Pages

Thursday, September 15, 2011

ภาคผู้เลี้ยง (1)


ภาคผู้เลี้ยงเป็นเรื่องใหญ่และสำคัญมากเรื่องหนึ่งในวิชชาธรรมกาย จนบัดนี้เรายังไม่กระจ่างในเรื่องภาคผู้เลี้ยง บทความในวันนี้ พยายามพูดถึงความรู้ที่พอจะรู้มาบ้าง โดยนำมารวมไว้เพื่อให้เกิดความคิดต่อยอดเรื่องภาคผู้เลี้ยงต่อไป

อีกมุมมองหนึ่งของเป้าหมายของการสร้างบารมี มี 2 รูปแบบคือ การสร้างบารมีเป็นพระพุทธเจ้า กับการสร้างบารมีเป็นจักรพรรดิ์ หรือภาคผู้เลี้ยง ภาคผู้เลี้ยงจะสร้างบารมีในแบบฆราวาส คอยดูแลผู้บำเพ็ญบารมีเพื่อเป็นพระพุทธเจ้าอีกทีหนึ่ง และนั่นเป็นการสร้างบารมีของท่าน แต่แม้ท่านได้บรรลุมรรคผลแล้ว ก็ยังคอยดูแลผู้บำเพ็ญบารมีเพื่อเป็นพระพุทธเจ้าต่อไป(นาย) รวมถึงตามไปดูแลพระพุทธเจ้าในนิพพาน ตลอดลงมายังพวกเราที่อยู่ในภพ 3 หรือแม้ตกนรกหมกไหม้ ท่านก็เฝ้ารออยู่ และเก็บรักษาบารมีไว้ให้ การดูแลคือ สร้างภพ สร้างที่อยู่อาศัย ดูแลอาหารการกิน ดูแลสมบัติ ดูแลความเป็นอยู่ ฯลฯ เรียกได้ว่าใครไม่เห็นคุณของจักรพรรดิ์ ผู้นั้นสมควรตายทีเดียว

ในยุคหลวงพ่อวัดปากน้ำเคยมีคำถามว่า ระหว่างพระพุทธเจ้ากับจักรพรรดิ์ ใครมีบารมีมากกว่ากัน ผู้รู้หลายท่านตอบหลวงพ่อว่าพระพุทธเจ้ามีบารมีมากกว่า แต่แม่ชีถนอมตอบว่าจักรพรรดิ์มีบารมีมากกว่า ซึ่งเป็นคำตอบที่หลวงพ่อไม่ค่อยพอใจนัก แต่ก็ไม่ได้สรุปคำตอบไว้ว่า ถูกผิดอย่างไร

ภาคผู้เลี้ยงช่วยดูแลศาสนาในช่วงที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้ว เราจะพบความรู้ที่ว่าในพระพุทธรูปที่ประดิษฐานตามที่ต่างๆ ภายในล้วนเป็นจักรพรรดิ์ทั้งสิ้น บางทีจำแนกว่าท่านดูแลทั้ง พุทธจักร ธรรมจักร สังฆจักร และอาณาจักร

ภาคผู้เลี้ยงมีชื่อเรียกได้หลายแบบ มีทั้งอยู่ในกายเรา และนอกกายเรา หากเรียกว่า กายสิทธิ์ มักหมายถึงภาคผู้เลี้ยงที่ยังไม่ได้มรรคผล หากได้มรรคผลแล้วจะเรียกว่าจักรพรรดิ์

ภาคผู้เลี้ยงในกายเรา คือผู้เลึ้ยงที่ได้มรรคผลแล้ว ถูกจัดมาให้จากนิพพาน บางท่านมีครบ บางท่านไม่ครบ บางท่านไม่มี ต้องไปขอรัตนะ 7 ตอนเราเป็นธรรมกายแล้ว โดยขอจากนิพพานเจ้าของศาสนาในยุคนั้น และห้ามขอในช่วงเข้าพรรษา ถือเป็นประเพณี

เดิมที ภาคผู้เลี้ยงก็เป็นมนุษย์สร้างบารมีคู่ไปกับภาคพระ สมัยก่อนไม่ว่าภาคพระหรือภาคผู้เลี้ยง จะสร้างบารมีเข้านิพพานเป็น (สอุปาทิเสสนิพพาน) คือเข้านิพพานทั้งกายมนุษย์ ต่อมาระบบมรรคผลนิพพานถูกยึดครองเปลี่ยนแปลงไป ภาคพระต้องถอดกาย(มนุษย์) เข้านิพพานกายธรรม (อนุปาทิเสสนิพพาน) คือกายมนุษย์ต้องตาย แล้วถอดอีก 17 กายเข้านิพพาน แต่ภาคผู้เลี้ยงยังไม่เปลี่ยนแปลงระบบมรรคผลนิพพาน ผู้ที่บำเพ็ญบารมีเข้านิพพานไม่ทันในยุคนั้น ต้องหาที่อยู่โดยหลบซ่อนอยู่ในวัตถุที่คงทน อันได้แก่หินรัตนชาติ เป็นส่วนใหญ่ แล้วคอยสร้างบารมีไปกับภาคพระเพื่อให้บารมีเต็มเกณฑ์ และเข้านิพพานได้ ดังนั้นระบบนิพพานของภาคผู้เลี้ยงจึงมีเพียงระบบเดียวคือนิพพานเป็น เท่านั้น

ภาคผู้เลี้ยงมีทั้งภาคขาวและภาคดำ ปาฏิหาริย์ทั้งปวงที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ ล้วนเกิดจากภาคผู้เลี้ยงแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น พระลอยน้ำได้ คตในผลไม้หรือในตัวสัตว์ แสงเสียงประหลาดๆ เป็นต้น

มีการจำแนกภาคผู้เลี้ยงไปหลายรูปแบบเช่น
จำแนกตามที่อยู่ คือ นอกกาย ในกาย หรือ นิพพาน และภพ 3 เช่น มนุษย์ ทิพย์ พรหม อรูปพรหม
จำแนกตามศักดิ์ คือ จุลจักร มหาจักร บรมจักร อุดมบรมจักร
จำแนกตามหน้าที่ คือ รัตนะ 7 อันได้แก่ ช้างแก้ว ม้าแก้ว นางแก้ว ขุนพลแก้ว ขุนคลังแก้ว จักรแก้ว แก้วมณี

มีความหลากหลายเรื่องเครื่องทรง ลักษณะ รวมถึงการแต่งกายของภาคผู้เลี้ยงอยู่มาก ความแตกต่างกันในแต่ละรูปแบบ อาจหาอ่านได้ในตำรา หรือไปดูเอาเองเมื่อเห็นวิชชาแล้ว

เมื่อเราดูภาคผู้เลี้ยงโดยเฉพาะในกายเรา แบบไม่เฉพาะเจาะจง เราเห็นเป็นกายภาคผู้เลี้ยงกายเดียว กายนั้นรวมการจำแนกทุกอย่างที่กล่าวมา ซึ่งพิสดารไปตามแกน X แกน Y ดังที่เคยกล่าวมาก่อนแล้ว

ในคู่มือสมภาร บทที่ 14 ให้ดูกายสิทธิ์ในดวงแก้ว บทที่ 15 เรื่องภาคผู้เลี้ยง สอนให้เดินวิชชา 6 ดวงธรรม 5 กาย ของภาคผู้เลี้ยง แต่ปัจจุบันถือว่าต้องเดินเป็น 18 กาย ในตำราบอกไว้อีกว่าบทที่เหลือก็ควรเดินวิชชาให้จักรพรรดิ์ไปด้วย บางทีเราจะได้ยินบางท่านพูดว่า คู่มือสมภารมี 30 บท ซึ่งจริงๆ ในหนังสือมีแค่ 15 บท แต่รวมการเดินวิชชาภาคผู้เลี้ยงด้วย (คือ 15 บท X 2 = 30) เป็น 30 บท

ส่วนในคู่มือมรรคผลพิสดาร มีการกล่าวถึงภาคผู้เลี้ยงไว้อีกมากมาย โดยเฉพาะการเอาภาคผู้เลี้ยงมาทำกายมนุษย์พิเศษ มีปรากฏหลายบทหลายตอนมาก

การบูชาจักรพรรดิ์ หรือภาคผู้เลี้ยง ให้บูชาด้วยดอกไม้หอม ถือว่าเป็นอาหารของท่าน และควรอธิษฐานเรียกถวายภาคผู้เลี้ยงในกายเราด้วย (ความรู้คุณลุง)

บทความตอนนี้คงครอบคลุมเนื้อหาได้ไม่หมด เพราะเรื่องภาคผู้เลี้ยงเป็นเรื่องใหญ่ มีความรู้ปรากฏอยู่หลายแห่ง ที่กล่าวมานี้ถือว่าช่วยปูพื้นฐานไว้ก่อนนะครับ


การเดินวิชชา 18 กาย ของภาคผู้เลี้ยง ขอยกไปคราวหน้าครับ

Monday, September 12, 2011

อย่าละเลยการปฏิบัติ


เราต้องเตือนกันบ่อยๆ ก็เรื่องนี้แหละ เพราะไม่ว่าใครก็ขี้เกียจเดินวิชชาด้วยกันทั้งนั้น ผู้ที่เป็นวิชชาก็ใช่ว่าจะมีความชอบที่จะจรดใจไว้กับวิชชาตลอด ความตอนนี้อาจไม่ตรงกับที่เราเคยเข้าใจมา ก็ต้องชั่งกันอีกที เหมือนตอนที่คุณลุงเคยบอกว่าเห็นพระพุทธองค์ร่ายรำด้วยความบันเทิง แล้วทำท่าให้เราดู เราคงเข้าใจว่าคุณลุงแค่เปรียบเทียบ แต่ผู้ที่มีรู้ญาณก็ไปเห็นเช่นนั้นจริงๆ เราเคยเข้าใจมาแต่เดิมว่าพระพุทธเจ้าต้องสงบสำรวม อยู่ในท่านั่งสมาธิเข้านิโรธตลอดเวลา คงไม่มีอาการดังที่คุณลุงบอก

วิชชาธรรมกายหรือแม้พุทธศาสนา เป็นวิชชาของการปฏิบัติ แม้เราจะรู้ปริยัติได้ลึกซึ้งปานใด หากไม่ปฏิบัติ ก็เป็นได้แค่โค้ชสอนนักกีฬาเท่านั้น ลงแข่งเองไม่ได้เพราะศักยภาพทางกีฬาต้องเกิดจากการเล่นกีฬาด้วยตัวเอง รวมถึงความมีสุขภาพที่สมบูรณ์ที่รู้สึกสัมผัสได้ (Well being) ก็ต้องการการออกกำลังกายด้วยตัวเองเท่านั้น ไม่ใช่การอ่านตำรากีฬา หรือตำราการออกกำลังกาย แต่เพียงอย่างเดียว


อยู่กับวิชชาทุกลมหายใจ

คุณลุงพูดไว้กับผม จะทำได้แค่ไหน ตั้งเป้าไว้ก่อน


นอกจากการเดินวิชชาภาคบังคับวันละ 2 ครั้ง คือเช้าตื่นนอน 1 ครั้ง และก่อนนอนอีก 1 ครั้ง แล้ว
เวลาเราอยู่ตามลำพัง เช่นอยู่เงียบๆ นั่งเล่นเฉยๆ  หรือ  เราหลับตาลงคราใด หรือ  เรากำลังผ่อนคลายขณะทำท่าบริหารร่างกาย หรือ  ขณะอาบน้ำ  ฯลฯ ช่วงเวลาเหล่านี้ใจเราอยู่ที่ไหน? ถ้าช่วงใด เราเดินวิชชาได้ดี ตอนที่เราว่างจากภารกิจทั้งหลาย ใจเราอาจกำลังท่อง สัมมาอะระหัง หรือ หยุดในหยุด หรือ หมุนขวาในหมุนขวา หรือ แลบลั่นย่อยแยก ฯลฯ อย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วแต่การเจริญวิชชาในช่วงนั้น แสดงว่าช่วงนี้ใจเราติดอยู่กับวิชชา แต่หากเป็นการปล่อยใจไปคิดเรื่องอื่นฟุ้งซ่านไป แสดงว่าช่วงนี้ใจเราไม่ติดกับวิชชา แทนที่เราจะปล่อยใจไปที่อื่นให้มันเสียไปเฉยๆ ทำไมจึงไม่เดินวิชชาเล่า เวลาเพียง 10 นาทีที่รอหมอฟัน เราอาจเดิน 18 กายได้อีกตั้งรอบหนึ่ง

ให้เห็นดวงธรรมของกายธรรมพระอรหัตต์ และกายธรรมพระอรหัตต์ใสแจ่มชัดทุกอิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง นอน ไม่ว่าหลับตาลืมตา เชียวนะ พักได้

บทท่องข้างบนมีความหมายชัดเจนอยู่แล้ว ที่ผมอยากอธิบายเพิ่มเติมคือ เราต้องเดินวิชชาให้ได้ทุกขณะจนเป็นปกติ จนสามารถลืมตาทำได้ ลืมตาท่องวิชชาได้ แม้จะไม่ละเอียดเท่าตอนหลับตา แต่ก็ทำให้ใจเราติดอยู่กับวิชชา บางท่านบอกว่าลืมตาทำ วิชชามั่นคงกว่าหลับตาทำเสียอีก ก็แล้วแต่ประสบการณ์ของแต่ละบุคคล ผมเคยได้ยินครูบาอาจารย์ที่วัดปากน้ำ (หลวงน้า) เคยสอนผมไว้นานแล้วว่า วิชชาต้องฉลาดที่สุด และละเอียดที่สุด เมื่อไปถึงสุดละเอียดใด ให้ทำสุดละเอียดนั้นให้เป็นหยาบแล้วเดินวิชชาไปให้ถึงสุดละเอียดใหม่ รวมถึงการทำวิชชาต้องสามารถทำได้ทั้งที่เราลืมตาอยู่ผมคิดว่าตรงกับที่เรามาอยู่กับคุณลุงในยุคนี้

จากข้างต้น แม้เราจะขับรถ เราก็เดินวิชชาไปได้เรื่อยๆ ให้จบก่อน ก่อนที่เราจะเปิดหนัง เปิดเพลง เปิดวิทยุฟัง

เวลามีทุกข์ ภัย โรค เราคิดถึงการเดินวิชชาแก้ เป็นอันดับแรกหรือเปล่า?

ตอนมีทุกข์ภัยโรค เหมือนเราอยู่ในสภาพช่วยตัวเองไม่ได้ เราอาจลืมการแก้ไขทางวิชชา เรามัวแต่วิ่งวุ่นแก้ไขด้วยวิธีทางโลกๆ อย่างวุ่นวาย เพราะคิดว่าต้องแก้ที่เหตุ แต่เราเห็นเหตุในระดับโลกๆ เท่านั้น ไม่ทันคิดถึงเหตุในส่วนละเอียด หากเราฉุกคิดเพียงเล็กน้อย ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน แค่หาเวลาเดินวิชชา 18 กายซัก 10-20 นาที ผมเชื่อเหลือเกินว่า หนักต้องเป็นเบา จากนั้นจึงหาวิธีที่ลุ่มลึกขึ้น เช่น

หากเหตุเกิดจากบุคคลจะแก้ด้วยวิชชาอะไรได้บ้าง เอาความรู้มาเรียงดูตั้งแต่ อดีต ปัจจุบัน อนาคต ว่าควรแก้ด้วยวิชชาอะไร ปัจจุบันครูบาอาจารย์แนะนำให้ทำอย่างไร วิชชาดั้งเดิมล้าสมัยไปหรือยัง หากเดินวิชชาเหล่านี้จะเป็นการต่อตีนโจรหรือเปล่า ถ้าไม่แน่ใจจริงๆ การเดินวิชชา 18 กายให้มากเที่ยวจะปลอดภัยที่สุดสำหรับทุกคน และเป็นคำตอบในยุคปัจจุบัน

แก้กันไม่ได้จริงๆ จึงให้ครูบาอาจารย์ช่วย เราเป็นศิษย์มีครู หากเราแก้ได้ด้วยการเดินวิชชาของเราเอง เราก็ไม่ต้องไปรบกวนครู ท่านจะได้มีเวลาช่วยธาตุธรรมในส่วนลึกๆ เพราะบางครั้งปัญหามันเกิดจากการเดินวิชชาย่อหย่อนของเราเอง พอเรากลับมาเดินวิชชาให้หนักมือขึ้น ปัญหาก็หมดไป

ก่อนจบ อย่าลืม

จงอยู่กับวิชชาทุกลมหายใจ

Wednesday, September 7, 2011

วิชชาธรรมกาย กับคณิตศาสตร์ (3)


ตอนนี้ ขอคุยไปเรื่อยๆ ต่อยอดจากพื้นฐานที่ได้คุยไว้เมื่อ 2 ตอนที่แล้ว การต่อยอดต้องระวังความเพี้ยน ความเฝือไว้ด้วยเสมอ สำหรับผม จะอ้างอิงความรู้จากตำราที่อ้างอิงได้ แต่บางเรื่องก็เป็นเรื่องที่เคยคุยส่วนตัวกับครูบาอาจารย์ ซึ่งครูของเรา ก็คือคุณลุง ท่านย้ำเสมอว่า เราจะรู้กันแค่ 2 คนไม่ได้ หมอต้องเอาไปพูดในที่ประชุม ผมจึงถือโอกาสใช้ blog นี้เป็นเครื่องมือสื่อสารอันหนึ่ง


ข้อ 1 เรื่องแกน X กับแกน Y


คุณลุงเคยถามผมเป็นการส่วนตัวว่า ทำอย่างไร เราจึงจะเอากำเนิดทั้ง 3 มาเดินวิชชาให้ครบ ให้ผมไปค้นคว้ามาเป็นการบ้าน

ภายหลังผมตอบคุณลุงไป 2 นัย ดังนี้

นัยที่ 1 มีความรู้ปรากฏอยู่ในมรรคผล 1 บทท้ายๆ เรื่องการถอยพืด เป็นการซ้อนสับกำเนิดเดิมทั้ง 3 ในตัวเรา คือทำไปทั้งอนุโลมและปฏิโลม เป็นการดึงกำเนิดเดิมทั้งหมดเข้ามาอยู่ในศูนย์ของเรา จากนั้นเราจึงเดินวิชชา 18 กาย คุณลุงรับรองความรู้นี้แล้ว

นัยที่ 2 ผมตอบคุณลุงทางโทรศัพท์ คือ ก่อนเดินดวงธรรมของกายมนุษย์หยาบ ให้อธิษฐานเอากายมนุษย์ของเราทุกกาลเวลา มาเดินวิชชา 18 กายด้วยกันกับเรา คุณลุงก็รับรองคำตอบข้อนี้ และชื่นชมว่ากว่าความรู้แต่ละอย่างจะเกิดขึ้น ใช้เวลาเนิ่นนานเหลือเกิน หมอค้นพบได้ จะทำให้กายของเราแข็งแรงขึ้น

ผมจะคุยตรงนัยที่ 2 นี่แหละ

หากเราเลื่อนจุด O ไปตามแกน X ที่เป็นกำเนิดเดิมของเรา เลื่อนมาทางซ้ายไปหากำเนิดที่เป็นต้นมากขึ้น คล้ายเราทำวิชชาปุพเพนิวาสญาณ ไปหยุดที่กำเนิดต้นที่อายุประมาณ 7 ขวบ มีอะไรน่าคิดหลายอย่าง เช่น กายมนุษย์เด็ก  7 ขวบนี้ ก็เป็นกายเรา แต่ไม่เหมือนเราในตอนนี้เลย มีเพียงความละม้ายกันเท่านั้น ไม่เหมือนแม้กระทั่งความคิดอ่าน แต่ก็เป็นกายเรา ตอนนี้เขาไปอยู่เสียที่ไหน ตอนนั้นเขายังไม่ได้เรียนวิชชาธรรมกาย เขาไม่มีโอกาสได้เดินวิชชา 18 กายเหมือนกับเราในตอนนี้ ทำอย่างไรกายของเราทั้งปวงจึงจะมีโอกาสมาเดินวิชชา 18 กายได้ ถึงตอนนี้ท่านจะเห็นความมากมายของธาตุธรรมแม้เป็นของเราเอง นี่แค่ชาตินี้ ยังมีชาติอื่นอีก การอธิษฐานเอากายมนุษย์ทุกกาลเวลาของเรามาเดินวิชชา 18 กายด้วย จึงต้องกระดิกจิตนึกเอามาให้หมด

วิชชา 18 กายสำคัญอะไรมากมายนัก ผมอยากให้พวกเราอ่านในปราบ 6 ตอนท้ายๆ ที่ว่า วิชชาสำคัญมีเพียง 2 อย่างคือ 1. วิชชา 18 กาย และ 2. วิชชาปราบมาร เปิดหาอ่านดูนะครับ


ตัวอย่างในข้อ 2 เรื่องการซ้อนกันเป็นชั้นๆ


ผมได้ยกตัวอย่างเกี่ยวกับการทำวิชชาของภาคเขา เราอาจมีความคิดต่อยอดหลายอย่าง เช่น


อย่ายึดถืออะไรเป็นกฏเกณฑ์ตายตัวจนเกินไป การซ้อนกันของวิชชาของเขาอาจสลับตำแหน่ง หรือมีเพิ่มเติมขยายความขึ้นอีกในตอนไหนก็ได้ เช่นวิชชาอธิษฐานกับปาฏิหาริย์ของเขา ก็อาจมีแทรกอยู่แทบทุกชั้น เราจึงต้องท่องดับอธิษฐาน ถอนปาฏิหาริย์ ไว้บ่อยๆ

เนื่องจากเขาเป็นผู้รุกราน เขาจึงมีวิชชาเชิงรุกมากมายมหาศาล เราได้แต่เดินวิชชาเพื่อแก้วิชชาของเขาเท่านั้น วิชชาเชิงรุกของเราแทบไม่มีเลย ยกเว้นเราจะพยายามฟื้นวิชชาของเราขึ้นมาเสียใหม่ เช่น วิชชาปิฎก วิชชาพรหมวิหาร วิชชาอิทธิบาท ให้มีโอกาสเข้ามาปกครองในเชิงรุกบ้าง

เขามีทีมงานที่เก่งฉกาจ และรู้หน้าที่ของตนเป็นอย่างดี ฝ่ายเราต้องพัฒนาให้มากขึ้น

เขาฉลาดรอบคอบ ไม่ทำวิชชาแค่ชั้นเดียว เก่งในการหลบหลีกมาแต่ไหนแต่ไร เรียกว่าเป็นมวยมาก่อน เราต้องเรียนรู้ศึกษาให้ทัน มิฉะนั้นเขาจะก้าวต่อไปถึงไหนๆ

เขาซ่อนกาย แต่เราไม่ซ่อน
ฯลฯ

ชักจะลึกมากขึ้น เอากันพอหอมปากหอมคอนะครับ

วิชชาธรรมกาย กับคณิตศาสตร์ (2)


3.    หากเราวางแผนการเดินวิชชา ด้วยลักษณะ Flowchart หรือ Diagram จะมองภาพรวมได้ง่ายขึ้น


เช่น การเดินวิชชา 18 กายประจำวัน ดังรูปข้างล่าง

การเดินวิชชา 18 กายขาอนุโลมโดยทั่วไป ก็เดินวิชชาจาก กายมนุษย์หยาบ (กายที่ 1) เดินดวงธรรม 6 ดวง ไปที่กายฝัน (กายที่   2) แล้วไล่ไปจนถึงกายธรรมพระอรหัตต์ละเอียด (กายที่ 18) ตามบรรทัดบนในรูป

แต่เมื่อสิ้นยุคหลวงพ่อวัดปากน้ำ คุณลุงบอกว่าไม่มีใครเลยที่สามารถเดินวิชชา 18 กายได้ตลอดรอดฝั่ง สมัยหลวงพ่อยังอยู่ หลวงพ่อคุมวิชชาให้เรา ยุคหลังๆ บางทีต่อวิชชาให้ผู้ที่เห็นดวงธรรม ไปได้แค่ดวงธรรมที่ 3 (ดวงสมาธิ) ของกายมนุษย์หยาบ ก็หยุดแล้ว บางทีต่อวิชชาไปแค่กายฝัน สอนให้ดูกายฝันเดินเหิรไปเหนือยอดหญ้า ก็มี การเห็นวิชชาในลักษณะนี้ยังอยู่ในขั้นของกายโลกีย์ จะถูกภาคมารตัดวิชชาให้เลือนไปได้ง่ายมาก ครั้นจะกลับมาให้เห็นใหม่ก็ยากขึ้นเสียแล้ว เพราะวิชชาจะซ้ำรอยเดิม ถูกปิฎกของภาคมารขวางไว้แน่นหนาแล้ว

คุณลุงดัดเหลี่ยมนี้ โดยให้เราสร้างบารมีสอนให้เต็มที่ทั้งที่วิทยากรหลายท่านก็ยังไม่เห็นวิชชา แต่เอาสิทธิอำนาจในการเปิดดวงปฐมมรรคไปใช้ก่อน ให้ดูเรื่องการกู้ยืมบารมีประกอบ ส่วนการเดินวิชชา 18 กายประจำวัน ให้ใช้วิธีท่องจำเอา ตามรอยใจที่เรียบเรียงไว้อย่างถูกต้องดีแล้ว เมื่อบารมีเรามากเข้า จากงานสอน จากการหมั่นเดินวิชชาประจำวันอยู่เสมอ และอื่นๆ ที่เราทำกันอยู่เป็นประจำนั้น ปิฎกภาคมารก็ขวางเราไม่ได้ เราจะเห็นธรรมได้ด้วยตัวเองเป็นธรรมชาติ เป็นธรรมดา ถึงตอนนั้นเราก็ทำอะไรมาได้เยอะแล้ว

อีกอันหนึ่ง ซึ่งเป็นความรู้ในสายแม่ชีถนอม และสืบเนื่องมาในยุคคุณลุง คือตอนที่เรายังไม่ไปสู่ขั้นตอนของการเดินวิชชา  18 กาย ตรงดวงธรรมที่ 1 (ดวงปฐมมรรค) ของกายมนุษย์หยาบ (ดูรูปประกอบ) เรามาเดินวิชชาให้เห็น 4 กายธรรมเบื้องต้นก่อน คือ ”Loop 4 กายธรรม ในรูป ถ้าเวลาไม่พอ หรือผู้เรียนยังไม่พร้อม ก็ยังไม่ต้องไปเดิน 18 กาย ขั้นตอนนี้มักเป็นขั้นตอนที่เราออกไปสอนตามโรงเรียน

แต่เมื่อเราจะเดินวิชชา 18 กายต่อ เราก็ออกจาก Loop คือให้กายธรรมต่อรู้ต่อญาณให้เห็นดวงธรรมของกายมนุษย์ (หยาบ) ตอนนี้ขอให้ทำความเข้าใจว่า เราจะใช้กายธรรมใดก็ได้ ต่อรู้ต่อญาณให้เรา ใช้ได้ตั้งแต่กายธรรมพระโสดา จนถึงกายธรรมพระอรหัตต์ แต่เรามักใช้กายธรรมพระอรหัตต์ และการเดินวิชชา 18 กายต่อจากนี้ ถือเป็นการเดินวิชชาโดยอาศัยรู้ญาณของกายธรรมชูช่วยเรา จะทำให้เดินวิชชาได้ตลอดรอดฝั่ง

มาถึงตรงนี้ หลายสำนัก เข้าใจผิดว่าเราเห็น  (เกิด) กายธรรมแล้วในช่วง Loop 4 กายธรรม (ในพระมีดวง ในดวงมีพระ) ก็ไม่จำเป็นต้องย้อนมาเดินวิชชา 18 กายอีก ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด ถ้าเราวาดผัง หรือ Diagram แบบข้างต้น เราจะเห็นได้ชัดเจนว่าเรายังอยู่ในขั้นตอนใด อีกอย่างคือความเข้าใจยุคเก่า ไม่ให้ความสำคัญกับกายโลกีย์ เมื่อหลุดมาเห็นกายธรรมแล้วก็เหมือนดีใจ และไม่อยากกลับไปเดินวิชชาที่กายโลกีย์อีก เป็นการ set priority ที่ผิด ผมจะคุยเรื่องนี้อีกทีในบทความถัดๆ ไป

การวาดผัง Flowchart หรือ Diagram ช่วยให้เราเห็นภาพรวม และทำให้วิชชาที่ดูซับซ้อน มองดูง่ายขึ้น บางท่านไม่จำเป็นต้องใช้วิธีนี้เพราะจำได้ชัดเจนในสมองแล้ว แต่หลายๆ ท่านคงช่วยได้บ้าง ไม่มากก็น้อย

เดิมว่าจะต่อยอดบทความที่แล้วไปด้วยกัน แต่จะยาวไปสำหรับบทความตอนนี้ เอาไว้เที่ยวถัดไปนะครับ

Monday, September 5, 2011

วิชชาธรรมกาย กับคณิตศาสตร์ (1)

จริงๆ แล้ววิชชาธรรมกายเป็นทั้งหมดของวิชชาทั้งปวง ผมเคยคุยกับวิทยากรว่า วิชชาธรรมกายเป็นทั้งหมดของพุทธศาสนา หากเราไม่คิดเช่นนั้นแสดงว่าเรายังมีความรู้น้อยไป วันนี้ผมจะยกตัวอย่างความเกี่ยวข้องกับคณิตศาสตร์ ไว้พอสังเขป

วิชชาธรรมกายเป็นคณิตศาสตร์

เราคงเคยได้ยินเรื่อง การคำนวณ ในวิชชาธรรมกาย แต่ผมจะให้ข้อมูลบางส่วน ดังนี้


1.       แกนตั้ง กับแกนนอน ( แกน X กับ แกน Y)


ผมคิดว่าแกนอย่างน้อย 2 แกนนี้มีความสำคัญมากในความเข้าใจวิชชาธรรมกาย ขอให้ดูรูปประกอบ
เราต้องจับแกนหลัก X กับ Y ให้ได้ก่อน

จุด O (Origin) คือจุด หรือธาตุธรรมใดใดที่เราพิจารณา

หากเราให้จุด O เป็น กายมนุษย์หยาบ แกนตั้ง หรือแกน Y ก็คือแกน 18 กาย โดยเดินวิชชาอนุโลม จากจุด O คือกายมนุษย์หยาบ ไปยัง Y+ คือกายธรรมพระอรหัตต์ละเอียด ถ้าเดินปฏิโลมก็เดินกลับจาก Y+ มาที่จุด O นั่นเอง

ส่วนแกนนอน คือแกน X ก็คือ แกนกายพิสดารของกายมนุษย์ (หยาบ)  ซึ่งมีสุดหยาบ ไปทาง X- และสุดละเอียด ไปทาง X+ นั่นเอง

แกนนอนมีได้หลายแกนสุดแต่เราจะพิจารณาอะไร ผมจึงเขียนภาพให้มี X1-, X1+ ซึ่งจะมี X2 X3 ไปได้เรื่อยๆ ตัวอย่างสำหรับกายมนุษย์หยาบก็คือ เราอาจพิจารณา กำเนิดต้นกลางปลาย พิจารณาจักรพรรดิ์ในกาย และอื่นๆ ได้อีกมาก สุดแต่ความรู้ในเรื่องสมบัติ คุณสมบัติ ของกายที่เราค้นคว้าได้

ที่สำคัญคือ เมื่อเราเลื่อนจุด O ไปวางยังตำแหน่งใด ไม่ว่าจะเป็นจุดใดใดบนแกนทั้งปวงนั้น จะเกิดจุด Origin ใหม่ ซึ่งมีแกนตั้งแกนนอนแบบเดียวกันได้อีกมากมายนับไม่ถ้วน นั่นคือเป็น set ซ้ำแล้วซ้ำอีกในเชิงคณิตศาสตร์ จึงเป็นความมากที่เราพอจะมองเห็นได้ โดยการพิจารณาแกนตั้งแกนนอนนั่นเอง

ความมากในทางคณิตศาสตร์ อาจเรียกว่าเป็นอนันต์ (Infinity) แต่ความมากในทางวิชชาเรียกได้หลายรูปแบบ แต่มักได้ยินคำว่า นับอสงไขยไม่ถ้วน อยู่บ่อยๆ ส่วนที่เหลือ ให้ไปหาดูในหนังสือทางมรรคผลของหลวงพ่อวัดปากน้ำถือเป็นการบ้านนะครับ

สมมุติ หากจุด O เป็น กำเนิดเดิม แกน X ก็เป็นกำเนิดต้น กลาง ปลาย ของชาตินี้ แกน Y ก็น่าจะเป็น กำเนิดเดิมในภพชาติต่างๆ ที่เราเกิดมาแล้ว (ต้น ในทางแกนตั้ง) กำลังเกิดอยู่ (กลาง ในทางแกนตั้ง) และที่จะเกิดต่อไป (ปลาย ในทางแกนตั้ง) นั่นเอง

หากให้จุด O เป็น จักรพรรดิ์ แกนตั้ง เราอาจให้เป็นแกน 18 กายของท่าน แกนนอนที่ 1 อาจเป็น จุลจักร มหาจักร บรมจักร อุดมบรมจักร แกนนอนที่ 2 อาจเป็น ช้างแก้ว ม้าแก้ว ขุนพลแก้ว ขุนคลังแก้ว นางแก้ว จักรแก้ว แก้วมณี สุดแต่เราจะพิจารณา

ยังเอามาใช้ได้อีกมากมาย และช่วยในการคำนวณทางวิชชาให้ครอบคลุม


2.       มองวิชชาให้ครอบคลุมด้วยลักษณะของการซ้อนกันเป็นชั้นๆ


ต่อไปนี้ ขอให้ถือเป็นการยกตัวอย่างให้ดูเท่านั้นนะครับ ที่เหลือคือการต่อยอดทางความคิดของท่านต่อไป

สมมุติว่า W คือวิชชาอะไรก็ตามที่ภาคมารเขาจะส่งมายังมนุษย์ เช่น โรค W

ในตัว W จะมีความมากมายไปทางแกน X และแกน Y เหมือนดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น แกน Y อาจเป็นแกน 18 กายของผู้ต้นคิดวิชชา แกน X หรือแกนนอน ก็อาจมี ผู้สอด ผู้ส่ง ผู้สั่ง ผู้บังคับ ผู้ปกครองย่อย ผู้ปกครองใหญ่ เครื่องรวมย่อย เครื่องรวมใหญ่ หัวใจเครื่องรวมใหญ่ของผู้ปกครองใหญ่ สุดแต่เราจะจับวาง ตัวตนเหล่านี้มีภพอยู่อาศัย กระจายความละเอียดของภพไปเป็น นิพพาน ภพ โลกันตร์ คิดโรคมาแล้วก็ทำเป็น เครื่อง คือวงกลม A นั่นเอง

ปรุงเครื่อง (โรค) เสร็จ เขายังไม่ส่งมา เขาหุ้มด้วยวงกลม B คือเหตุ 19 เพื่อให้ยากต่อการรู้เห็น คือหากรู้ญาณของธรรมภาคขาวเข้าไปสัมผัส ก็จะเห็นเป็นเหตุว่างทั้งปวง 19 รูปแบบ สาวไปไม่ถึงตัว W เรามองเห็นรอบตัวเราเป็นว่างไปหมด ไม่รู้เลยว่ามีอะไรถูกส่งมาบ้าง มองไปทางไหนก็มีแต่ว่างๆๆ จึงจัดเหตุว่างเหล่านี้ว่าเป็น เหตุหลักในตำราเล่ม 1 นั่นเอง ในเหตุว่าง B ก็มีกองกำลังสนับสนุนอีกมากมาย เป็นเหตุจร เหตุสอดแทรก ซึ่งเนื้อหาก็อยู่ในตำรานั่นเอง ส่วนตัว W เป็นเป้าหมายที่เราจะต้องไปพิชิต คือเหตุที่เราจะไปประจัญข้างหน้า นั่นแหละ

มาถึงขนาดนี้ เขาก็ยังไม่ส่ง W มา เขาหุ้มด้วยวงกลม C อีกชั้นหนึ่ง คือเหตุอธิษฐาน กับเหตุปาฏิหาริย์ คืออธิษฐานไว้อีกชั้นว่า ไม่ให้ธรรมภาคขาวแก้ได้ เขาสลับเหตุในวงกลม C นี้ไปมาอะไรมาก่อนมาหลังไม่แน่นอน เราจึงต้องท่อง ดับอธิษฐาน ถอนปาฏิหาริย์ แล้วปฏิโลมอีกว่า ถอนปาฏิหาริย์ ดับอธิษฐาน บางทีต้องสลับคำด้วย เช่น ดับปาฏิหาริย์ ถอนอธิษฐาน ถอนอธิษฐาน ดับปาฏิหาริย์ หากเราได้ยินใครเขาท่อง ก็อย่าเพิ่งไปว่าเขาผิด

เขาส่งมาหรือยัง ถ้าวิชชาไม่แก่นัก ก็อาจส่ง W มาได้แล้ว ถ้าวิชชาแก่ขึ้นอีก ก็ยังไม่ส่งมา เขากลั่นทั้งหมดให้ละเอียดมากเข้าๆ จนทั้งปวงนี้ เล็กเป็นฝุ่นเป็นผงเหมือนฝุ่นยานัดถุ์ หรือที่เรียกว่าจุดดำ นั่นเอง ถึงตอนนี้เขาจึงจะส่งโรค W มา

เพิ่งได้ 2 เรื่องของคณิตศาสตร์ แต่เนื้อหายังไม่หมด ต้องยกไปคราวหน้า เพราะตอนนี้ยาวมากแล้ว หวังว่าท่านผู้อ่านคงเริ่มสนุกกับการอ่านตำราวิชชาธรรมกายบ้างนะครับ เราต้องจัดหมวดหมู่ให้ดี จึงจะเกิดความเข้าใจ และจดจำได้ง่าย มาถึงตอนนี้ จะเห็นได้ว่า วิชชาไม่ใช่ของยาก แต่ต้องเรียนรู้อย่างถูกหลักและมีเหตุมีผล

เจอกันคราวหน้าครับ

Tuesday, August 2, 2011

ผู้มาใหม่

เมื่อท่านเลือก หรือจะลองเข้ามาศึกษาวิชชาธรรมกายในสายนี้ หรือแม้เราจะเข้าไปสู่หมู่คณะใหม่ๆ ที่ไหนก็ตาม ผมมีข้อคิดสำหรับผู้มาใหม่ ดังนี้


อย่าทำตัวเป็นน้ำเต็มแก้ว คือใส่อะไรใหม่ๆ เข้าไปไม่ได้อีกแล้ว ผู้มาใหม่อาจผ่านประสบการณ์ชีวิตมามาก แต่ท่านต้องยอมวาง ยอมพักสิ่งเหล่านั้นไว้ก่อน จงมีความอ่อนน้อมถ่อมตน ซึ่งเป็น 1 ในมงคลชีวิต ที่จะทำให้เราสามารถดึงดูดสิ่งใหม่ๆ เข้ามาในตัวเราได้ หมายรวมถึงความรู้อื่นใดที่ท่านเคยได้ยินได้ฟังมา แม้จะเป็นความรู้เกี่ยวกับวิชชาธรรมกายก็ตาม ก็ต้องวางไว้ชั่วคราว เพื่อรับฟังหลักการใหม่ๆ ได้อย่างไม่ขัดเขิน

ตรวจดูเป้าหมาย (Vision) และวิธีการ (Mission) ของหมู่คณะใหม่นั้น เพื่อทบทวนว่าท่านยอมรับได้หรือไม่เพียงใด เป้าหมายของเราง่ายๆ ก็คือการสร้างบารมีเข้านิพพานให้ได้เร็ว ไม่ตกหล่น วิธีการที่เราเน้น คือการสอนธรรมปฏิบัติ จนผู้เรียนเกิดดวงตาเห็นธรรม ดังนั้นผู้มาใหม่ต้องไปดูงานสอน อันเป็นหัวใจหลักในการสร้างบารมีสายเรา

อย่ายึดติดกับตัวชี้วัดที่เคยชิน เราทุกคนมีบรรทัดฐานของตนติดตัวมานาน เราต้องพยายามปล่อยวางไปก่อน ความรู้เรื่องวิชชาธรรมกาย เป็นความรู้ข้ามภพ ข้ามชาติ ขอให้ท่านพิจารณาเลือกเอาเองว่า จะอยู่ข้างผู้ชนะที่เห็นกันทางโลก หรืออยู่ข้างความรู้

ศึกษา ตำราที่มีอยู่ โดยเลือกเฟ้นตำราที่ถูกต้อง เลือกตำราที่เป็นของหลวงพ่อวัดปากน้ำจริงๆ มีอยู่กี่เล่ม ตำราคุณลุง มีอยู่กี่เล่ม และตรวจสอบแสวงหาผู้มีความรู้ที่จะเป็นที่ปรึกษาให้ท่านได้ ท่านจะได้สร้างบารมีได้ตลอดรอดฝั่ง การได้เจอของจริงนั้นยาก แต่การได้อยู่อย่างตลอดรอดฝั่งกับของจริงนั้นยากยิ่งกว่า

สุดท้าย ให้เรียนรู้หลักเรื่อง กาลามสูตร ไว้ด้วย


ขอท่านผู้มาใหม่จงประสบโชคดีในการเดินทางสร้างบารมีให้ได้ตลอดรอดฝั่ง บรรลุในสิ่งดีๆ ที่ท่านแสวงหาด้วยเถิด

Monday, August 1, 2011

วิชชา 18 กาย (2) - หลักการเบื้องต้น

ยังมีข้อโต้แย้งในการท่องสอบวิปัสสนาจารย์อยู่ประปราย ผมเองก็สอบผ่านมาจากแบบฉบับที่ผมบอกไว้ในบทความก่อนหน้านี้หลายบทความ เช่น วิชชา 18 กาย (1), สามัญสำนึกในการท่องสอบวิปัสสนาจารย์, สามัญสำนึกในการท่องสอบวิปัสสนาจารย์ (2) โดยใช้บทท่องสอบดั้งเดิม กับหนังสือทางรอดของมนุษย์ เป็นข้อมูลและพื้นฐานหลักในการเดินวิชชาเสมอมา ขอท่านผู้อ่านได้โปรดทบทวนความรู้เดิมด้วยนะครับ วันนี้ผมขอเพิ่มเติมรายละเอียดบางขั้นตอน รวมถึงประเด็นต่างๆ ที่ผมเคยได้ยินได้ฟังจากครูบาอาจารย์ในช่วงต้นๆ เพื่อไม่ให้ลืมเลือนไป

การเดินดวง เดินกาย

คือการเอาใจกายมนุษย์ของเราเดินวิชชาให้สัมผัสถึงดวงธรรมต่างๆ ของกาย และสัมผัสถึงกายแต่ละกาย ในที่นี้เราเดินดวงธรรม 6 ดวง และกาย 18 กาย

ครูบาอาจารย์พบว่า การเดินวิชชา 18 กายหลังยุคหลวงพ่อวัดปากน้ำนั้น แทบไม่มีใครเดินวิชชานี้ได้ตลอดรอดฝั่งเลย เราจึงต้องใช้รู้ญาณของกายธรรมช่วยในการเดิน 18 กาย เริ่มตั้งแต่ เราเดินวิชชาไล่ฐาน 7 ฐานของกายมนุษย์หยาบของเรา จนสุดท้ายใจเราไปท่อง "สัมมาอะระหัง" ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 จนเกิดดวงธรรมของกายมนุษย์ขึ้น ขั้นตอนนี้แต่ละท่านใช้เวลาช้าเร็วต่างกันไป เมื่อเกิดดวงธรรมแล้ว หากเป็นยุคแรกๆ หรือสำนักทั่วไป ก็จะไล่ดวงธรรมของกายมนุษย์ไปเรื่อยๆ จากดวงปฐมมรรค (ดวงธรรม 1) ไปยัง ดวงศีล (ดวงธรรม 2) ดวงสมาธิ (ดวงธรรม 3) ดวงปัญญา (ดวงธรรม 4) ดวงวิมุตติ (ดวงธรรม 5) ดวงวิมุตติญาณทัศนะ (ดวงธรรม 6) แล้วเกิดกายมนุษย์ละเอียด หรือกายฝัน ทำดังนี้ไปเรื่อยๆ  บางทีไปไม่ถึงกายที่ 18 คือกายธรรมพระอรหัตต์ละเอียด อาจารย์บางท่านหยุดการเดินวิชชาไว้แค่กายฝันบ้าง กายทิพย์หยาบบ้าง หรือแม้ แค่ดวงศีล ดวงสมาธิ ของกายมนุษย์ด้วยซ้ำ


ในสายคุณลุง ตอนที่เกิดดวงธรรมของกายมนุษย์ครั้งแรกนี้ ท่านสั่งวิชชาให้เกิดกายธรรมพระโสดา กายธรรมพระสกิทาคามี กายธรรมพระอนาคามี กายธรรมพระอรหัตต์ 4 กายธรรมนี้ขึ้นมาก่อน แล้วใช้รู้ญาณของกายธรรม (กายธรรมใดก็ได้) เดินวิชชา 18 กายต่อไป ก็คือ ให้กายธรรมต่อรู้ต่อญาณให้เห็นดวงธรรมของกายมนุษย์ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่เราค้างไว้แต่เดิม แล้วจึงลำดับดวงธรรม 6 ดวงไปหากายฝัน ต่อไป การเดิน 18 กายในตอนนี้ใช้รู้ญาณของกายธรรมมาชูช่วย ทำให้การเดินวิชชาสามารถทำได้ตลอดรอดฝั่งยิ่งขึ้น

ข้อน่าสังเกตุอีกอันก็คือ ปัจจุบัน เราพบว่า ในบรรดากายทั้ง 18 กาย กายมนุษย์(หยาบ) มีความแข็งแรงที่สุด เพราะเป็นกายที่ระเบิดไม่แตก ส่วนใจของกายมนุษย์(หยาบ)  ก็มีฤทธิ์ทางใจมากที่สุด เพียงแต่เป็นกายที่มีรู้ญาณอ่อนที่สุด จึงต้องพึ่งรู้ญาณของกายที่ละเอียดกว่า  ผมเคยเขียนเรื่อง กายมนุษย์นั้นสำคัญไฉน มาแล้ว

การเดินวิชชาเพื่อให้ใจของกายมนุษย์สัมผัสไปถึงกายต่างๆ จึงทำให้กายเหล่านั้นมีกำลัง ผมเคยถามคุณลุงว่า หากเราตกหล่นกายใดกายหนึ่งไปในระหว่างเดินวิชชา จะเป็นอย่างไรครับ คุณลุงตอบว่า กายนั้นก็ไม่สะอาด สำหรับการเดินวิชชาในวันนั้น

การเดินวิชชาอนุโลมปฏิโลม

คือการเดินวิชชาไปกลับ ขาไปคืออนุโลม ขากลับคือปฏิโลม หากเป็นการเดินวิชา 18 กาย อนุโลมปฏิโลม ก็ต้องเป็นดังนี้
เดินวิชชา 18 กายอนุโลม คือ เดินวิชชาจากกายมนุษย์หยาบ ไปถึงกายธรรมพระอรหัตต์ละเอียด ครบ 18 กาย
เดินวิชชา 18 กายปฏิโลม คือ เดินวิชชาจาก กายธรรมพระอรหัตต์ละเอียด กลับมาที่กายมนุษย์หยาบ ครบ 18 กาย

ส่วนดวงธรรมในแต่ละกายก็เดินอนุโลมปฏิโลมเช่นกัน ขาอนุโลมจาก ดวงปฐมมรรค(ดวงธรรม 1) ไปยังดวงวิมุตติญาณทัศนะ(ดวงธรรม 6) ขาปฏิโลมก็ไล่จากดวงวิมุตติญาณทัศนะ(ดวงธรรม 6) กลับมายังดวงปฐมมรรค(ดวงธรรม 1)

การเดินวิชชาอนุโลมปฏิโลมนั้น ถือว่ายิ่งมากเที่ยวยิ่งดี โบราณอาจถือเคล็ด 7 เที่ยว จะทำถึง หรือทำเกิน 7 เที่ยว ก็แล้วแต่ความสะดวก คุณลุงให้ยึดอารมณ์เราว่า บันเทิงหรือยัง ถ้าบันเทิงก็เป็นอันใช้ได้ ถ้าอย่างนั้นก็แสดงว่า ตอนเราเริ่มนั่ง เราอาจยังไม่ได้กำหนดตายตัวว่าเราจะเดินวิชชากี่เที่ยว แต่เราจะมารู้ตอนเราเดินวิชชาว่าบันเทิงหรือยังในตอนหลัง ดังนั้น เราจึงต้องพร้อมที่จะเดินวิชชาในเที่ยวถัดๆ ไปเสมอ จนกว่าจะเกิดอารมณ์บันเทิงขึ้น

ในความเป็นจริง เราอาจติดเงื่อนไขเรื่องเวลา เช่น เป็นการเดินวิชชาตอนเช้า ต้องรีบให้เสร็จ เพื่อไปทำงานต่อ นั่นก็ต้องทำไปตามเงื่อนไขเวลา จะไปกำหนดอารมณ์บันเทิงตายตัวนัก ยังไม่ได้

การนับจำนวนเที่ยว มักนับว่า ครบ 18 กาย ก็นับเป็น 1 ดังนั้น ขาอนุโลมเข้านิพพาน ก็ได้ 1 เที่ยว ขากลับคือปฏิโลมจากนิพพานมา ก็นับเป็นเที่ยวที่ 2 ถ้านับไป 7 เที่ยว เที่ยวที่ 7 ก็จะเป็นขาอนุโลมอีกครั้ง

หลายท่านที่ท่องสอบวิปัสสนาจารย์ เวลาปฏิโลมกายกลับจากนิพพาน ซึ่งถือว่าเป็นการเดิน 18 กายเที่ยวที่ 2 คือขาปฏิโลม อาจมีปัญหาตอนจบ และขาดกายมนุษย์หยาบกายสุดท้ายไป 1 กาย คือ เมื่อปฏิโลมกายกลับมาถึงกายฝันแล้ว ไล่ดวงธรรม 6 ดวง 6 5 4 3 2 1 บางท่านก็เดินวิชชาต่อว่า จุดเล็กใสเท่าปลายเข็มกลางดวงธรรม 1 ว่างออกไป เห็นดวงธรรมของกายมนุษย์หยาบ ซึ่งผมเคยให้ข้อคิดเห็นไว้แล้วว่า น่าจะให้เห็นกายมนุษย์หยาบก่อน แล้วเดินฐานกายมนุษย์หยาบไปที่ดวงธรรมของกายมนุษย์หยาบในท้องเสียก่อน เพื่อให้การเดินวิชชาขากลับ เป็นการเดินวิชชาให้ครบ 18 กาย และในที่นี้ ก็เป็นการเตรียมตัวเผื่อเดินวิชชาอนุโลมต่อในเที่ยวที่ 3 ได้ด้วย ซึ่งน่าจะลงตัว ผมไม่ขอฟันธงว่าความเข้าใจของผมถูกต้องที่สุด เพราะหลายท่านก็โต้เถียงกลับด้วยเหตุผลมากมาย

เหตุผลหนึ่งที่ได้ยินมาก็คือ การกลับมาที่กายมนุษย์หยาบทำให้เราเดินวิชชาถอยหยาบออกมา ซึ่งอันนี้ก็สุดแต่เราจะยกมากล่าวอ้าง เพราะหากใช้เหตุผลนี้ การเดินวิชชาในขาปฏิโลม เราก็เริ่มจากกายธรรมพระอรหัตต์ละเอียด มาที่กายธรรมพระอรหัตต์หยาบ มาที่กายธรรมพระอนาคามีละเอียด ซึ่งเป็นกายที่หยาบกว่าเดิมเรื่อยๆ มาอยู่แล้ว แต่มันไม่ใช่การถอนใจออกจากวิชชาที่เราเดินอยู่ ส่วนการที่เราส่งใจมองปากช่องจมูกกายมนุษย์หยาบในเที่ยวถัดๆ มานั้น ถ้าดูให้ดีๆ เราเดินวิชชาใน "ไส้" ทั้งนั้น มันไม่ใช่การถอยหยาบออกมา

สุดท้าย ผมยังเขียนไปไม่ถึง การเดินวิชชา เลย แค่อารัมภบท ก็ยืดยาวเสียแล้ว ขอจบตอนนี้ไว้ก่อนครับ