตุเกิดแก่ผู้พิจารณากฏแห่งกรรมอยู่เนืองๆ เขาย่อมนึกถึงกรรมเก่าของแต่ละบุคคลซึ่งสร้างมาไม่เหมือนกันนับภพนับชาติไม่ถ้วน กรรมไม่ดีแต่ปางก่อนก็เป็นเหตุมาตัดรอนอายุขัยลง เหตุนี้เป็นผังวางมาก่อนแล้ว แต่รู้ญาณมนุษย์เราไม่อาจรับรู้ได้ง่ายๆ ไม่ว่าเขาจะไปอยู่ในความเชื่อแบบใดก็หนีกรรมปริมาณมากมายนี้ได้ยาก พวกเราต้องเสียใจกับเหตุเหล่านี้มากี่ภพกี่ชาติแล้ว สำหรับเรา เราต้องหาหนทางแก้ไขวัฏฐจักรนี้ให้ได้

แต่เมื่อเราเชื่อมั่นในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เราอาจผิดหวังที่ดูเหมือนว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยเราไม่ได้ อย่างไรก็ตามเรายังก้าวไปไม่ถึงขั้น นิจจัง สุขขัง อัตตา ที่แท้จริง เรายังครองกายมนุษย์ที่ยังตกอยู่ใน อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อยู่ เราจึงต้องมองความจริงอันนี้ประกอบด้วย

แน่นอน ไม่มีใครอยากเป็นทุกข์ ไม่มีใครอยากพลัดพราก แต่มันก็เกิดเหตุแก่เราแล้ว เกิดแก่กายมนุษย์ที่ยังแก่ได้ เจ็บได้ ตายได้ ของพวกเรา เราจึงต้องทำใจว่า การมาอยู่ในโลกมนุษย์ของเรา เป็นเพียงการมาอยู่ชั่วคราว โลกใบนี้ยังไม่ใช่บ้านที่ถาวรของเรา เรามาอาศัยพักพิงสร้างบารมีกันชั่วคราวเท่านั้น แล้วเราก็ต้องคืนสังขารร่างกายอันประกอบด้วยธาตุดินน้ำไฟลมให้แก่โลก และกลับไปยังที่อยู่ที่ถาวรกว่า

ข้อคิดสุดท้ายสำหรับวิทยากรก็คือ
  • ภัยมาใกล้ตัวแล้ว ถึงเวลาที่เราจะศึกษาวิชชาและสร้างบารมีกันอย่างจริงจังหรือยัง ทั้งนี้เพื่อป้องกันทุกข์ภัยโรคให้แก่ตัวเอง แล้วยังเผื่อแผ่ดูแลคนของเราให้ทั่วถึงด้วย และถึงแม้เราจะพลาดพลั้งตายไป ก็ไม่เสียดายแล้ว
  •  เดินวิชชา 18 กายทุกวัน อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง
  • พวกเราดูแลกันพอหรือยัง? หรือว่าเราดูแลอยู่ข้างเดียว อีกข้างยังไม่ปรบมือพร้อมกันกับเรา ก็ต้องพิจารณาด้วย
  • ให้ความสำคัญกับลางบอกเหตุ และพิจารณาแก้ไข ครูอาจารย์ในวิชชาธรรมกายสอนให้เราสังเกตว่าวันไหนมี ฟ้าแดง เกิดคราส เกิดดาวหาง มีดาวมาเคียงจันทร์ ฯลฯ ต้องเข้าวิชชาแก้ไข อันนี้เราก็อย่าปล่อยปละละเลย

สุดท้าย ขอไว้อาลัยแด่ผู้ที่จากเราไป และขอแสดงความเสียใจแก่ผู้สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก ท่านทำให้พวกเราไม่ประมาทในสิ่งที่เราทำอยู่ มันเป็นบทเรียนอันมีค่ายิ่งที่แลกมาด้วยชีวิต

Wednesday, January 19, 2011

หญ้าปากคอก (1)

วันนี้ เป็นเรื่องทั่วๆ ไป ที่ผมได้พบความตกหล่น หรือเข้าใจผิดในวิชชาของเรา จึงขอยกตัวอย่างซัก 2 เรื่อง ดังนี้

หมุนขวาในหมุนขวา หมุนขวาทับทวีในหมุนขวาทับทวี ๆ ๆ

ไม่น่าเชื่อว่าหลายท่านเข้าใจการหมุนขวาผิด คือหมุนผิดทางกลายเป็นการหมุนซ้าย ถ้าเราถือผลลัพธ์เป็นเกณฑ์ นับว่าเป็นความผิดที่ร้ายแรงมาก เพราะมันย่อมกลายเป็นทิศทางตรงกันข้ามกับการเดินวิชชาของธาตุธรรมภาคขาว กว่าผมจะรับรู้ว่ามีกรณีแบบนี้เกิดขึ้นในหมู่เรา พวกเราก็เข้ามาเดินวิชชากันอยู่หลายปี ส่วนหนึ่งอ้างว่าเขาถนัดซ้าย เขาเลยยกมือซ้ายขึ้น แล้วหมุนๆ ให้เราดู เราจึงได้รู้ว่ามันผิดทางมาตลอด
เราจะอธิบายอย่างไร การหมุนขวาคือการหมุนตามเข็มนาฬิกา การเดินเวียนขวาก็คือเดินวนรอบตามเข็มนาฬิกา หรือให้แขนขวาของเราหันไปหาจุดที่เราเดินรอบนั้น พูดยังไงให้ง่าย ก็ลองดูรูปประกอบนะครับ

ครบสี ครบสาย ครบกาย ครบองค์ ครบวงศ์ ครบชั้น ครบตอน ครบธาตุ ครบธรรม

ปรากฏอยู่ในคำอาราธนาพระพุทธเจ้าและจักรพรรดิ์
บางท่านเห็นมีสี มีสาย ครบๆ เกรงว่าจะอาราธนาธรรมภาคอื่นมาด้วย ก็เลยตัดบทขยายส่วนนี้ออกไปเองตามลำพัง ทั้งนี้คุณลุงได้รับรู้ความนี้แล้ว และได้อธิบายมาแล้ว ก็เกิดความเข้าใจกันแล้วว่าไม่ต้องตัดออก เพราะความตอนนี้เป็นส่วนขยายของภาคผู้เลี้ยงหรือจักรพรรดิ์นั่นเอง โดยเราอาราธนานำหน้ามาก่อนว่า อีกทั้ง จุลจักร มหาจักร บรมจักร และอุดมบรมจักร ของธรรมภาคขาวทั้งปวง เราขยายด้วยธรรมภาคขาวแล้วจึงต่อด้วย ครบสี ครบสาย ครบกาย ครบ...ซึ่งหมายถึงจักรพรรดิ์คงมีการแบ่งเป็นหลายรูปแบบ หลาย categories นั่นเอง
คำพูดวิชชาเหล่านี้มีมาแต่สมัยหลวงพ่อวัดปากน้ำแล้ว ทบทวนดูได้ในบทเรียนมรรคผลพิสดารตั้งแต่ภาคแรก ในบทเกี่ยวกับการหัดทำกายมนุษย์พิเศษ ก็มี
วันนี้เอา 2 เรื่องก่อนนะครับ

Tuesday, December 14, 2010

ปิฎกของครูบาอาจารย์

วันนี้ติดอภินิหารหน่อย เป็นเรื่องราวความศักดิ์สิทธิ์ของครูบาอาจารย์สายวิชาธรรมกายในอีกมุมมองหนึ่ง นั่นเอง


ผมเคยพูดถึง ความเชื่อของพุทธศาสนิกชน มาแล้ว มีอยู่ส่วนหนึ่งที่มีความเฃื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งสายธรรมกายก็มีความเชื่อเอนเอียงมาทางนี้เป็นหลักใหญ่


ความรู้ในวิชชาก่อให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์ได้ในระดับหนึ่ง แต่เมื่อเราศึกษามากขึ้น จะพบว่าแม้เป็นความรู้เดียวกัน แต่ความศักดิ์สิทธิ์นั้นไม่เท่ากัน นี่จึงเป็นความแตกต่างในวิชชาธรรมกาย ที่ทำให้ต้องมีความรู้เพิ่มเติมว่าวิชชานี้ มีเจ้าของวิชชา และการทำความศักดิ์สิทธิ์ ต้องให้เจ้าของวิชชาเป็นผู้อนุญาต อีกส่วนหนึ่งคือบารมีที่เราสร้างสะสมมากขึ้นในทุกๆ วันด้วย


ใครเป็นเจ้าของวิชชาธรรมกาย?


คำถามนี้เป็นคำถามในบทเรียนคู่มือมรรคผลพิสดารภาค 2 คำตอบคือ พระพุทธเจ้าเป็นเจ้าของวิชชาธรรมกาย หากเจ้าของวิชชาไว้วางใจใคร ก็จะมอบความศักดิ์สิทธิ์ไว้กับผู้นั้น ครูบาอาจารย์แต่ละยุคจึงมีความศักดิ์สิทธิ์กันเป็นรุ่นๆ รวมถึงการทำวิชชาของครูอาจารย์ในแต่ละเหตุการณ์ ก็ทำให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์เฉพาะอย่างด้วยเช่นกัน


การศึกษาวิชชาธรรมกายจึงต้องศึกษาเหตุการณ์ประกอบในแต่ละยุคด้วย


คำว่า สัมมาอะระหัง


ผู้ใดท่องคำว่า สัมมาอะระหัง พระพุทธเจ้าจรดกระหม่อมผู้นั้นทันที อันนี้ผมได้ยินมาว่า หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านไปตกลงกับพระพุทธเจ้าไว้


ส่วนที่เรามาบรรยายความหมายต่างๆ ตามตัวหนังสือ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง


การเข้าหากายธรรมต้นธาตุ


อันนี้เป็นความรู้จากเหตุการณ์ของแม่ชีถนอม ที่พบว่าหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านเป็นต้นธาตุ ถูกสั่งลงมาเกิดเพื่อให้มาค้นวิชชาธรรมกายกลับมาใหม่ เมื่อท่านมรณภาพ ท่านยังไม่ได้กลับไปยังสถานที่เดิมที่ท่านมา แต่ยังปกครองดูแลอยู่ในนิพพาน (เครื่อง) ที่สร้างขึ้นระหว่างนิพพานกับภพ 3


ในคู่มือวิปัสสนาจารย์ การเข้าหากายธรรมต้นธาตุ จะต้องเดินดวงธรรม 6 ดวงจากกายธรรมพระอรหัตต์ละเอียดของเรา พอจุดเล็กใสเท่าปลายเข็มกลางดวงธรรมที่ 6 ว่างออกไป เราจะเห็นดวงเครื่องเป็นดวงใสขนาดใหญ่มหึมา เราต้องส่งใจนิ่งไปกลางดวงเครื่อง จึงเห็นดวงธรรมของเครื่อง แล้วเดินดวงธรรมของเครื่องไปอีก 6 ดวง จึงจะเห็นกายธรรมต้นธาตุ


คุณลุงต้องการลัดขั้นตอนนี้ จึงสั่งวิชชาไว้ให้เรา จากกายธรรมพระอรหัตต์ละเอียดเดินดวงธรรม 6 ดวง เข้าหากายธรรมต้นธาตุได้เลย โดยไม่ต้องผ่านดวงเครื่อง จึงฝากเป็นความรู้ไว้ว่าทำไมไม่เหมือนตำรา


วิชาอาราธนาพระพุทธเจ้าคุมธรรม


มีอยู่ในคู่มือวิปัสสนาจารย์ จะเห็นว่ามีความซับซ้อน ละเอียดละออยิ่งนัก เราเดินวิชชานี้ก่อนจะไปสอน 18 กาย แต่ในระยะหลัง วิทยากรเอกอาจเดินวิชานี้เพื่อไปสอนนักเรียนประจำวัน แค่ให้เห็นดวงธรรม และกายธรรม 1-4 กาย เคยมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าการสอนในตำรานั้นไม่ถูก แต่คุณลุงบอกว่าไม่ใช่ไม่ถูก แต่มันดูยากไป ให้เอาอย่างนี้ละกัน คือ ....


เมื่อทำตามลุงแล้ว นอกจากจะง่ายขึ้น ก็ยังได้ผลงานสอนเป็นที่อัศจรรย์อีกด้วย


ตำรา คือ ปิฎก


เมื่อไหร่ก็ตามที่มันออกมาเป็นตำรา และผ่านตาครูบาอาจารย์แล้ว บางทีมันจะกลายเป็นปิฎกที่ยากแก่การแก้ไข จึงต้องระมัดระวังให้ดี แต่การมีตำรามีข้อดีคือ สามารถใช้อ้างอิง ยุติความขัดแย้งได้ ถึงกระนั้นผู้ใกล้ชิดกับตำราต้องรอบคอบ และระลึกเสมอว่าตำราเหล่านี้จะต้องตกทอดไปสู่คนรุ่นหลังอีกไม่รู้กี่รุ่น


รูปประกอบคำบรรยายเรื่องธาตุ 6 ตกเลข 6 ไปหนึ่งตัว


อันนี้เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ผมอยากยกมาแลกเปลี่ยน

หลายท่านคงสงสัยภาพธาตุ 6 ตั้งแต่ยุคหลวงพ่อวัดปากน้ำว่าทำไมเนื้อหาว่ามี 6 ธาตุ แต่รูปประกอบเขียนเลขไว้เพียง 5 ตัว คือ 1 ถึง 5 เท่านั้น (๑ ถึง ๕ เลขไทย) เพราะมันยังมีธาตุที่ 6 ซึ่งอยู่กลางดวงอากาศธาตุไม่ได้เขียนเลขกำกับไว้


ผมเคยได้ยินจากครูบาอาจารย์เก่าๆ ว่ามันเกิดการตกหล่นในระหว่างการเรียงพิมพ์ในยุคนั้น เมื่อพิมพ์เสร็จแล้วหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านดูแล้ว ท่านไม่ได้ว่าอะไร ท่านอาจไม่ทันเห็นก็ได้ แต่เมื่อมีคนมาเห็นในภายหลังก็ไม่กล้าแก้ไข เพราะถือว่าผ่านตาหลวงพ่อวัดปากน้ำแล้ว หากแก้ไขเองโดยพลการก็โดน เซฟ


ไม่ว่าเหตุผลจะเป็นเช่นไร ภาพที่ตกหล่นนั้นก็ส่งต่อมาถึงยุคสมัยนี้ และมีผู้คนมากมายเกิดความสงสัยดังกล่าวข้างต้น ผมขอทิ้งเป็นข้อมูลไว้ เพราะถึงอย่างไรผมก็เป็นนายแพทย์ที่ผ่านการเรียนรู้แบบเหตุผลในเชิงวิทยาศาสตร์มาตลอดชีวิต ใจผมไม่เห็นด้วยกับเหตุการณ์ดังกล่าวนัก


วิชชาง่ายๆ แต่หากครูไม่สั่งก็ยังไม่ศักดิ์สิทธิ์


อันนี้ผมเขียนจากความรู้สึกส่วนตัว คือเราก็รู้วิธีทำวิชชาอยู่แล้ว แต่มันยังเกิดผลไม่ถนัดใจ ต่อเมื่อครูอาจารย์หรือผู้ใหญ่ในวิชชาสั่งให้ทำ จะได้น้ำได้เนื้อขึ้นมาทันที สังเกตกันดูนะครับ


บูชาครู


สุดท้ายผมรู้สึกยินดีสำหรับผู้ที่มีโอกาสและจังหวะชีวิตที่ได้ใกล้ชิดครูบาอาจารย์ ได้ปรนนิบัติท่าน เห็นจำคิดรู้ของท่านศักดิ์สิทธิ์ ท่านนึกถึงเราก็เป็นมงคลแก่เรา แต่การบูชาครูก็อย่าลืมเน้นเรื่องปฏิบัติบูชา รวมถึงการดูแลรักษาวิชชาที่ครูบาอาจารย์อุตส่าห์แลกมาด้วยชีวิตกว่าจะค้นคว้ามาได้ อย่าให้วิชชา เพี้ยน เฝือ เรื้อรัง ไปในยุคเรา


เนื้อหาของวันนี้ยังมีอีกมาก แต่ขอจบไว้เท่านี้ก่อนครับ

Tuesday, December 7, 2010

ทำไมไม่ทำสมาธิซะเลยล่ะ?

วันนี้คุยเรื่องเบาๆ

เมื่อซัก 20 ปีก่อน ผมได้เห็นเครื่องมือชิ้นหนึ่ง มีลักษณะเป็นแว่นตาที่มีไฟกระพริบ และมีหูฟังแบบ ear muff ครอบหู เครื่องมือชนิดนี้ส่งแสงและเสียงออกมาในระดับต่างๆ โดยมีผลการทดลองที่พบว่ามันสามารถกระตุ้นคลื่นสมองของผู้ที่ใช้มันได้ โดยจะทำให้เกิดเป็นรูปแบบใดก็แล้วแต่เรา เพราะมีคลื่นสมองให้เลือกตั้งแต่ คลื่นอัลฟ่า เบต้า ทีต้า และเดลต้า เช่นหากเราอยากตื่นตัวเพื่อทำงาน ก็ปรับเครื่องให้กระตุ้นคลื่นสมองให้เป็น อัลฟ่า หรือเบต้า ถ้าอยากพักสงบๆ ก็ทีต้า แต่ถ้าอยากดำดิ่งสู่ห้วงของสมาธิ ก็ปรับไปที่เดลต้า

ที่สำคัญเครื่องมือชิ้นนี้ มีราคาแพงมากเมื่อเทียบกับค่าเงินในยุคนั้น ถ้าผมจำไม่ผิดน่าจะประมาณหนึ่งถึงสองหมื่นบาท

สิ่งที่เกี่ยวข้องกับพวกเราก็คือ คลื่นสมองแบบเดลต้านั่นเอง ในคู่มือของเครื่องบอกไว้ว่า จะพบคลื่นสมองแบบนี้ในคนที่ฝึกจิตจนมีสมาธิแก่กล้าแล้วเท่านั้น คนทั่วไปมักทำความสงบได้แค่คลื่นทีต้าปลายๆ แต่คลื่นเดลต้ามักพบในโยคีที่ฝึกจิตมานานเป็น 10 ปีขึ้นไป แต่เครื่องมือชิ้นนี้สามารถสร้างคลื่นสมองชนิดนี้ได้ภายในเวลาเพียง 10 นาทีเท่านั้น ท่านจึงไม่ต้องใช้เวลาถึง 10 ปีในการฝึกจิต

มันมีอะไรทดแทนการฝึกสมาธิได้หรือ?

เหมือนผมอยากรู้ว่า มีเครื่องมืออะไรแทนการออกกำลังกายได้หรือไม่ โดยผมไม่ต้องเหนื่อยหรือเสียเวลาออกกำลังกายเอง?

ผมไม่อาจปฏิเสธได้เพราะในอนาคตข้างหน้า เราอาจสร้างเครื่องมือเหล่านี้ได้จริง และหากเป็นเช่นนั้นก็นับเป็นโชคดีของมนุษยชาติ

อย่างไรก็ตาม หากเราได้ศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวกับการทำสมาธิมาพอสมควร เราจะพบว่า การฝึกสมาธิที่ถูกขั้นตอน และมีการวัดผลอย่างเป็นระบบ ทำให้เราไม่ต้องใช้เวลาฝึกถึง 10 ปีอย่างที่กล่าวมา แถมยังมีผลพลอยได้ไม่ว่าในทางกายหรือทางจิตใจอย่างมหาศาล

ผลทางกายยังแบ่งได้ เป็นผลต่อสุขภาพทางกายโดยตรง รวมถึงผลต่อสมองซึ่งรับหน้าที่ในด้านสติปัญญา โดยแบ่งเป็นความจำ การเรียนรู้ ระดับ IQ ฯลฯ

ส่วนผลทางจิตใจ แน่นอน สมาธิมีผลโดยตรงอย่างชัดเจน เพราะเป็นการฝึกกำลังทางใจจนใจแข็งแรง เกิดกำลังใจต่อผู้ฝึกอย่างมากมาย ทั้งนี้ยังไม่นับรวมถึงบางท่านที่อ้างว่าสามารถสร้างอภินิหารทางใจได้อีกด้วย ( อ้างอิงบทความในบล็อค 1 , 2 , 3 , 4 , 5 , 6 , 7* , และอื่นๆ ที่แฝงอยู่ในบล็อคนี้อีกมาก)

เครื่องมือที่ผมกล่าวถึงข้างต้น อ้างอิงตัวชี้วัดเพียงตัวเดียวที่เกิดจากการทำสมาธิ คือคลื่นสมองเดลต้าเท่านั้น แต่เรายังไม่ได้วิจัยว่าการทำให้เกิดคลื่นสมองเดลต้านี้จะส่งผลต่อร่างกายและจิตใจในแบบที่การทำสมาธิทำให้เกิด ได้หรือไม่ หรือแม้มันทำได้จริง มันก็อาจเป็นผลที่วัดได้ที่กายมนุษย์เท่านั้น มันคุ้มกับการลงทุนหรือไม่ และมันสามารถทำให้ผู้เรียนเข้าถึงบทเรียนทางจิตในระดับที่สูงขึ้น(ความรู้ระดับปฏิเวธ) ได้หรือไม่ หรือมันจะมีผลข้างเคียงที่เรายังไม่รู้ ซึ่งอาจขัดขวางต่อการทำสมาธิเสียเองหรือไม่

ทั้งนี้ ความรู้ที่ได้จากภายในหลังจากเราเข้าถึงสมาธิที่ลุ่มลึกไปเรื่อยๆ นั้น ยังมีต่อไปอีกนับไม่ถ้วน โดยเฉพาะหลักสูตรในพุทธศาสนาที่ไม่เคยถึงทางตัน คลื่นเดลต้าที่เกิดขึ้นตั้งแต่การเป็นสมาธิขั้นต้น ก็ไม่ได้บอกระดับของสมาธิในขั้นถัดๆ ไป

แล้วทำไมเราจึงไม่ทุ่มเท ศึกษา เรียนรู้ และปฏิบัติด้วยการทำสมาธิซะเลยล่ะ?